จากชื่อ "เอ็มเอสเอ็น" สู่ "วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์" ครบ 10 ปี วันนี้เหล่าประชากรชาวแชทกลุ่มนี้จะสามารถโอบโลกใบนี้ได้มากกว่า 12 เท่า
จากชื่อ "เอ็มเอสเอ็น" มาสู่ "วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์" กับจำนวนผู้ใช้รายเดือนซึ่งเพิ่มขึ้นตลอด 10 ปีมาอยู่ที่ประมาณ 330 ล้านคน ณ วันนี้ ทำให้มีการประเมินคร่าวๆ ว่า เหล่าประชากรชาวแชทกลุ่มนี้จะสามารถโอบโลกใบนี้ได้มากกว่า 12 เท่า (12.3 เท่า คือข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด โดยค่าเฉลี่ยความยาวของแขนเท่ากับ 70 เซนติเมตร)
นอกจากนี้ หากผู้ใช้โปรแกรมแชทยอดฮิตดังกล่าว รวมกันก่อตั้งประเทศ “แมสเซ็นเจอร์แลนด์ (Messengerland)” ขึ้นมา ก็จะกลายเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากประเทศจีนและอินเดียตามลำดับ โดยนำหน้าสหรัฐอเมริกา)
ใหญ่เท่าสหรัฐ+แคนาดา
ข้อมูลจากคอมสกอร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า วินโดวส์ ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ มียอดผู้ใช้รายเดือนเท่ากับจำนวนประชากรในสหรัฐอเมริกาและแคนาดารวมกัน (สหรัฐอเมริกา มีประชากรจำนวน 306 ล้านคน และแคนาดา มีประชากรจำนวน 32.9 ล้านคน)
ขณะที่ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมไอทีของภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันก็มีผู้ใช้วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ ทะลุหลัก 1.5 ล้านคนไปแล้ว และมีปริมาณส่งข้อความมากกว่า 51 ล้านข้อความต่อวัน
ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ รายงานว่าได้เปิดให้บริการวินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ ครอบคลุม 36 ภาษาใน 59 ประเทศทั่วโลก เพิ่มเติมจากอังกฤษ สเปน เยอรมัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็น 4 ภาษา แรกในยุคต้น
ข้อมูลจากฝ่ายวิเคราะห์ภายในของไมโครซอฟท์ เมื่อเดือนเมษายน ระบุด้วยว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใช้จะกลับมาลงชื่อใช้วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ 3 ครั้งต่อวัน ซึ่งมีค่าเท่ากับการที่คนเรารับประทานอาหารในแต่ละวัน
จากการสำรวจพบว่า การติดต่อสื่อสารผ่านข้อความของโปรแกรมสนทนายอดฮิตนี้มีสูงถึง 60% จึงทำให้วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ เป็นผู้ให้บริการโปรแกรมสนทนาฟรี ที่มีจำนวนผู้ใช้กว้างขวางที่สุดในโลก โดยเทียบจากจำนวนผู้คนทั้งโลก 6 จาก 10 คน จะเลือกใช้โปรแกรมนี้พูดคุยกับเพื่อน
สื่อสารกว่าหมื่นล้านข้อความต่อวัน
ผลสำรวจจากคอมสกอร์ บ่งชี้แนวโน้มว่า โดยเฉลี่ยแล้วข้อความจำนวน 1 หมื่นล้านข้อความ ที่มีการส่งออกแต่ละวัน จะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2.91E+11ข้อความในแต่ละเดือน ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวนของดวงดาวที่ประมาณการในกาแล็กซี่ของเรา (3.00E+11)
ด้านฝ่ายวิเคราะห์ภายในของไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า หากเขียนจดหมาย 1 แผ่น ส่งให้ผู้ใช้วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ จำนวน 1.6 พันล้านคน ที่มีคนใช้บริการอยู่ทุกวันนี้ แล้วนำแผ่นกระดาษแต่ละใบมาวางซ้อนกัน จะสามารถตั้งกองสูงท่วมไปจนถึงดวงจันทร์ได้ ภายในหนึ่งวัน (เทียบค่าระหว่าง ความสูงของจดหมาย 474,000 กิโลเมตร กับ ระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ 405,000 กิโลเมตร)
ขณะที่ น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 33 เท่า ของน้ำหนักการปล่อยกระสวยอวกาศ (ได้แก่ กระสวย ท่อนแรกของจรวด และแท้งก์ โดยน้ำหนักกระดาษที่วางซ้อนกัน 67,900 ตัน เทียบกับ น้ำหนักกระสวยอวกาศ 2,041 ตัน)
อย่างไรก็ตาม ด้วยการสื่อสารผ่านโปรแกรมสนทนานี้ จะสามารถช่วยรักษาต้นไม้ได้ 2.8 ล้านต้นต่อวัน
อายุเฉลี่ยผู้ใช้อยู่ในวัยต่ำกว่า 30
คอมสกอร์ ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ใช้วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ คือ 26 ปีครึ่ง โดยมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ จากช่วงอายุ 24 ปีครึ่งในประเทศตุรกี - 32 ปี ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ ผู้ใช้ในสิงคโปร์ จะมีอายุเฉลี่ยคือ 25 ปี
ด้านไมโครซอฟท์ เผยว่า ค่าเฉลี่ยในการสนทนา อยู่ที่ประมาณ 5 นาที แต่ที่สหรัฐอเมริกาจะสั้นกว่าคือ ประมาณ 4 นาที ขณะที่ประเทศจีนใช้เวลาประมาณ 8 นาที
ทั้งนี้ ตลอดช่วงอายุ 10 ปี วินโดว์ส ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ ได้มีการการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ ให้โปรแกรมสนทนายอดฮิตนี้ครองใจนักแชทอย่างต่อเนื่อง
ได้แก่ ฟังก์ชั่น The Nudge ที่จะช่วยสะกิดคู่สนทนาให้รู้ตัว ได้เริ่มใช้กับ MSN Messenger 7.0 ในวันที่ 7 เมษายน 2548 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้ใช้งานสามารถสะกิดเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคู่สนทนาได้
นอกจากนี้ วินโดวส์ ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์ ได้นับจำนวนการล็อกอินเข้าใช้งานมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่ยังใช้ชื่อ MSN messenger ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง โดยทีมงานได้ติดตั้งระบบเรียลไทม์ ที่เรียกว่า simultaneous online connections หรือ SOC (จำนวนแสดงการเชื่อมต่อเข้าใช้วินโดวส์ ไลฟ์ฯ) เพื่อการนับจำนวนที่ถูกต้องและใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และได้บรรลุตัวเลขการล็อกอินที่ 1 ล้าน SOC เมื่อวันที่ xxx และที่ 20 ล้าน SOC เมื่อวันที่ xxx ซึ่งวันนี้เราได้มีจำนวนการล็อกอินมากถึง 40 ล้าน SOC
รวมทั้งเพิ่มฟังก์ชั่น ระบุคู่สนทนากำลังพิมพ์ข้อความ (จะปรากฏดังนี้ “XXX กำลังพิมพ์ข้อความ”) แม้ว่าฟังก์ชั่นนี้อาจดูไม่สะดุดตา แต่เมื่อก่อนนั้นเป็นการยากที่จะรู้ว่าคู่สนทนากำลังตอบโต้กับเราอยู่หรือไม่ ดังนั้นทีมงานจึงได้ทำการคิดค้นฟังก์ชั่นนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
Tags : วินโดว์ส
