ไมโครซอฟท์ไทยโชว์รายได้ปี 52 ติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศที่โตเร็วสุดของโลก เผยดีเดย์เปิดตัววินโดว์ส 7 เวอร์ชั่นไทย 24 ต.ค.นี้
นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลประกอบการปีงบประมาณ 2552 (สิ้นสุดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา) บริษัทมีรายได้เติบโตเพิ่มจาก 21% เมื่อปีที่ผ่านมาเป็น 22% คิดเป็นอัตราขยายตัว 2 เท่าของตลาดซอฟต์แวร์ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 3
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็น 1 ใน 5 ตลาดที่โตเร็วที่สุดของไมโครซอฟท์ ร่วมกับบังคลาเทศ อียิปต์ อาร์เจนติน่า และเวียดนาม ซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกับพันธมิตร โดยในไทยบริษัทยังคงเน้นการขายผ่านช่องทางพันธมิตรราว 98%
ขณะที่ ในปีงบประมาณใหม่ บริษัทเริ่มปรับโครงสร้างกลุ่มพันธมิตร จากเดิมเป็นเพียง "ไมโครซอฟท์ พาร์ทเนอร์ โปรแกรม" เป็น "ไมโครซอฟท์ พาร์ทเนอร์ เน็ตเวิร์ค" เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ในช่วง 10 เดือนข้างหน้า ได้แก่ วินโดว์ส 7, โปรแกรมออฟฟิศ และโปรแกรมสำหรับเครื่องแม่ข่าย
สร้างเครือข่ายพันมิตรข้ามประเทศ
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงหลักๆ นอกจากการเปลี่ยนโลโก้แล้ว โครงสร้างใหม่จะทำให้โลคัลพาร์ทเนอร์ในประเทศสามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรประเทศอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถหาข้อมูล และได้รับผลประโยชน์จากการเข้าร่วมโปรแกรมได้มากขึ้น โดยมีผลกับพันธมิตรทั่วโลกกว่า 5 แสนราย ซึ่งรวมถึงในไทยกว่า 1,000 ราย
"โครงสร้างใหม่จะทำให้พาร์ทเนอร์เราได้ประโยชน์มากขึ้น และยังช่วยให้ลูกค้าหาพาร์ทเนอร์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เพราะเทคโนโลยีบางอย่างสามารถต่อยอดไปได้นอกเหนือจากแค่ตลาดไทย" นางสาวปฐมากล่าว
เธอย้ำว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงล่าสุด ถือว่าวันนี้ไมโครซอฟท์ ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทแล้ว โดยจะไม่ใช่ผู้ขายวินโดว์ส หรือโปรแกรมออฟฟิศเหมือนที่ผ่านมา แต่จะทำตลาดในรูปแบบการเป็นโซลูชั่น คอมพานี ซึ่งไมโครซอฟท์ มีหน้าที่ต้องเข้าไปช่วยคู่ค้าให้ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องโฟกัสกับการเพิ่มจำนวนคู่ค้าหรือพันธมิตร แต่จะเน้นหนักกับการเพิ่มรายได้ให้กับคู่ค้า
นอกจากการปรับโครงสร้างการทำงานแล้ว สำหรับองค์กรไทยก็ยังมีการจัดทีมใหม่ โดยรวมกลุ่มทีมพาร์ทเนอร์ที่เคยดูแลลูกค้าแยกตามรายอุตสาหกรรม เข้ามารวมศูนย์ที่เดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อน และทำงานง่ายขึ้น ลูกค้าสามารถเข้าถึงพาร์ทเนอร์ได้สะดวกขึ้น
สำนักงานใหญ่อัดฉีดงบไทยเพิ่ม
นางสาวปฐมา กล่าวว่า ผลจากการเป็น 1 ในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดของไมโครซอฟท์ ส่งผลให้ไทย จะได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนคู่ค้าเพิ่มอีก 10% ในขณะที่หลายประเทศไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือถูกตัดงบ
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้ใส่งบสนับสนุนเพิ่มเพื่อช่วยคู่ค้าในหลายรายการ เช่น การให้ "เครดิต เอ็กซ์เทนชั่น" กับคู่ค้าจาก 60 วันเป็น 90 วัน ซึ่งบริษัทต้องใส่เงินลงไปถึง 6 แสนดอลลาร์
ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น และพึงพอใจกับการทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์ รวมทั้งเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ในเร็วๆ นี้ คือ ระบบปฏิบัติการ (โอเอส) "วินโดว์ส 7" ซึ่งในไทยวางแผนเปิดตัวในวันที่ 24 ต.ค.นี้ พร้อมเวอร์ชั่นภาษาไทย ซึ่งจะใกล้เคียงกับงานเปิดตัวทั่วโลกในวันที่ 22 ต.ค.นี้ โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงของการทดสอบ และอบรมคู่ค้า รวมทั้งโออีเอ็ม พาร์ทเนอร์ และเปิดฟรีอัพเกรดให้กับลูกค้าที่ซื้อเครื่องใหม่พร้อมวิสต้า ไลเซ่นในช่วงนี้
เธอระบุว่า นอกจากกลุ่มองค์กรที่เป็นตลาดหลักสำหรับโอเอสใหม่ ไมโครซอฟท์ยังปรับโฟกัสขยายตลาดกลุ่มค้าปลีกมากขึ้น เนื่องจากเสียงสะท้อนจากลูกค้าทั่วไปที่ผ่านมาพบว่า ยังมีกลุ่มที่หาซื้อโอเอสลิขสิทธิ์ยาก
"ตอนนี้ในไทยมีคนใช้เอ็กซ์พี 70% อีก 30% เป็นวิสต้า แต่เท่าที่ดูฟีดแบ็กคนสนใจจะอัพเกรดเป็นวินโดว์ส 7 เยอะ เพราะมีจุดเด่นในเรื่องของการใช้งานที่ไม่ต้องการสเปคเครื่องสูงซึ่งกลุ่มองค์กร โดยเฉพาะธนาคารมีแนวโน้มจะเปลี่ยนมาใช้เยอะ เพราะไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ สามารถใช้กับเครื่องเก่าได้ และความปลอดภัยก็สูง ขณะที่ยูสเซอร์ทั่วไปก็ให้ความสนใจ" นางสาวปฐมากล่าว
ดังนั้น ปีนี้บริษัทจะเริ่มโฟกัสกับตลาดค้าปลีกด้วย เช่น ร่วมมือกับไอที ซิตี้ ซึ่งมีสาขาขนาดใหญ่ เพื่อทำให้สินค้าโดดเด่นมากขึ้น พร้อมเข้าไปช่วยทำตลาด เพื่อให้ลูกค้าเห็นและซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น
หนุนการศึกษาต่อยอดสู่ธุรกิจ
ทางด้านการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังในด้านอื่นๆ ไมโครซอฟท์ ได้เริ่มเข้าไปพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้น เพื่อต่อยอดเทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มีอยู่ ให้สามารถช่วยงานทางการแพทย์ในประเทศมากขึ้น โดยปัจจุบันฐานอาร์แอนด์ดีในไทยมีบุคลากรประจำอยู่แล้วราว 200 คน และมีทีมสนับสนุนจากสิงคโปร์เป็นผู้ดูแลหลัก
รวมทั้งการต่อยอดผลงานของนักศึกษาจากโครงการอิมเมจิน คัพ "อมอลกา" ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาผู้ป่วยทางไกล ให้สามารถใช้งานได้จริงมากขึ้น
"ที่ผ่านมาเราทำงานร่วมกับกระทรวงวิทย์ฯ กระทรวงศึกษาฯ เยอะ โดยเฉพาะโปรเจคที่ให้การอบรมครู หรือพาร์ทเนอร์ อิน เลิร์นนิ่ง ซึ่งช่วงนี้ครบ 6 เดือน ก็จะวัดผลว่าฟีดแบ็กเป็นยังไง ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง และประกอบกับตอนนี้ศูนย์อาร์แอนด์ดีเราพร้อมแล้ว มีที่ตั้งเรียบร้อย ทีมงานพร้อม ซึ่งก็จะเริ่มขยับเข้ามานำเทคโนโลยีที่เรามีด้านนี้ไปต่อยอดให้ใช้ประโยชน์จริงได้มากขึ้น ซึ่งคงได้เห็นความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานภาครัฐในเร็วๆนี้" นางสาวปฐมากล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารไมโครซอฟท์ ระบุว่า สำหรับปีงบประมาณหน้า (2553) บริษัทคาดว่าจะเติบโตเพียง 10% จากเดิมโตมากกว่า 20% เนื่องจากเป็นการเติบโตจากฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ประกอบกับบริษัทเชื่อว่า อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวมในปีหน้าจะคงที่เท่ากับปีก่อนหน้า คือประมาณ 11%
Tags : ไมโครซอฟท์
