อีก 11 ปีข้างหน้า โลกอาจจะได้ผู้นำด้านนวัตกรรมเบอร์ 1 หากประเทศจีน เดินไปถึงเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมสูงสุดของโลกก่อนปี 2563
ท่ามกลางการขยายอำนาจทางนวัตกรรมของบริษัทจากแดนมังกร หนึ่งในเรือธงสำคัญ ก็คือ "หัวเว่ย เทคโนโลยีส์" ที่จากข้อมูลของนิตยสาร Managing IP ระบุว่า มียอดการจดทะเบียนสิทธิบัตร (Patent) ณ ปี 2551 จำนวน 1,737 ฉบับ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงก็ประกาศชัดเจนว่า จะ "เดินหน้า" การพัฒนาสิทธิบัตรต่อไปเพื่อปกป้องธุรกิจของหัวเว่ย เพราะสำหรับบริษัทแห่งนี้ "สิทธิบัตร" เป็นมากกว่าเครื่องมือทางธุรกิจ
กว่าจะมาเป็นเจ้า(ของ)สิทธิบัตร
ความสำเร็จด้านจำนวนการครอบครอง "สิทธิบัตร" ในวันนี้ เพราะหัวเว่ย ไม่ได้เมินเฉยต่อการเรียนรู้ "ข้อผิดพลาด" จากประวัติศาสตร์ทางธุรกิจของตัวเอง เมื่อครั้งเริ่มเข้าไปเปิดตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2546 และเผชิญกับการฟ้องร้องจากบริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สัญชาติอเมริกา ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา
แม้คดีความดังกล่าวจบลงที่การเจรจาตกลงภายนอกศาล โดยหัวเว่ยยินยอมที่จะเปลี่ยน และยกเลิกบางผลิตภัณฑ์ แต่คดีในครั้งนั้นถือเป็นความอับอายอย่างยิ่ง ของบริษัทสัญชาติจีนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 โดยอดีตนายพลเริ่น เจิ้ง เฟย
ทนายความซึ่งรู้เรื่องกรณีดังกล่าวเป็นอย่างดี ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Managing IP ว่า กรณีพิพาทนี้ได้แสดงให้เห็นความอ่อนประสบการณ์ของหัวเว่ย ที่ไม่ให้ความใส่ใจต่อการจดสิทธิบัตรของบริษัทคู่แข่งเท่าที่ควร จนทำให้ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงครั้งใหญ่ และต้องยกเลิกผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในตลาดอเมริกาเป็นครั้งแรก
ขณะที่นับเนื่องมาถึงปัจจุบัน ก็เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า วิกฤติเศรษฐกิจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของหัวเว่ย ในการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตร เพราะล่าสุด หัวเว่ย ประกาศชัดเจนว่าต้องการจดสิทธิบัตรอเมริกาและยุโรปเพิ่มขึ้น
จากผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ สู่ผู้นำด้านสิทธิบัตร
จากความล้มเหลวในการทำตลาดสหรัฐอเมริการะยะแรก ปัจจุบันหัวเว่ยได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา โดยความสำเร็จของบริษัทสัญชาติจีนแห่งนี้ ก้าวจากผู้เคยถูกโจมตีเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรสู่ผู้นำการจดสิทธิบัตร เหล่านี้ต้องยกเครดิตให้กับผู้บริหารคนสำคัญที่เข้ามาร่วมงานกับหัวเว่ย เมื่อปี 2539 หลังจากมีการจัดตั้งฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นเพียงหนึ่งปี
นายซ่ง หลิวปิง รองประธาน หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและหัวหน้าคณะกรรมการด้านสิทธิบัตรของหัวเว่ย ยอมรับว่ากรณีพิพาทกับซิสโก้เป็นแรงผลักดันให้หัวเว่ยก้าวสู่เกมการแข่งขันนี้ "หัวเว่ยเรียนรู้จากบริษัทตะวันตกในเรื่องการปฏิบัติการและการดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยก่อนหน้าที่เราจะเซ็นสัญญายอมความกับซิสโก้นั้น เราได้ให้ความสำคัญอย่างเต็มที่แล้วในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เราจึงได้ตัดสินใจว่าจะต้องเพิ่มความพยายามมากขึ้นไปอีก"
ความพยายามของหัวเว่ยเป็นผลสำเร็จในที่สุด โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization : WIPO) ได้รับรองหัวเว่ยในฐานะผู้นำด้านระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty : PCT) ในปี 2551 ด้วยยอดการจดทะเบียนสิทธิบัตร 1,737 ฉบับ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังกำลังเพิ่มบทบาทความสำคัญในคณะกรรมการสมาชิกผู้กำหนดมาตรฐานโทรคมนาคมต่างๆ ด้วย
ปัจจุบัน ฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วภายใต้การดูแลของเขา ด้วยจำนวนพนักงาน 240 คน
ทรัพย์สินทางปัญญา-ธุรกิจ"ไปคู่กัน"
เมื่อหัวเว่ยก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของการยื่นจดสิทธิบัตร หลายคนจึงได้หันมาสังเกตเห็นการผลักดันของจีนทางด้านนวัตกรรมกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดนโยบายด้านสิทธิบัตรของประเทศจีน ที่ตั้งเป้าชิงตำแหน่งผู้นำโลกก่อนปี 2563
ทั้งนี้ แม้ว่าสถิติสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตรของหัวเว่ย จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่บริษัทยังคงต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อให้มีจำนวนสิทธิบัตรเทียบเท่ากับไอบีเอ็ม ซึ่งได้สิทธิบัตรจากสำนักสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าอเมริกาถึง 4,186 ฉบับ เมื่อปีที่ผ่านมา
หัวหน้าคณะกรรมการด้านสิทธิบัตรของหัวเว่ย แสดงจุดยืนของวิสัยทัศน์ชัดเจนด้านสิทธิบัตรว่า บริษัทยังไม่พร้อมจะเริ่มบทบาทในฐานะผู้เดินเกม "สิทธิบัตรของเราเป็นมากกว่าเครื่องมือทางธุรกิจ เพราะหัวเว่ยนิยมความสงบ และต้องการสร้างสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่สอดคล้องกลมกลืน ดังนั้น เราจึงพัฒนาสิทธิบัตรต่อไปเพื่อปกป้องธุรกิจของเรา"
"ปัจจุบันรายได้หลักมาจากการขายผลิตภัณฑ์ เรายังไม่ได้มองถึงรายได้จากไลเซ่น และยังไม่ได้วางแผนในเรื่องนี้ เนื่องจากหัวเว่ยไม่เน้นรุกในด้านสิทธิบัตร เพียงแต่ต้องการสร้างบรรยากาศการทำธุรกิจที่ปรองดองสอดคล้องกัน"
ห้าปีกับความพยายามในการก้าวสู่ตลาดอเมริกา ณ วันนี้ กำลังเป็นที่จับตามองว่า หัวเว่ย อาจเจาะตลาดอเมริกาได้ในที่สุด โดยเฉพาะเมื่อปรากฏข้อมูลผ่านนิตยสาร วอลล์สตรีท เจอร์นัล ที่รายงานว่า บริษัทแห่งนี้อยู่ระหว่างการตกลงกับ Cox Communications เพื่อสร้างเครือข่ายให้บริการโทรศัพท์ไร้สาย โดยวางแผนที่จะเปิดให้บริการในสหรัฐสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกัน หัวเว่ยยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมเพื่อสร้างเครือข่าย 4 จี ให้กับ Clearwire อีกด้วย
Tags : หัวเหว่ย
