กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 9 เมษายน 2552 08:00

ทีทีแอนด์ทีสะดุดอีกรอบ ศาลสั่งเลือกผู้ทำแผนใหม่

ทีทีแอนด์ทีสะดุดอีกรอบ ศาลสั่งเลือกผู้ทำแผนใหม่

ทีทีแอนด์ทีสะดุดอีกรอบ ศาลสั่งเลือกผู้ทำแผนใหม่

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งเรียกประชุมเจ้าหนี้ บมจ.ทีทีแอนด์ที เลือกผู้ทำแผนฟื้นฟูธุรกิจใหม่ หลังเจ้าหนี้กลุ่มหนึ่งยื่นคัดค้าน

 วานนี้ (8 เม.ย.) ศาลล้มละลายกลาง ได้มีการนัดอ่านคำสั่งศาล คดีแดง เลขที่ 55/2551 กรณีเจ้าหนี้ส่วนน้อยของ บมจ.ทีทีแอนด์ที ในฐานะลูกหนี้ ยื่นขอคัดค้านกรณีที่ลูกหนี้ขอเป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูธุรกิจเอง จากที่มีการลงคะแนนในการประชุมเจ้าหนี้ ซึ่ง บมจ.ทีโอที เจ้าหนี้รายใหญ่ได้ลงคะแนนให้ทีทีแอนด์ทีเป็นผู้ทำแผนฯ เอง

 นายพิชัย เตโชพิทยากุล ผู้พิากษาอาวุโส กล่าวว่า ศาลวิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า ลูกหนี้คือ ทีทีแอนด์ที และเจ้าหนี้คือ ทีโอที มีพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นว่าเป็นไปโดยไม่สุจริต อาจมีการสมยอมกัน ดังนั้นการที่เจ้าหนี้ฝ่ายคัดค้าน เช่น ธนาคารนครหลวงไทย, ธนาคารกรุงไทย และบริษัท อเวนิว จำกัด ยื่นค้านการลงคะแนนแต่งตั้งผู้จัดทำแผนฯ มีน้ำหนัก 

 ศาลจึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรียกประชุมเจ้าหนี้ใหม่อีกครั้งภายใน 40 วัน นับจากมีคำสั่ง เลือกผู้จัดทำแผนฯ ใหม่ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา90/17 วรรคสอง และรายงานผลให้ศาลเห็นชอบภายใน 3 วันจากที่มีการประชุม 

 ระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ทำแผนฯ ให้ผู้บริหารแผนเดิมซึ่งเคยบริหารกิจการ เป็นผู้บริหารชั่วคราวภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ทำแผนฯ ใหม่ หากเจ้าหนี้เห็นว่าชื่อผู้จัดทำแผนฯ คนใหม่ไม่เหมาะสม สามารถยื่นขอคัดค้าน เพื่อให้ศาลไม่เห็นชอบกับผู้จัดทำแผนฯ ตามที่ที่ประชุมเจ้าหนี้เสนอมาก็ได้

ตัวเลขหนี้ 3 หมื่นล้านมีปัญหา
 ทั้งนี้ จากการพิจารณาของศาล เห็นว่า การที่ทีโอที เสนอมูลหนี้ประมาณ 30,000 ล้านบาท และทางลูกหนี้คือ ทีทีแอนด์ที ไม่ได้มีการคัดค้าน เป็นพฤติกรรมที่เป็นไปโดยไม่สุจริต ส่อไปในทางสมยอมแม้ไม่มีหลักฐาน เพราะในการยื่นเสนอมูลหนี้ ทีทีแอนด์ที ได้คัดค้านเจ้าหนี้อื่นจำนวน 20 ราย แต่ไม่คัดค้านทีโอที 

 อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ ทีโอที เคยเสนอมูลหนี้ประมาณ 500 ล้านบาท และตามบัญชีงบดุลกำไรขาดทุน เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 มีการระบุบัญชีหนี้ไว้เพียง 300 ล้านบาทเท่านั้น แสดงว่าจำนวนหนี้ 30,000 ล้านบาท เป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาในภายหลัง ศาลเห็นว่าเป็นหนี้ที่ยังเลื่อนลอย ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่

สั่งเลือกผู้จัดทำแผนฟื้นฟูรายใหม่
 ดังนั้น จากนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตรวจสอบข้อมูลและมูลหนี้ของเจ้าหนี้แต่ละรายโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าหนี้ทุกฝ่าย และขอให้ทุกฝ่ายถอนคำร้องคัดค้านอื่นๆ ไป เพราะศาลได้มีคำสั่งให้เลือกผู้จัดทำแผนฯ ใหม่แล้ว คำร้องต่างๆ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะร้องต่อไป 

 ประเด็นดังกล่าว สืบเนื่องจาก ตัวแทน บมจ.ทีโอที ได้นำหลักฐานมาแสดงสภาพการเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุด โดยอ้างถึงมูลหนี้ทั้งสิ้นกว่า 29,000 ล้านบาท ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ได้ตรวจสอบในเบื้องต้นสรุปมีมูลหนี้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีสัดส่วนคะแนนเสียงสูงสุดในกลุ่มเจ้าหนี้ เพราะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด และได้ลงคะแนนให้ ทีทีแอนด์ที เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูเอง 

 ขณะที่ ตามบัญชีงบดุล มีการลงบันทึกว่า ทีโอที เป็นเจ้าหนี้มูลหนี้ประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น และการที่ทีโอทีมีมูลหนี้เพิ่มมากขึ้น ทำให้กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ มีผลต่อการลงคะแนนให้สิทธิ์ผู้ทำแผนฟื้นฟู เป็นเรื่องไม่เป็นธรรมกับเจ้าหนี้รายอื่น จึงยื่นคัดค้านต่อศาล และรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน 

 ทั้งนี้ เจ้าหนี้ฝ่ายคัดค้านได้เสนอ บริษัท พี แพลนเนอร์ จำกัด ของนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของทีทีแอนด์ที และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นบริษัทภายนอกให้เข้ามาเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู 

 ก่อนหน้านี้ นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที กล่าวว่า สาเหตุที่เสนอให้ ทีทีแอนด์ที เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูเอง เนื่องจาก 1.ทีโอที จำเป็นต้องพิจาณาเลือกผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการที่ ทีโอที มีโอกาสได้รับประโยชน์หรือ ได้รับหนี้คืนสูงสุด กล่าวคือ เลือกผู้ที่ไม่คัดค้านหรือยอมรับหนี้ที่ ทีโอทีเรียกร้องทั้งหมด 

 2. ทีทีแอนด์ที ไม่ได้คัดค้าน มูลหนี้ของ ทีโอที แต่อย่างใด และ3.ทีโอที และทีทีแอนด์ที เป็นบริษัทร่วมการงาน ดังนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อทีโอทีในการรับรู้ ขั้นตอนแนวทางการจัดทำแผนฯ

Tags : ทีทีแอนด์ที

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า