กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม : นวัตกรรม

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 17:21

NSTDA Business center ภูมิภาค

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สวทช. รวมพลัง 3 มหาวิทยาลัยชื่อดัง ม.สงขลาฯ ม.ขอนแก่น ม.เทคโนโลยีสุรนารี เปิดหน้าร้านร่วมบริการเทคโนโลยีสู่ภูมิภาคด้วยกัน

 สวทช. รวมพลัง 3 มหาวิทยาลัยชื่อดัง ม.สงขลาฯ ม.ขอนแก่น ม.เทคโนโลยีสุรนารี เปิดหน้าร้านร่วมบริการเทคโนโลยีสู่ภูมิภาคด้วยกัน เน้นนโยบายเชิงรุกปลุกสร้างอุตสาหกรรมปลายน้ำจากวัตถุดิบหลักในพื้นที่ เผยลดขั้นตอนการสนับสนุนพร้อมตอบโจทย์ธุรกิจท้องถิ่นได้ถูกต้อง

 ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช.ได้ร่วมลงนามกับ เครือข่ายมหาวิทยาลัยที่มีฐานการวิจัยและมีความพร้อม คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อจัดตั้งหน่วยงานเครือข่ายส่งเสริมเทคโนโลยี สวทช. – หน่วยงานเครือข่าย โดยแต่ละหน่วยงานภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้สามารถช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยใช้กลไกบริการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านต่างๆ ทั้งสวทช. และหน่วยงานเครือข่ายได้อย่างครบวงจร

 สิ่งที่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นจะได้รับจากความร่วมมือครั้งนี้คือ เข้าถึงผลงานวิจัยพัฒนาการสนับสนุนด้านการเงินจากโครงการสนับสนุนด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (CD) ศูนย์ลงทุน (NIC) การให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPS) โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถขอรับการรับรองจากสวทช. เพื่อขอยกเว้นภาษี 200% (RDC) หรือแม้แต่การสนับสนุนส่วนอื่นๆ อีกมากมายตามแต่ที่โจทย์ของภาคธุรกิจในพื้นที่จะร้องขอ

 “มหาวิทยาลัยทั้ง 3 นั้น แต่ละแห่งมีความโดดเด่นทางด้านงานวิจัย และฐานของธุรกิจที่รองรับ ถือเป็นการผนึกกำลังกับภาคการศึกษาที่มีความพร้อม ใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์และเสริมศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ในพื้นที่” ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

 การรวมพลังในครั้งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกของสวทช. ที่เน้นความร่วมมือกับพันธมิตรเครือข่ายกระจายบริการลงสู่ภูมิภาคอย่างเป็นระบบ  สวทช. จะบูรณาการการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายส่งเสริมเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการแบบครบวงจรเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้มูลค่าเพิ่มจากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง อันจะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
 
 ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเพิ่มช่องทางให้กับผู้ประกอบการ มีโอกาสเข้าถึงกลไกบริการและองค์ความรู้ต่างๆ ผ่านเครือข่ายในแต่ละพื้นที่  ซึ่งสามารถส่งต่อโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการระหว่างหน่วยงานเครือข่าย และสวทช. และหาแนวทางเพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการให้ได้รับประโยชน์สูงสุด  ในการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดธุรกิจและสร้างโอกาสใหม่ๆ แก่ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ  ในขณะ เดียวกันยังเป็นการลดขั้นตอนการประสานงานต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการ 

 สำหรับภาพใหญ่ของสวทช. ส่วนหนึ่งจะเน้นการสนับสนุนให้เกิดการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง และยางพารา ในปีนี้นั้น การร่วมมือหน่วยงานเครือข่ายดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับแผนนี้อย่างมาก โดยภาคอีสานจะมีความโดดเด่นในด้านข้าว และมันสำปะหลัง ส่วนในภาคใต้ก็โดดเด่นในด้านยางพารา
การที่สวทช.ได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมทั้งสามด้านนี้ เพื่อต้องการขับเคลื่อนให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่ม

 เนื่องจากสวทช.มีงานวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุน แต่ขณะเดียวกันภาคธุรกิจยังไม่ได้รับข้อมูลและการผลักดันในระดับพื้นที่มาก่อน ทำให้สถานะของการใช้เทคโนโลยีด้านนี้ยังน้อยอยู่ และเกิดอุตสาหกรรมปลายน้ำไม่มากนัก ซึ่งหากบทบาทของหน่วยงานเครือข่ายส่งเสริมเทคโนโลยีเกิดขึ้นได้จริงผลที่เกิดขึ้นคือจะเกิดภาคธุรกิจเกิดใหม่ขึ้นจำนวนมากที่ใช้วัตถุดิบหลักเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ภาคการผลิตของไทยพัฒนามากขึ้น และลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศไปได้อย่างมาก จนในที่สุดเกิดความแข็งแกร่งจนกลายเป็นจุดแข็ง เพราะมีตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำแบบครบวงจร

 รศ. ดร. ชูศักดิ์  ลิ่มสกุล รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า แนวทางและดำเนินการความร่วมมือกับอุตสาหกรรมของมอ.ในพื้นที่ภาคใต้มีหลากหลายรูปแบบมาเป็นเวลานาน ทั้งในส่วนที่ม.อ.ดำเนินการเอง และร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสวทช. และเพื่อให้ชัดเจนในการดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 ม.อ. จึงจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือนี้ และยังจัดตั้งสำนักงานความร่วมมืออุตสาหกรรม หรือ “OIL” (Office of Industrial Liaison) ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อดำเนินการและประสานงานความร่วมมือกับอุตสาหกรรม ในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรมให้มีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยและพัฒนากับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

 อุตสาหกรรมในภาคใต้จะขึ้นอยู่กับฐานวัตถุดิบในพื้นที่เป็นสำคัญ ซึ่งอันดับหนึ่งก็คือยางพารา ส่วนที่กำลังมาแรงในขณะนี้ก็คือปาล์ม จากการให้ความสำคัญขององค์ความรู้ทางด้านการผลิตเกี่ยวกับยางพารา จะทำให้ สวทช. กับ ม.อ. ซึ่งมีองค์ความรู้และผลงานวิจัยจำนวนมากจะร่วมมือกันเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีให้กับธุรกิจในภาคใต้เติบโตขึ้นได้ถึง 30%

 ในระยะเวลาอันสั้นต่อจากนี้ ผู้ประกอบการในภาคใต้จะเข้ามาใช้บริการต่างๆ ของ สวทช. และของ ม.อ.มากขี้น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี สามารถดึงงานวิจัยที่เกี่ยวกับยางพาราและอื่นๆ ตามที่ผู้ประกอบการสนใจมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างง่ายดาย และลดขั้นตอนการเข้าถึงและใช้บริการ มีแผนสนับสนุนทางการตลาดที่จะผลักดันงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ และการตลาดที่จะเข้าไปช่วยตั้งแต่ต้นจนถึงการจับคู่ทางธุรกิจของผู้ประกอบการ เกิดโรงงานใหม่ในภาคการผลิตระดับปลายน้ำมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาวของการผลิตน้ำยางพารา

 ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ นั้น ม.อ.และ สวทช.จะร่วมกันนำเทคโนโลยีจากการค้นคว้าวิจัยจากทั้งสองหน่วยงาน เข้ามา Matching หรือจับคู่ เพื่อทำให้ระดับการวิจัยมีความเท่าเที่ยมกัน จนสามารถเกิดการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ต่อยอดไปได้ กระบวนการดำเนินการในเบื้องต้นต่อจากนี้ ทาง ม.อ.กับสวทช.จะร่วมกันหารือเพื่อกำหนดขอบข่ายของการให้บริการร่วมกัน กลุ่มเป้าหมาย และสร้างทิศทางในการสนับสนุน ทั้งนี้ทางสวทช. จะอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของ ม.อ. เพื่อให้ใช้บริการที่มีอยู่ของสวทช.อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นการลดขั้นตอนในการเข้ามาใช้บริการอย่างมาก และต่อไปก็จะทำให้หน่วยงานในท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง สามารถนำแหล่งทุนและเทคโนโลยีมาสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นได้อย่างสะดวกในอนาคต

 รศ. ดร. รังสรรค์  วงศ์สรรค์ รองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยว่า การที่สวทช.  ร่วมกับ มทส. จัดตั้งศูนย์เครือข่ายในพื้นที่จะทำให้ผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์จากการให้บริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ มทส. มากขึ้นตั้งแต่ การมีพื้นที่วิจัยที่อยู่ใกล้กับนักวิจัย มทส. ซึ่งจะทำให้การดำเนินการวิจัยร่วมกันได้เสร็จเร็ว สะดวกขึ้น ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาน้อยลง ด้วยการบริการแบบ One Stop Service ของอุทยานวิทยาศาสตร์ มทส. และการเดินทางที่ไม่ไกล ได้รับการให้บริการด้านธุรกิจและบริการด้านอื่นๆ ของ อุทยานวิทยาศาสตร์ มทส. ที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ได้รับความสะดวกในการหาข้อมูลนักวิจัย และข้อมูลเทคโนโลยี เมื่อต้องการวิจัย ได้รับข้อมูลและการสนับสนุนช่วยเหลือของภาครัฐอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นและครบถ้วน 

 สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากความร่วมมือคือ สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์และความสามารถการแข่งขันให้สูงขึ้น เป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดการสร้างรายได้  เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นทำให้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปทำมาหากินที่อื่น เกิดความช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชน ทำให้เกิดการพัฒนาในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป มทส. จึงเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

 ในขั้นต้นนั้น มทส.จะร่วมมือกับสวทช.ในการผลักดันสองอุตสาหกรรมใหญ่ คือ  อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน (Bio-Fuel) และอุตสาหกรรมวัสดุชีวภาพ (Bio-Material – Packing, Interior trims for automotive) ที่พัฒนาโดยใช้ฐานจากมันสำปะหลัง เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมนี้ถือว่ามีโครงสร้างธุรกิจและองค์กรรองรับอยู่จำนวนมาก และในขณะนี้มีงานวิจัยและเทคโนโลยีของ มทส. และ สวทช. รองรับมากขึ้น และจะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นจำนวนมากหากมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปใช้ โดยขณะนี้ มทส. ได้ลงทุนตั้งศูนย์วิจัยมันสำปะหลังครบวงจรแล้ว 

 จากการสำรวจศูนย์วิจัยและเขตอุตสาหกรรมในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง (ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์) พบว่า มีเขตอุตสาหกรรม จำนวน 6 เขตและศูนย์วิจัยจำนวน 11 ศูนย์ และเมื่อแบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมเกษตร มีจำนวนมากที่สุดคือ 8,238 ราย รองลงมาคือ อุตสาหกรรมบริการ จำนวน 1,806 ราย และอุตสาหกรรมวัสดุ เช่น กระดาษ พลาสติก ฯลฯ จำนวน 1,628 ราย ตามลำดับ และจากข้อมูลของ BOI พบว่าโดยภาพรวมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจังหวัดนครราชสีมามีบทบาทสำคัญในแง่ของการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มทส. เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงความต้องการวิจัยและพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมกับศูนย์การวิจัยต่างๆ ทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียงเป็นอุตสาหกรรมเกษตร และมีศูนย์วิจัยทางด้านเกษตรจำนวน 11 ศูนย์ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการวิจัยและพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมประเภทนี้ ในจังหวัดนครราชสีมามีเขตอุตสาหกรรมจำนวน 4 เขต และในอนาคตมีแนวโน้มจะขยายมากขึ้น

 เนื่องจากอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมมีความต้องการย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการวิจัยและพัฒนาสินค้าของตน และด้วย มทส. มีนักวิจัยเป็นจำนวนมากที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว จึงเหมาะต่อการเป็นนิคมวิจัย รวมถึงการคมนาคมสะดวก ใกล้ กทม. และใกล้จังหวัดทางภาคตะวันออกซึ่งมีท่าเรือ  ปัจจุบัน มทส. มีผู้ประกอบการมาใช้บริการประมาณ 400 รายต่อปี คาดว่าหลังจากที่ร่วมมือกับสวทช.ในการดำเนินงานศูนย์เครือข่ายจะทำให้มียอดการเติบโตมากขึ้นถึง 20% เลยทีเดียว

 ศ. นพ. สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ในปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งภาครัฐและเอกชน มีการตื่นตัวในการเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 มากขึ้น หนึ่งในนั้น คือ การดำเนินงานของอุทยานวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะที่ 1

 โดยมหาวิทยาลัยทั้ง 4 เครือข่าย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหาสารคามและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่เน้นการสร้างธุรกิจใหม่ทางด้านเทคโนโลยี การยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมในภูมิภาคและช่วยให้เกิดการจ้างงานในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น ผ่านการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยและพัฒนา การอบรมและจับคู่ทางธุรกิจทั้งในระดับประเทศและอาเซียน การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน

  แนวทางการสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในอนาคตอันใกล้นี้ นอกเหนือจากการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต้องเน้นเรื่องการเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจสามารถพึ่งตนเองและแข่งขันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งการพัฒนาด้านศักยภาพผู้ประกอบการและลูกจ้าง ความเป็นไปได้ทางการตลาดและการจับคู่ธุรกิจ การเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทั้งที่มีอยู่แล้ว การต่อยอดและการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ การสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ด้วยการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงเป็นอาวุธที่สำคัญต่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในระยะยาว

 การไปสู่เป้าหมายนี้ต้องสร้างและพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ดังนั้น การจัดตั้งและดำเนินงานเครือข่ายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการให้การบริการแก่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมประสาน 3 ฝ่าย อันได้แก่ สวทช. มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้เชิงพาณิชย์

จึงเป็นโครงการที่สำคัญ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่  และเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาว และมีความพร้อมในการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้อีกด้วย

Tags : สวทช. มหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement