มจธ.และไบโอเทค แนะวิธีจัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด พร้อมเทคนิคใช้ EM ให้ได้ประสิทธิภาพ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) แนะวิธีจัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด พร้อมเทคนิคใช้ EM ให้ได้ประสิทธิภาพ
การที่น้ำ ”เน่าเสีย” หรือด้อยคุณภาพลง เนื่องมาจากเกิดการย่อยสลายของสารอินทรีย์ อาทิเช่น สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย (ในเขตชุมชน เมือง) หรือเศษซากพืช (บริเวณพื้นที่เกษตร เช่นนาข้าว สวน) ที่จมอยู่ใต้น้้า โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งขณะที่เกิดการย่อยสลายนั้นจะเกิดการใช้ออกซิเจนในน้้า ท้าให้ออกซิเจนในน้ำลดลง (อาจจะเรียกว่าน้ำเริ่มเสีย) หลังจากนั้นสารอินทรีย์จะถูกย่อยสลายต่อโดยจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศต่อไป
ผลของการย่อยสลายครั้งนี้ จะเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) แอมโมเนีย หรืออาจเกิดกรดอินทรีย์ (ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยว) สภาวะของการย่อยสลายสารอินทรีย์นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของออกซิเจนในน้ำ
โดยทั่วไปแล้วออกซิเจนในน้ำเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์แสงของจุลินทรีย์ที่สังเคราะห์แสงหรือพืชน้้า และจากการถ่ายเทจากอากาศที่ผิวหน้า ซึ่งการถ่ายเทโดยธรรมชาตินั้นเป็นปัจจัยของ กระแสลม หรือความเร็วของน้้า ดังนั้นในสภาพที่น้้ามีการไหลถ่ายเทจะช่วยให้มีการถ่ายเทออกซิเจน
1) สำหรับพื้นที่ชุมชน เขตเมือง ในระยะที่มีน้ำท่วมและมีการไหลด้วยอัตราการไหลสูงมากนั้น ถ้าใต้พื้นน้้ามีสารอินทรีย์ หรือขยะสะสมอยู่ จุลินทรีย์ในน้ำจะย่อยสลายสารอินทรีย์โดยใช้ออกซิเจน ส่งผลให้คุณภาพน้ำลดลง โดยดูจาก ค่าการละลายของออกซิเจนในน้้า (DO) จะลดลง และค่าบีโอดี (BOD) ซึ่งเป็นค่าที่บอกปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำจะเพิ่มขึ้น (ค่า DO ที่เหมาะสมไม่ควรต่้ากว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าบีโอดีที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 2 มิลลิกรัมต่อลิตร)
การแก้ไข
- การป้องกันการสะสมของสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย โดยการมีระบบการจัดเก็บ สิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยในพื้นที่ ออกมากำจัดให้เหมาะสม
- การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น การทำน้ำตก การให้น้ำไหลเร็วปั่นป่วน การใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ
- การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ในช่วงนี้อาจไม่ส่งผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากความเข้มข้นของสิ่งสกปรกในรูป BOD ยังน้อย หรือเจือจางเกินกว่าที่จุลินทรีย์จะก้าจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความเร็วของน้ำทำให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้ำมากจนเจือจางเกินไป เมื่อน้้าเริ่มมีการทรงตัว หรือลดลง และกระแสน้ำเริ่มลดความเร็วลง จนถึงน้ำนิ่ง
ในระยะนี้การถ่ายเทออกซิเจนในน้้าจะลดลง ถ้าที่พื้นใต้น้ำมีสารอินทรีย์สะสมอยู่ จุลินทรีย์จะย่อยสลายมากและออกซิเจนในน้ำลดลงจนสภาวะการย่อยสลายเริ่มเป็นแบบไม่ใช้อากาศ (DO ต่้ากว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร) น้ำเริ่มมีสีคล้ำขึ้นจนถึงดำ เริ่มมีกลิ่นเหม็น pH ของน้ำต่ำลง มีฟอง และตะกอนดำ ผุดขึ้นมา
การแก้ไข คือ
- การก้าจัด สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย ออกจากบริเวณน้้าขัง ไปก้าจัดอย่างเหมาะสมนอกพื้นที่
- การเพิ่มออกซิเจน โดยการใช้เครื่องเติมอากาศ
- การเติมจุลินทรีย์ หรือ EM ในช่วงนี้สามารถท้ำได้ แต่ระดับน้ำควรไม่เกิน 3 เมตร (ตามค้าแนะน้าของผู้ผลิต, [3]) ที่ระดับความลึกของน้ำไม่ควรเกิน 3 เมตร เนื่องมาจาก ถ้าระดับความลึกมากกว่า 3 เมตร ออกซิเจนจากอากาศและแสงแดดไม่สามารถแพร่ลงได้ถึงพื้น ท้าให้จุลินทรีย์ที่เติมลงไปท้างานไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) สำหรับบริเวณพื้นที่การเกษตร ในกรณีพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน เนื่องจากมีซากพืชจมน้ำซึ่งเป็นแหล่งสารอินทรีย์ปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาคือเกิดการย่อยสลายและดึงออกซิเจนในน้ำให้ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากระแสน้ำ อาจไหลเร็ว แต่อาจจะไม่สามารถท้าให้ออกซิเจนถูกถ่ายเทลงน้ำได้เพียงพอสำหรับการย่อยสลาย การแก้ไขนั้นควรเน้นทำเฉพาะในส่วนที่กระแสน้ำจากบริเวณดังกล่าวจะไหลเข้าชุมชน
การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น
- การทำน้ำตก การให้น้้าไหลเร็วปั่นป่วน การใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ โดยควรทำก่อนเข้าเขตเมือง
- การเติมจุลินทรีย์ในช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยผลส้าเร็จมากนัก เนื่องจากความเร็วของน้้าท้าให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้้ามากจนเจือจางเกินไป และไม่ควรใช้ถ้าระดับน้้าลึกเกิน 3 เมตร ในกรณีที่น้้าเริ่มลดระดับลง และมีน้้าท่วมขัง
- การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ในช่วงนี้สามารถทำได้
- การเร่งเอาเศษวัชพืชไปท้าปุ๋ย ซึ่งช่วยท้าให้มีสารอินทรีย์ในพื้นที่ท่วมขังน้อยลง เมื่อน้้าลด น้ำถูกระบายลงลำคลอง ส่งผลให้สารอินทรีย์ไหลลงไปตกค้างในลำคลองและแหล่งน้ำจ้านวนมาก ก่อให้เกิดน้ำในลำคลองเน่าเสียขึ้น
ดังนั้นควรเตรียมการท้าความสะอาดล้าคลอง เช่น การขุดลอกคลอง การใช้น้ำดันน้ำ (flush) เพื่อให้มีการตกตะกอนของสารอินทรีย์ในน้ำลง และมีการตรวจวัดคุณภาพน้้าเป็นระยะ ๆ เพื่อจัดการเรื่องการเติมอากาศ จน ระดับค่า DO เข้าสู่ภาวะปกติ DO > 4 มิลลิกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ อาจใช้ระบบบึงประดิษฐ์ เพื่อลดมลภาวะก่อนที่จะปล่อยให้น้ำลงรางสาธารณะ (แนวคิดแหลมผักเบี้ย) การสังเกตและตรวจวัดคุณภาพน้้า (Field test) เบื้องต้น ท้าโดย ดู สี กลิ่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าออกซิเจนละลายน้้า (DO)
การทำงานของ EM
EM หรือ Effective Microorganisms เป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์หลายชนิด กลุ่มจุลินทรีย์หลักของ EM ประกอบด้วย กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติก ยีสต์ และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เนื่องจากกลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าวมีความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์หลายชนิด เช่น ยีสต์เป็นจุลินทรีย์ที่กลุ่มที่เป็นตัวตั้งต้นในการหมัก สามารถย่อยสลายแป้ง น้ำตาล อัลกอฮอล์ และกรดอินทรีย์หลายชนิดเป็นสารโมเลกุลเล็กลงได้
จุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติกสามารถเปลี่ยนน้้าตาลให้เป็นกรดแลคติกได้ ซึ่งสามารถใช้เป็นอาหารส้าหรับจุลินทรีย์กลุ่มอื่นได้ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ใช้แสงช่วยเร่งปฏิกิริยาการย่อยสารอินทรีย์ได้ ในการใช้ EM ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าแมลงอื่นได้ เนื่องจาก EM เป็นสิ่งมีชีวิต สารดังกล่าว อาจทำร้ายและฆ่าจุลินทรีย์พวกนี้ได้
EM เป็นผลิตภัณฑ์ต้นก้าเนิดจากประเทศญี่ปุ่น สามารถน้ามาใช้ได้กับสถานการณ์หลากหลายทั้งทางด้านการเกษตร การประมงและสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก EM ประกอบด้วยจุลินทรีย์หลายชนิดท้าให้เมื่อน้าไปใช้งานจริง จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อกรณีนั้นๆ (คือมีอาหารที่เหมาะสมส้าหรับจุลินทรีย์กลุ่มนั้น) สามารถเจริญเติบโตได้ และสร้างสมดุลของกลุ่มจุลินทรีย์ใหม่ขึ้น (เช่น บางกรณีอาจมีกลุ่มยีสต์มาก บางกรณีอาจมีกลุ่มผลิตกรดแลคติกมาก) ท้าให้ EM มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ได้ในหลายสถานการณ์
ข้อควรค้านึงของการใช้ EM ball ให้มีประสิทธิภาพ
- ชนิด ปริมาณและความสามารถของจุลินทรีย์ที่น้ามาท้า EM ball ต้องมีชนิดจุลินทรีย์ ตามหลักการของผู้คิดค้น(ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ (TEROU HIGA) ) มีปริมาณที่มาก และ ไม่เก็บไว้นานจนเสื่อมสภาพ
- EM เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาพพัก (dormant state) อีกทั้งบางกรณีเป็นหัวเชื้อ ดังนั้น ก่อนการใช้งาน จ้าเป็นต้องมีการปรับสภาพและขยายปริมาณเพิ่มจากหัวเชื้อให้ความเข้มข้นของจุลินทรีย์เหมาะสมกับการใช้งานก่อน
- การใช้ต้องมีปริมาณการใช้ ต่อพื้นที่ที่เหมาะสม และระยะเวลาการเติมซ้้า เช่น จากข้อมูลของผู้ผลิต กล่าวว่า ส้าหรับใช้ย่อยสลายเลนก้นบ่อหรือในน้้า ควรเติมประมาณ 1 ก้อน ต่อ 1 เดือน ต่อน้้า 10 ลบ.ม.
- ความลึกของน้ำต้องเหมาะสม (ไม่ควรเกิน 3 เมตร) มาตรการที่เหมาะสมในกรณีที่ใช้ EM
- ควรมีการวิเคราะห์ลักษณะของพื้นที่ก่อนการด้าเนินการใช้ EM เนื่องจากในบางกรณีวิธีการอื่น เช่น การเติมอากาศอาจเหมาะสมมากกว่า หรือในบางกรณีจุลินทรีย์ในก้อน EM ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ท้าให้ก้อน EM กลายเป็นของเสียและเป็นอาหารส้าหรับจุลินทรีย์อื่น ส่งผลในทางลบและอาจเพิ่มการเน่าเสียของน้้าได้
- ควรมีการควบคุมคุณภาพของ EM ที่น้ำมาใช้ในพื้นที่นั้นๆ เช่น ปริมาณจุลินทรีย์ที่เหมาะสมใน EM นั้นๆ
- ควรมีการติดตามผล โดยการตรวจวัดคุณภาพน้า เช่น ค่า DO ค่า BOD ค่า pH หลังจากขั้นตอนการบ้าบัด การบำบัดน้าเพื่อการอุปโภค น้าที่ท่วมขังอยู่ถ้ายังมีคุณภาพไม่น้อยกว่า ประเภทที่ 3 สามารถน้ำมาปรับปรุง คุณภาพ เพื่อใช้อุปโภคได้
- สามารถที่จะใช้น้ำมาอุปโภค ได้ โดยการกรองแบบง่าย และยังต้องมีการฆ่าเชื้อโรค โดยอาจจะใช้การเติม คลอรีนเม็ด
Tags : EM • บำบัดน้ำเสีย • น้ำเสีย
