กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม : นวัตกรรม

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 17:24

จัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มจธ.และไบโอเทค แนะวิธีจัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด พร้อมเทคนิคใช้ EM ให้ได้ประสิทธิภาพ

          มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) แนะวิธีจัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด พร้อมเทคนิคใช้ EM ให้ได้ประสิทธิภาพ

          การที่น้ำ ”เน่าเสีย” หรือด้อยคุณภาพลง เนื่องมาจากเกิดการย่อยสลายของสารอินทรีย์ อาทิเช่น สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย (ในเขตชุมชน เมือง) หรือเศษซากพืช (บริเวณพื้นที่เกษตร เช่นนาข้าว สวน) ที่จมอยู่ใต้น้้า โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งขณะที่เกิดการย่อยสลายนั้นจะเกิดการใช้ออกซิเจนในน้้า ท้าให้ออกซิเจนในน้ำลดลง (อาจจะเรียกว่าน้ำเริ่มเสีย) หลังจากนั้นสารอินทรีย์จะถูกย่อยสลายต่อโดยจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศต่อไป

          ผลของการย่อยสลายครั้งนี้ จะเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) แอมโมเนีย หรืออาจเกิดกรดอินทรีย์ (ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยว) สภาวะของการย่อยสลายสารอินทรีย์นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของออกซิเจนในน้ำ

          โดยทั่วไปแล้วออกซิเจนในน้ำเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์แสงของจุลินทรีย์ที่สังเคราะห์แสงหรือพืชน้้า และจากการถ่ายเทจากอากาศที่ผิวหน้า ซึ่งการถ่ายเทโดยธรรมชาตินั้นเป็นปัจจัยของ กระแสลม หรือความเร็วของน้้า ดังนั้นในสภาพที่น้้ามีการไหลถ่ายเทจะช่วยให้มีการถ่ายเทออกซิเจน

          1) สำหรับพื้นที่ชุมชน เขตเมือง ในระยะที่มีน้ำท่วมและมีการไหลด้วยอัตราการไหลสูงมากนั้น ถ้าใต้พื้นน้้ามีสารอินทรีย์ หรือขยะสะสมอยู่ จุลินทรีย์ในน้ำจะย่อยสลายสารอินทรีย์โดยใช้ออกซิเจน ส่งผลให้คุณภาพน้ำลดลง โดยดูจาก ค่าการละลายของออกซิเจนในน้้า (DO) จะลดลง และค่าบีโอดี (BOD) ซึ่งเป็นค่าที่บอกปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำจะเพิ่มขึ้น (ค่า DO ที่เหมาะสมไม่ควรต่้ากว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าบีโอดีที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 2 มิลลิกรัมต่อลิตร)

          การแก้ไข

         - การป้องกันการสะสมของสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย โดยการมีระบบการจัดเก็บ สิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยในพื้นที่ ออกมากำจัดให้เหมาะสม

         - การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น การทำน้ำตก การให้น้ำไหลเร็วปั่นป่วน การใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ

         - การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ในช่วงนี้อาจไม่ส่งผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากความเข้มข้นของสิ่งสกปรกในรูป BOD ยังน้อย หรือเจือจางเกินกว่าที่จุลินทรีย์จะก้าจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความเร็วของน้ำทำให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้ำมากจนเจือจางเกินไป เมื่อน้้าเริ่มมีการทรงตัว หรือลดลง และกระแสน้ำเริ่มลดความเร็วลง จนถึงน้ำนิ่ง

          ในระยะนี้การถ่ายเทออกซิเจนในน้้าจะลดลง ถ้าที่พื้นใต้น้ำมีสารอินทรีย์สะสมอยู่ จุลินทรีย์จะย่อยสลายมากและออกซิเจนในน้ำลดลงจนสภาวะการย่อยสลายเริ่มเป็นแบบไม่ใช้อากาศ (DO ต่้ากว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร) น้ำเริ่มมีสีคล้ำขึ้นจนถึงดำ เริ่มมีกลิ่นเหม็น pH ของน้ำต่ำลง มีฟอง และตะกอนดำ ผุดขึ้นมา

          การแก้ไข คือ

         - การก้าจัด สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย ออกจากบริเวณน้้าขัง ไปก้าจัดอย่างเหมาะสมนอกพื้นที่ 

         - การเพิ่มออกซิเจน โดยการใช้เครื่องเติมอากาศ

         - การเติมจุลินทรีย์ หรือ EM ในช่วงนี้สามารถท้ำได้ แต่ระดับน้ำควรไม่เกิน 3 เมตร (ตามค้าแนะน้าของผู้ผลิต, [3]) ที่ระดับความลึกของน้ำไม่ควรเกิน 3 เมตร เนื่องมาจาก ถ้าระดับความลึกมากกว่า 3 เมตร ออกซิเจนจากอากาศและแสงแดดไม่สามารถแพร่ลงได้ถึงพื้น ท้าให้จุลินทรีย์ที่เติมลงไปท้างานไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          2) สำหรับบริเวณพื้นที่การเกษตร ในกรณีพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน เนื่องจากมีซากพืชจมน้ำซึ่งเป็นแหล่งสารอินทรีย์ปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาคือเกิดการย่อยสลายและดึงออกซิเจนในน้ำให้ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากระแสน้ำ อาจไหลเร็ว แต่อาจจะไม่สามารถท้าให้ออกซิเจนถูกถ่ายเทลงน้ำได้เพียงพอสำหรับการย่อยสลาย การแก้ไขนั้นควรเน้นทำเฉพาะในส่วนที่กระแสน้ำจากบริเวณดังกล่าวจะไหลเข้าชุมชน

          การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น

          - การทำน้ำตก การให้น้้าไหลเร็วปั่นป่วน การใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ โดยควรทำก่อนเข้าเขตเมือง

          - การเติมจุลินทรีย์ในช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยผลส้าเร็จมากนัก เนื่องจากความเร็วของน้้าท้าให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้้ามากจนเจือจางเกินไป และไม่ควรใช้ถ้าระดับน้้าลึกเกิน 3 เมตร ในกรณีที่น้้าเริ่มลดระดับลง และมีน้้าท่วมขัง

         - การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ในช่วงนี้สามารถทำได้

         - การเร่งเอาเศษวัชพืชไปท้าปุ๋ย ซึ่งช่วยท้าให้มีสารอินทรีย์ในพื้นที่ท่วมขังน้อยลง เมื่อน้้าลด น้ำถูกระบายลงลำคลอง ส่งผลให้สารอินทรีย์ไหลลงไปตกค้างในลำคลองและแหล่งน้ำจ้านวนมาก ก่อให้เกิดน้ำในลำคลองเน่าเสียขึ้น

          ดังนั้นควรเตรียมการท้าความสะอาดล้าคลอง เช่น การขุดลอกคลอง การใช้น้ำดันน้ำ (flush) เพื่อให้มีการตกตะกอนของสารอินทรีย์ในน้ำลง และมีการตรวจวัดคุณภาพน้้าเป็นระยะ ๆ เพื่อจัดการเรื่องการเติมอากาศ จน ระดับค่า DO เข้าสู่ภาวะปกติ DO > 4 มิลลิกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ อาจใช้ระบบบึงประดิษฐ์ เพื่อลดมลภาวะก่อนที่จะปล่อยให้น้ำลงรางสาธารณะ (แนวคิดแหลมผักเบี้ย) การสังเกตและตรวจวัดคุณภาพน้้า (Field test) เบื้องต้น ท้าโดย ดู สี กลิ่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าออกซิเจนละลายน้้า (DO)

          การทำงานของ EM

          EM หรือ Effective Microorganisms เป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์หลายชนิด กลุ่มจุลินทรีย์หลักของ EM ประกอบด้วย กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติก ยีสต์ และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เนื่องจากกลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าวมีความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์หลายชนิด เช่น ยีสต์เป็นจุลินทรีย์ที่กลุ่มที่เป็นตัวตั้งต้นในการหมัก สามารถย่อยสลายแป้ง น้ำตาล อัลกอฮอล์ และกรดอินทรีย์หลายชนิดเป็นสารโมเลกุลเล็กลงได้

          จุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติกสามารถเปลี่ยนน้้าตาลให้เป็นกรดแลคติกได้ ซึ่งสามารถใช้เป็นอาหารส้าหรับจุลินทรีย์กลุ่มอื่นได้ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ใช้แสงช่วยเร่งปฏิกิริยาการย่อยสารอินทรีย์ได้ ในการใช้ EM ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าแมลงอื่นได้ เนื่องจาก EM เป็นสิ่งมีชีวิต สารดังกล่าว อาจทำร้ายและฆ่าจุลินทรีย์พวกนี้ได้

           EM เป็นผลิตภัณฑ์ต้นก้าเนิดจากประเทศญี่ปุ่น สามารถน้ามาใช้ได้กับสถานการณ์หลากหลายทั้งทางด้านการเกษตร การประมงและสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก EM ประกอบด้วยจุลินทรีย์หลายชนิดท้าให้เมื่อน้าไปใช้งานจริง จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อกรณีนั้นๆ (คือมีอาหารที่เหมาะสมส้าหรับจุลินทรีย์กลุ่มนั้น) สามารถเจริญเติบโตได้ และสร้างสมดุลของกลุ่มจุลินทรีย์ใหม่ขึ้น (เช่น บางกรณีอาจมีกลุ่มยีสต์มาก บางกรณีอาจมีกลุ่มผลิตกรดแลคติกมาก) ท้าให้ EM มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ได้ในหลายสถานการณ์

          ข้อควรค้านึงของการใช้ EM ball ให้มีประสิทธิภาพ

          -  ชนิด ปริมาณและความสามารถของจุลินทรีย์ที่น้ามาท้า EM ball ต้องมีชนิดจุลินทรีย์ ตามหลักการของผู้คิดค้น(ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ (TEROU HIGA) ) มีปริมาณที่มาก และ ไม่เก็บไว้นานจนเสื่อมสภาพ

          -  EM เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาพพัก (dormant state) อีกทั้งบางกรณีเป็นหัวเชื้อ ดังนั้น ก่อนการใช้งาน จ้าเป็นต้องมีการปรับสภาพและขยายปริมาณเพิ่มจากหัวเชื้อให้ความเข้มข้นของจุลินทรีย์เหมาะสมกับการใช้งานก่อน

          -  การใช้ต้องมีปริมาณการใช้ ต่อพื้นที่ที่เหมาะสม และระยะเวลาการเติมซ้้า เช่น จากข้อมูลของผู้ผลิต กล่าวว่า ส้าหรับใช้ย่อยสลายเลนก้นบ่อหรือในน้้า ควรเติมประมาณ 1 ก้อน ต่อ 1 เดือน ต่อน้้า 10 ลบ.ม.

          -  ความลึกของน้ำต้องเหมาะสม (ไม่ควรเกิน 3 เมตร) มาตรการที่เหมาะสมในกรณีที่ใช้ EM

          -  ควรมีการวิเคราะห์ลักษณะของพื้นที่ก่อนการด้าเนินการใช้ EM เนื่องจากในบางกรณีวิธีการอื่น เช่น การเติมอากาศอาจเหมาะสมมากกว่า หรือในบางกรณีจุลินทรีย์ในก้อน EM ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ท้าให้ก้อน EM กลายเป็นของเสียและเป็นอาหารส้าหรับจุลินทรีย์อื่น ส่งผลในทางลบและอาจเพิ่มการเน่าเสียของน้้าได้

          -  ควรมีการควบคุมคุณภาพของ EM ที่น้ำมาใช้ในพื้นที่นั้นๆ เช่น ปริมาณจุลินทรีย์ที่เหมาะสมใน EM นั้นๆ

          -  ควรมีการติดตามผล โดยการตรวจวัดคุณภาพน้า เช่น ค่า DO ค่า BOD ค่า pH หลังจากขั้นตอนการบ้าบัด การบำบัดน้าเพื่อการอุปโภค น้าที่ท่วมขังอยู่ถ้ายังมีคุณภาพไม่น้อยกว่า ประเภทที่ 3 สามารถน้ำมาปรับปรุง คุณภาพ เพื่อใช้อุปโภคได้

          -  สามารถที่จะใช้น้ำมาอุปโภค ได้ โดยการกรองแบบง่าย และยังต้องมีการฆ่าเชื้อโรค โดยอาจจะใช้การเติม คลอรีนเม็ด

Tags : EM บำบัดน้ำเสีย น้ำเสีย

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement