สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี หรือ TLO หน่วยงานใต้ชายคาของ สวทช. เบื้องหลังการผลักดันผลงานจากห้องปฏิบัติการสู่การตลาด มากกว่าทำยอดสิทธิบัตร
ใครจะเก็บงานวิจัยเอาไว้บูชาบนหิ้งก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าอยากเห็นผลงานที่อุตส่าห์อาบเหงื่อต่างน้ำอยู่เป็นปีในห้องปฏิบัติหน่วยงานแห่งหนึ่งใต้ชายคาของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมเป็นนักวิ่ง 4 x 100 ไม้สองให้
หน้าที่หลักของสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี หรือ TLO คือนำผลงานวิจัยที่มีอยู่มากมายจากศูนย์ความเป็นเลิศต่างๆ ของสวทช. ไปสู่การต่อยอดทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และการต่อยอดถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์
ดร.เอ็ดวาร์ด รูเบสช์ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าวว่า แต่ละปี TLO ตั้งเป้าจดสิทธิบัตรงานวิจัยไว้ แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
"ถ้าจะถามถึงเป้าหมายในแต่ละปี เรามีอยู่แล้วว่าจะต้องมีเป้างานวิจัยที่ได้สิทธิบัตรจำนวนเท่าไหร่ แต่ปริมาณสิทธิบัตรไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะมุ่งเน้นเป็นสำคัญ เพราะสิทธิบัตรไม่มีมูลค่า ตราบเท่าที่ไม่มีการต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทำให้นักวิจัยเราเสียโอกาส" ผู้อำนวยการ TLO กล่าว
ปีงบประมาณ 2552 สวทช. มี 168 สิทธิบัตรจดในประเทศ 95 อนุสิทธิบัตร และ 7 สิทธิบัตรจดในต่างประเทศ ขณะที่ปีงบประมาณ 2553 นับจนถึงเดือนกรกฎาคม 2553 สวทช. มี 111 สิทธิบัตรในประเทศ 36 อนุสิทธิบัตรและ 4 สิทธิบัตรต่างประเทศ
หากใช้จำนวนการจดสิทธิบัตรเป็นดัชนีชี้ประสิทธิภาพการทำงาน (KPI) ดร.เอ็ดวาร์ดยอมรับว่า การนับจำนวนของสิทธิบัตรเชิงปริมาณมีข้อดีของมันอยู่ เนื่องจากมีเป้าหมายชัดเจนว่า ใครควรจะทำอะไร และเปิดโอกาสให้นักวิจัยมีประสบการณ์เสนอขอสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ
แต่ในระยะยาวแล้วไม่ใช่ผลดี เพราะหากมุ่งเน้นแต่จำนวน สิทธิบัตรก็จะเพิ่มขึ้นโดยไม่มีมูลค่า เพราะไม่ได้คิดถึงการต่อยอด คิดแต่จะขอสิทธิบัตร
ปัจจุบัน TLO และ สวทช. กำลังเบี่ยงตัวออกจากการวัดผลงานจากตัวเลข มาเป็นการวัดเชิงคุณภาพของงานวิจัย
"ปัญหาตามมาคือ คุณภาพคืออะไร และจะวัดได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของสิทธิบัตรหรือคุณภาพของผลงานวิจัย" ดร.เอ็ดวาร์ด บอกว่า TLO อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนากรอบการวัดคุณภาพของทั้งสิทธิบัตรและงานวิจัย
การวัดมูลค่าของสิทธิบัตรจากการขายสิทธิบัตร เป็นรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันทั่วไป แต่ยังไม่สามารถนำมาเป็นหลักเกณฑ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากยังมีงานวิจัยที่มีมูลค่าแต่คนไม่ซื้อ อย่างเช่น วัคซีนโรคไข้เลือดออก ที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และหากมองดูในภาคธุรกิจก็ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทำเงิน ทางออกคือ การนำผลงานวิจัยที่มีมูลค่าสูงแต่ไม่ทำเงิน มาต่อยอดให้คนส่วนใหญ่ได้ใช้
ดร.เอ็ดวาร์ด มองว่า ประเทศไทยไม่มีตลาดเทคโนโลยี ในความหมายคือ ไม่มี "อุปสงค์" สำหรับผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ขณะที่ "อุปทาน" ยังอยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนา
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ไม่ให้ความสนใจผลงานวิจัยหรือเทคโนโลยีใหม่ เพราะมีความเสี่ยงสูง มีเพียงบริษัทใหญ่ หรือองค์กรระหว่างประเทศที่สนใจซื้อเทคโนโลยีใหม่ และเมื่อผลิตออกมาแล้ว กลายเป็นสินค้าราคาสูง เขามองว่า ความบิดเบี้ยวดังกล่าวมาจากการจับคู่ธุรกิจที่ขาดประสิทธิภาพ และเป็นความท้าทายของ TLO ที่จะจับคู่ระหว่างงานวิจัยที่มีอยู่กับภาคเอกชน
6 ปีที่ผ่านมา สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยีสามารถจับคู่ ส่งต่องานวิจัยไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์หลายผลงาน ไม่ว่าจะเป็น ชุดตรวจต่างๆ ที่สะดวก ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา อาทิเช่น ชุดตรวจไวรัสใบขาวใบอ้อย ที่นักวิจัยของ สวทช. พัฒนาร่วมกับกลุ่มมิตรผล
รูปแบบการจับคู่ธุรกิจมี 2 อย่างคือ Technology Push ซึ่งแนะนำงานวิจัยที่มีอยู่ไปหาผู้ประกอบการที่มีปัญหาหรือความต้องการตรงกัน ขณะที่ Technology Pull จะเกิดจากผู้ประกอบการที่มีปัญหาเข้ามาหาและทำวิจัยร่วมกัน
"สำหรับมิตรผลถือเป็นกรณี Technology Pull เนื่องจากผู้ประกอบการนำปัญหามาร่วมกันทำวิจัยหาทางแก้ กรณีของ Technology Push ที่น่าสนใจคือ E-Nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้นำเสนอไปยังบริษัทที่ทำการพิสูจน์กลิ่นผงซักฟอก ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี เพราะแต่เดิมใช้จมูกคนดมกลิ่นเป็นหลัก" ดร.เอ็ดวาร์ดยกกรณีศึกษาที่ประสบผลสำเร็จ
หากเปรียบเทียบกันแล้ว การจับคู่แบบ Technology Pull ทำง่ายกว่า แต่มีมูลค่าไม่สูง เพราะผู้ประกอบการจะเน้นแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่จะมองระยะยาว การจับคู่แบบ Technology Push จึงมีโอกาสขายงานได้น้อยกว่า แต่ศักยภาพดีกว่า
"ไอโฟน เป็นตัวอย่างที่ดีของ Technology push สมัยก่อนลูกค้าคนไหนจะตอบได้ว่า ตัวเองอยากใช้มือถือแบบสัมผัส เพราะไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นจึงไม่รู้ว่าต้องการอะไร แต่พอแอ๊ปเปิลพัฒนาขึ้นมา มันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการทันที นักวิจัยก็เช่นกัน อย่าคิดเฉพาะว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่ควรมองว่า สังคมมีปัญหาแบบไหนและต้องการอะไรมาช่วยแก้ปัญหา"
ปี 2554 ดร.เอ็ดวาร์ด บอกว่า จะมี 10 โครงงานวิจัยที่นำไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยเป็นโครงการแบบครบวงจร ทั้งวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและการประสานงาน สร้างมูลค่าให้งานวิจัยมากกว่าแค่สิทธิบัตร
"เราไม่ต้องการให้นักวิจัยมุ่งหน้าทำวิจัยเพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ทั้งหมด เพราะเรายังต้องรักษาสมดุลของงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์เอาไว้ หากหวังจะต่อยอดแต่เพียงอย่างเดียว เราจะขาดงานวิจัยเชิงลึกที่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับวงการวิทยาศาสตร์" ผู้อำนวยการ TLO กล่าว
Tags : สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี • TLO • งานวิจัย • สิทธิบัตร
