กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม : นวัตกรรม

วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 16:54

รวมพลังงานวิจัยคิดนอกกรอบแก้ปัญหาชุมชน

ณัชฐกานต์ เหมือนตา สถานีอนามัยบ้านส้มป่อย จังหวัดศรีสะเกษ

จันทร์เพ็ญ ประโยงค์ โรงพยาบาลบ้านธิ จังหวัดลำพูน

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

งานวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องแล็บเสมอไป เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและพยาบาลในชุมชนห่างไกล ลงแรงลงใจสร้างผลงานวิจัยที่แก้ปัญหาสาธารณสุขได้สำเร็จ

 หลังจากรณรงค์ทุกรูปแบบแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นพับ ไปรษณียบัตรและถึงขนาดส่งเจ้าหน้าที่เชิญชวนผู้หญิงบ้านส้มป่อย เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ตามเป้า

 ใครจะรู้ว่า "ผู้มีอิทธิพลตัวจริง" แค่พูดคำเดียว ก็เกลี้ยกล่อมผู้หญิงทั้งหมู่บ้านมาเข้ารับการตรวจคัดกรอง

 อย่าแปลกใจไปว่า ผู้มีอิทธิพลคนนั้นคือ พระสงฆ์ห่มผ้าเหลือง ผู้ที่พระวินัยบัญญัติว่า ห้ามแตะต้องสัมผัสกับสตรีโดยตรง แต่ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพอนามัย และความเป็นความตาย หลวงพ่อขออาสาช่วยอย่างเต็มใจ

   ณัชฐกานต์ เหมือนตา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการจากสถานีอนามัยบ้านส้มป่อย จังหวัดศรีสะเกษ เจียดเวลาจากงานประจำมาทำงานวิจัยเชิงรุก เพื่อรณรงค์ให้หญิงชาวบ้านส้มป่อยมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โรคที่สามารถรักษาได้หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ

 อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงมาตรวจคัดกรองเพียง 38% ของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้เป็นปัญหาสลับซับซ้อนอะไรเลยนอกจากความรู้สึก "อาย" ที่จะเปิดของสงวนให้พบปะกับคนแปลกหน้า

 "คนส่วนใหญ่รู้สึกอายที่เข้ามาตรวจ ส่วนคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ สามี มองว่าการตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องส่วนตัว คนในระดับชุมชนมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไม่เกี่ยวกับชุมชน ทั้งที่ผู้หญิงในชุมชนส้มป่อยมีปัจจัยเสี่ยงสูง เพราะตั้งแต่เช้าจรดเย็นใส่ผ้าถุง ทำอาชีพปลูกหอมแดง, ตีหม้อ ทำให้อับชื้นตลอดทั้งวัน" พยาบาลนักวิจัย เล่าบทเวทีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "จากงานประจำสู่งานวิจัย" ครั้งที่ 3

 ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงบ้านส้มป่อยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายถึง 8 ราย ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เป็นแรงจูงใจมากพอให้ผู้หญิงมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยหัวข้อ "ปฏิบัติการสู้มะเร็งปากมดลูก ..ภัยเงียบที่คุกคามหญิงไทย" 

 วัตถุประสงค์การวิจัยคือ ศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มผู้หญิงอายุ 30 - 60 ปีของตำบลส้มป่อย โดยรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพที่ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม เรียนรู้ผ่านเรื่องเล่าของผู้ป่วยในชุมชนของครอบครัวของผู้ป่วยระยะสุดท้าย

 พอเริ่มดำเนินการไปได้สักพัก คณะทำงานพบว่าพลังเครือข่ายที่สำคัญและมี "เพาเวอร์" คือ พระภิกษุสงฆ์ในชุมชน

       "เริ่มมาจากเราได้เชิญพระเข้ามาให้ความรู้ เกี่ยวกับการเผชิญความตายร่วมกับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย พระท่านถามว่า คุณหมอโรคนี้ มันป้องกันได้ไหม"

 หลังจากแพทย์พยาบาลให้คำตอบยืนยันว่ามะเร็งปากมดลูกรักษาได้ ถ้าชาวบ้านเข้ารับการตรวจคัดกรองระยะแรกเริ่ม แต่ติดปัญหาที่ผู้หญิงไม่ยอมเข้ารับการตรวจ หลวงพ่อจึงบอกกลับมาทันควันว่า

  "พระช่วยได้นะ ไม่ผิดศีลหรอก " (หัวเราะ)

 พอถึงวันพระหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา ชาวบ้านมารวมตัวกันที่วัดหนาแน่น หลังจากหลวงพ่อเทศน์ให้ศีลให้พรเสร็จ เริ่มให้ความรู้กับชาวบ้านเกี่ยวกับ ทุกข์ของมะเร็งปากมดลูก ไม่ได้ทำให้คนป่วยเป็นทุกข์ หรือเดือดร้อนเพียงลำพัง แต่ยังสร้างความทุกข์ให้กับทุกคนในครอบครัวด้วย แล้วหยดท้ายกัณฑ์เทศน์ว่า "ทุกคนควรไปบอกลูกหลาน คนใกล้ชิดให้ไปตรวจมะเร็งปากมดลูก " 

   ไม่น่าเชื่อว่าได้ผลเกินคาด คนในหมู่บ้านเริ่มตื่นตัว คนที่มีลูกไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ โทรศัพท์ไปบอกลูกให้มาตรวจ ผู้ชายในหมู่บ้านบอกให้ภรรยาไปตรวจ  ขณะเดียวกัน ครูก็ให้หมอเข้าไปให้ความรู้กับเด็กในโรงเรียน พร้อมกับรณรงค์ให้เด็กไปเคาะประตูบ้านให้กลุ่มเป้าหมายมาตรวจ แล้วลงบันทึกในสมุดทำความดีกับเด็ก

 หลังจากรณรงค์จนได้ผล ทางทีมแพทย์และพยาบาลปรับเวลาในการตรวจให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และชาวบ้านยังรวมตัวกันมาตรวจเป็นหมู่คณะทำให้ผลการดำเนินงาน 3 ปีที่ผ่านมาจากเดิมมีคนมาตรวจคัดกรอง 38% กลายเป็น 100% ในช่วง3 ปีที่ผ่านมา

 "ไม่มีคนที่ตกหล่นเลยแม่แต่คนเดียว ขนาดลูกหลานไปทำงานกรุงเทพฯ ยังกลับมาตรวจมะเร็งปากมดลูกในช่วงสงกรานต์ "  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สถานีอนามัยบ้านส้มป่อยเล่าความสำเร็จ

 เบื้องหลังความสำเร็จมาจากทุนทางสังคม (พระ) ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล และยังพบว่า ชุมชน ครอบครัวและคนแวดล้อม มีผลต่อพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในการป้องกันตนมากกว่า การณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายโดยตรง

 "จากตัวอย่างงานวิจัย เริ่มจากปัญหาที่เห็นกันอยู่แล้ว แต่เมื่อถูกเคี่ยวจนเป็นโจทย์ และการวิจัยที่ชัดเจนขึ้น และใช้กระบวนการเชิงคุณภาพจะทำให้ได้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่ต้องเข้าไปแก้ไขจริงที่นำไปสู่พลังการแก้ไขในทุกรูปแบบ" ณัชฐกานต์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์

 โครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยในรูปแบบงานวิจัยจากงานประจำ (R2R) เป็นภารกิจหนึ่งของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สนับสนุนให้บุคลากรด้านสาธารณสุขทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านงานวิจัยของบุคลากร และนำความรู้ไปแก้ไขปัญหา

เปลี่ยนขยะเป็นทุนไม่รู้จบ
 ปัญหาของโรงพยาบาลบ้านธิ จังหวัดลำพูน ค่อนข้างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และใช้รูปแบบแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน

 ที่ผ่านมา ทีมสาธารณสุขประสบความสำเร็จดีและได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง หลังจากรณรงค์ให้ความรู้การดูแลรักษาตัวเอง กินยาตรงเวลา และอาหารบำรุงร่างกาย รวมถึงการจัดทำโครงการออกซิเจนเอื้ออาทรเพื่อให้ผู้ป่วยนำไปใช้งานที่บ้าน

 ทว่า คนไข้ถุงลมโป่งพองยังรอต่อคิวรับออกซิเจนแน่นโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาซ้ำ และเข้าตรวจรักษาซ้ำ

 แม้ว่าผู้ป่วยจะดูแลตัวเองดี อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือ ผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ ประกอบด้วย อากาศหนาวของภาคเหนือ ฝน และควันจากการเผาขยะ  

 "พอได้ข้อมูลเราลงชุมชนทันที พบว่า ผู้สูงอายุในชุมชนกวาดขยะแล้วจุดไฟเผาเช้าเผาเย็น  บางคนไม่เผาในบ้านของตนเอง ก็ไปกองไว้บ้านคนอื่น รอผู้หวังดีมาเผาให้ เรามานั่งคิดกันว่า ถ้าไม่ลงไปช่วยดูแลเรื่องนี้ คนไข้เรายังคงต้องเจอปัญหานี้อยู่เรื่อย ปัญหาสุขภาพก็ไม่หมด เพราะชุมชนมองว่าการเผาขยะเป็นเรื่องปกติ ที่ทำกันมานานแล้ว "

 ทีมงานแก้ปัญหาโดยดึงให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมลดควันจากการเผาขยะ เพื่อลดสิ่งกระตุ้นอาการกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง โดยดำเนินการวิจัยอยู่ 3 ระยะ ระยะแรกเข้าไปที่ชุมชน เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจและสร้างแนวคิดของการมีส่วนร่วม  แล้วเข้าไปมีส่วนร่วมและประเมินผล

 อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหากำจัดขยะชุมชนให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง คณะทำงานจึงเกิดไอเดีย "ทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล" ให้ทุกบ้านเอาขยะมารวมกันแล้วติดต่อบริษัทรับซื้อขยะมารับซื้อถึงในหมู่บ้าน  โดยมีเจ้าหน้าที่มาสอนคัดแยกขยะ

 พอชาวบ้านเห็นว่ามีตัวแทนมารับซื้อขยะจริง ทุกคนขมีขมันกลับไปแยกขยะที่บ้านตนเองและนัดให้บริษัทมารับซื้อเดือนละครั้ง

 "ทีแรกเราขายให้ซาเล้ง  แต่เขาจะเลือกซื้อแต่เหล็กกับสังกะสีเท่านั้นอย่างอื่นไม่เอา แต่พอเป็นบริษัทจะรับซื้อหมด ช่วยแก้ปัญหาได้ ปรากฏว่า ปริมาณขยะในชุมชนลดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องเลื่อนเวลาซื้อขายขยะเป็น 3 เดือนครั้ง"

         สำหรับขยะสด ทางโรงพยาบาลประสานกับสถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบ (กศน.) มาอบรมการทำน้ำหมักชีวภาพ บางรายยึดเป็นอาชีพทำรายได้วันละ 100-200 บาท

          พอหมู่บ้านสะอาดขึ้น คนในชุมชนเริ่มคิดที่ประกวดบ้านสะอาดกันขึ้น จากโครงการหนึ่งนำไปสู่อีกโครงการหนึ่งเป็นโครงการถนนปลอดขยะ โครงการ " ติ้วซ้าไปกาด" (หิ้วตะกร้าไปตลาด) เพื่อลดการพึ่งพาถุงพลาสติก นอกจากช่วยลดโลกร้อนแล้วพ่อค้าแม่ค้าในตลาดดีใจ เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายถุงพลาสติกไปโดยปริยาย

 "จากเดิมต้องซื้อพลาสติก 1 แพค ต้องใช้เงิน 200 บาท วันหนึ่งแทบไม่พอใช้แต่เดี๋ยวนี้เหลือ ลดไปได้ 100 กว่าใบเลยทีเดียว " ชาวบ้านรายหนึ่งบอก

  หลังจากชุมชนจัดการขยะถูกวิธี สามารถลดการเผาขยะทำให้ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น อาการหอบกำเริบจากการกระตุ้นของควันลดลง ผู้สูงอายุบางคนถึงขั้นเอาถังออกซิเจนมาคืน และคนในหมู่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

 ผลจากการรณรงค์ทางอ้อม ยังลดอุบัติการณ์โรคไข้เลือดออกในหมู่บ้านด้วย ทั้งที่ปีก่อนติดอันดับเป็นพื้นที่ไข้เลือดออกระบาด ส่วนคนไข้ถุงลมโป่งพองเข้ารักษาตัวน้อยลง แพทย์และพยาบาลมีเวลาดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 ทั้ง 2 ผลงานวิจัยได้รับรางวัลผลงาน R2R ดีเด่นประเภทปฐมภูมิ ประจำปี 2553 จากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

Tags : สาธารณสุข ชุมชน สุขภาพ

advertisement

advertisement

advertisement