บางระจัน แบรนด์ของชุดเสื้อเกราะกันกระสุน ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กระสุนยาง ฯลฯ ยุทธภัณฑ์สัญชาติไทยที่ประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่าสินค้านำเข้า
ปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่ราชประสงค์" ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ชุดเสื้อเกราะกันกระสุน ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ชุดป้องกันสะเก็ดระเบิด เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ระเบิดเสียง กระสุนยาง เป็นยุทธภัณฑ์สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้แบรนด์ บางระจัน
พันตรีทรงพล เอี่ยมบุญฤทธิ์ อดีตนายทหารกรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งหันมานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการบริษัท พรีซิพาร์ท จำกัด ดำเนินการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนลิฟต์และบันไดเลื่อน บอกว่า จุดกำเนิดของยุทธภัณฑ์บางระจันย้อนเวลาไปเมื่อปี 2540 จากผลงานแรกคือ กระสุนยางช่วยเหลือตัวประกัน ซึ่งเป็นงานวิจัยร่วม 3 ฝ่ายระหว่างพรีซิพาร์ท , สำนักงานวิจัยและพัฒนากลาโหม (สวพ.กห.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ด้วยทุนสนับสนุนทุนพัฒนากระสุนยางประมาณ 2 ล้านบาท กับระยะเวลาลองผิดลองถูกร่วม 2 ปี ในที่สุด ทีมวิจัยและพัฒนาโดยมีพันตรีทรงพลนำทีมสามารถสร้างองค์ความรู้ด้านการผลิตกระสุนยางได้สำเร็จ
เมื่อผลงานชิ้นแรกเปิดตัว ผลงานอื่นคลอดตามมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็น ปืนยิงกระสุนยาง เครื่องยิงแห โล่ป้องกันกระสุน เสื้อเกราะและอุปกรณ์ช่วยฝึกทางทหารและตำรวจ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบางระจันไม่ใช่อาวุธสังหาร แต่เป็นอุปกรณ์ป้องกันภัย ปกป้องชีวิต-ทรัพย์สินและลดการสูญเสีย ตลอดจนอุปกรณ์ช่วยฝึกทักษะในการปฏิบัติงาน
"ในยุคสมัยที่คนเมายาบ้านิยมจับเด็กเป็นตัวประกัน ใช้มีดจ่อกดคอตัวประกัน บางรายก็เป็นเรื่องเศร้าที่ตัวประกันเสียชีวิต เหตุการณ์อย่างนี้เกิดถี่มากในช่วงนั้น ตำรวจไม่รู้วิธีช่วยเหลือตัวประกัน จะเข้าชาร์จก็ไม่ได้เพราะตัวประกันอาจได้รับอันตราย เรื่องที่จะยิงก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่ ตอนนั้นบ้านเราก็ไม่มีเครื่องมือที่จะช่วยเหลือตัวประกัน" พันตรีทรงพล มองเห็นปัญหานี้และนำมาสู่การพัฒนากระสุนยาง ชิ้นงานเปิดตัวโครงการบางระจัน
ตำรวจสามารถใช้กระสุนยางแทนกระสุนจริงเพื่อหยุดคนเมายา แต่กว่ากระสุนยางจะมีประสิทธิภาพตามต้องการไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการคำนวณ ผลิต ทดสอบและนำกลับมาแก้ไข กระทั่งได้กระสุนยางที่ยิงแม่น ยิงไม่เข้า แต่สร้างความเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่ง จวบจนทุกวันนี้กระสุนยางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมฝูงชนหรือการจลาจลที่เกิดขึ้น ตลอดจนจัดการเด็กแว้น
นวัตกรรมใช้ได้จริงไม่ต้องโชว์
"นวัตกรรมที่ประสบผลสำเร็จต้องมีที่มาจากปัญหา จากความต้องการที่จะแก้ไขปัญหา หรือดูว่าความต้องการคืออะไร ก็เอาปัญหามาเป็นโจทย์งานวิจัย อย่าคิดขึ้นเอง งานวิจัยที่ตั้งโจทย์เองจะเป็นผลงานที่ทำโชว์แต่ใช้จริงไม่ได้" นายทหารหัวหน้าโครงการบางระจัน กล่าว
แม้ว่าพันตรีทรงพลในวัย 58 ปี ได้ชื่อว่าเป็นนายทหารนักประดิษฐ์ แต่กรอบความสนใจมีความเด่นชัดในตัว นั่นคือ อาวุธยุทโธปกรณ์ ส่วนหนึ่งเพราะชีวิตลูกทหารที่เกิดและเติบโตอยู่ในค่ายทหาร ได้ยินได้เห็นการฝึกซ้อมอยู่ทุกวัน ประกอบกับบิดาเป็นนายทหารสรรพาวุธทหารบก ยิ่งเพิ่มโอกาสในการติดตามเทคโนโลยีทางการทหารจากต่างประเทศ จากหนังสือหรือเอกสารรายงานที่ส่งมาให้บิดาพิจารณา
สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมอยู่ในตัวของพันตรีทรงพล กระทั่งในวัยที่ยังเป็นเด็กชาย เขาได้ถามบิดาว่า อยากจะสร้างอาวุธต้องทำอย่างไร คำตอบที่ได้รับคือ ต้องเรียนช่างและเป็นช่าง
ผ่านมาร่วม 10 ปี บัณฑิตสาขาวิศวะอุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ชื่อในสมัยนั้น) เข้ารับราชการทหารในกรมสรรพาวุธทหารบกโดยสังกัดอยู่ในโรงงานผลิตปืนเอสเค 33 ซึ่งทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น เวลาที่ทุ่มเทให้กับราชการ 13 ปี ได้ประดิษฐ์และพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆไว้ แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎระเบียบทางราชการหลายอย่าง ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุน แม้ว่าสิ่งประดิษฐ์จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สามารถลดการพึ่งพาต่างประเทศก็ตาม ข้อจำกัดนี้ทำให้ต้องตัดสินใจหันหลังให้กับอาชีพรับราชการทหาร และก้าวสู่บทบาทนักธุรกิจกับบริษัทพรีซิพาร์ท
เลือดทหารเข้มข้นอยู่เสมอ แม้จะลาออกจากความเป็นข้าราชการแต่ความเป็นทหารยังคงอยู่ในสายเลือด ความรักและห่วงใยที่มีต่อพี่น้องยังอยู่ จึงไม่อาจที่จะละทิ้งปัญหาของพี่น้อง หนึ่งในปัญหานั้นคือ ขาดแคลนยุทโธปกรณ์
จุดจบเฉกเช่นบ้านบางระจัน
พันตรีทรงพลรวบรวมอดีตเพื่อนนายทหารที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาพัฒนายุทโธปกรณ์ในชื่อโครงการบางระจัน เพื่อพิสูจน์ถึงความสามารถของเราคนไทย ที่สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ลดพึ่งพาจากต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ในประเทศ
"ตอนที่จะเสนอโครงการขอทุนทำกระสุนยางจะต้องมีชื่อโครงการ ซึ่งต้องเรียบง่าย กระชับและสื่อความหมายได้ทันที ทางทีมคิดกันอยู่หลายชื่อ มีทั้งชื่อ นเรศวร ตากสิน แต่ก็ไม่เหมาะสมเพราะสอดคล้องกับชื่อพระมหากษัตริย์ในอดีต สุดท้ายผมก็เลือกชื่อบางระจัน เพราะเป็นชาวบ้านที่มีอุดมการณ์รักชาติเหมือนกัน และที่สำคัญอนาคตของโครงการบางระจันอาจจะล่มสลายเช่นเดียวกับบ้านบางระจัน"
สาเหตุเพราะกฎระเบียบทางราชการทหารที่ "แช่แข็ง"อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ประกอบกับวิสัยทัศน์ของผู้หลักผู้ใหญ่ที่ชอบลงทุนซื้อมากกว่าลงทุนพัฒนา ถือเป็นการ "ตัดตอน" โอกาสที่จะสั่งสมความรู้ สร้างบุคลากรและการพัฒนาโดยสิ้นเชิง
พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ ไม่อนุญาตให้เอกชนหรือองค์กรอื่นใดวิจัย พัฒนา ซื้อ จำหน่ายและครอบครองยุทโธปกรณ์ ยกเว้นจะได้รับอนุญาต หรือต้องเป็นการวิจัยร่วมกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาทางการทหาร
"กองโรงงานวัตถุระเบิด กองทัพบก เป็นแหล่งผลิตดินดำคุณภาพดีที่สุด แต่ไม่สามารถจำหน่ายให้เอกชน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพลุ เมื่อไม่ได้โอกาสทางการตลาด โอกาสที่จะพัฒนาก็ไม่เกิด"
พ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ : ทางรอดเดียว
พันตรีทรงพลมองเห็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้บางระจันรอดตายคือ กฎระเบียบว่าด้วยยุทธภัณฑ์ที่ปิดโอกาสธุรกิจเอกชนเข้าถึง จึงพยายามผลักดันให้กระทรวงกลาโหมปรับแก้กฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งไม่ได้แบ่งแยกว่าอะไรเป็นอาวุธ อะไรไม่เป็นอาวุธ ยุทธภัณฑ์ควรแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าถึงในหมวดหมู่ที่ไม่ใช่อาวุธ
"กฎระเบียบเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ ควรจะแบ่งกลุ่มให้ชัดเจน เช่น กลุ่มที่มีอานุภาพสังหารทำลายล้าง เช่น ปืน ระเบิด กลุ่มที่ไม่มีอำนาจทำลายล้างและใช้เฉพาะ เช่น ระเบิดเสียง แหจับผู้ร้าย สเปรย์พริกไทย กลุ่มอุปกรณ์ป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน เช่น เสื้อเกราะ รถกันกระสุน เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ที่เปิดโอกาสให้เอกชนขึ้นทะเบียนขอครอบครองได้ และสุดท้ายกลุ่มอุปกรณ์พิเศษให้พิจารณาเป็นครั้งคราว"
หากความพยายามของผู้พันแห่งโครงการบางระจันประสบผลสำเร็จ กระทรวงกลาโหมให้สัญญาณไฟเขียว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรายอื่นๆ จะได้รับการปลดปล่อย เปิดโอกาสทางการตลาด เอกชนมีกำลังเพียงพอที่จะลงทุนพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากร บางระจันจะมีอนาคตสดใส ไม่เป็นเพียงตำนานอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม โครงการบางระจันยังไม่ถึงจุดล่มสลายในเร็วๆนี้ อย่างน้อยก็ยังได้รับการประคับประคองให้อยู่รอดจากหลายฝ่าย เพราะเป็นอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ในประเทศ อีกทั้งได้รับการอุ้มชูจากบริษัทพรีซิพาร์ท "บางอย่างทำเพื่อธุรกิจ บางอย่างทำเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน" บางระจันจึงยังคงหายใจอยู่ แม้จะไม่มีสนามแข่งขันให้ลงก็ตาม
เมื่อยังคงหายใจอยู่ โครงการบางระจันจึงต้องเดินหน้าต่อไป อดีตนายทหารแห่งกรมสรรพาวุธวางแผนที่จะศึกษาวิเคราะห์บทเรียนจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆร้อนๆนี้ เพื่อพัฒนาเครื่องมือควบคุมฝูงชน โดยไม่ทำให้บาดเจ็บหรือตาย เช่น เครื่องพ่นควัน เครื่องพ่นสเปรย์พริกป่าและโฟมตรึงการเคลื่อนไหว เป็นต้น
"สิ่งเหล่านี้จะยิ่งมีความจำเป็น เพราะโอกาสการออกมาชุมนุมของประชาชนจะมีมากขึ้น การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ชุมนุมจะเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือควบคุมฝูงชน เพื่อลดอันตรายการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่าย"
Tags : พันตรีทรงพล เอี่ยมบุญฤทธิ์ • บางระจัน • ยุทธภัณฑ์



