สภาวิจัยแห่งชาติหนุนวิทยาลัยปิโตรเลียมฯ คิดค้น "สูตรเฝือกยางพารา" เพิ่มมูลค่าน้ำยางสู่เวชภัณฑ์การแพทย์
รศ.รัตนวรรณ มกรพันธุ์ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัยและพัฒนาเฝือกพลาสติกชีวภาพที่มียางพาราเป็นส่วนผสม คุณสมบัติเด่นอยู่ที่น้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความสบายให้กับคนไข้ในการเคลื่อนไหว ทั้งยังเป็นวัสดุใช้แล้วทิ้ง จึงลดภาระค่าดูแลรักษาในส่วนของโรงพยาบาล
ขณะที่การนำยางพารามาเป็นส่วนผสม ยังส่งผลถึงการเพิ่มช่องทางการแปรรูปยางพาราและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรชาวสวนยาง นอกจากการขายน้ำยางดิบเป็นหลักเหมือนที่ผ่านมา
ทีมงานได้ศึกษาและพัฒนาสูตรการขึ้นรูปเฝือก โดยใช้พลาสติกชีวภาพหรือพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (พีแอลเอ) ผสมกับเปลือกรังไหมซึ่งมีโปรตีนเซลิซิน ที่สามารถให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง และผงดินสอพอง อีกทั้งเพิ่มคุณสมบัติการแข็งตัวด้วยเรซินเบนซอกซาซีน ที่สังเคราะห์จากสารเคมีจนได้เป็นสูตรขึ้นรูปเฝือกที่ใช้งานได้จริง
สูตรพลาสติกชีวภาพที่เป็นส่วนผสมนั้น ผลิตจากยางพารา ผสมกับเม็ดพลาสติกชีวภาพและพลาสติกฟลูออโรคาร์บอน ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติทนทานต่อการเสื่อมสภาพอันเนื่องมาจากสภาพอากาศ ความร้อน ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เปลวไฟ และสารเคมีต่างๆ ผ่านกระบวนการผสมและการทำปฏิกิริยากระทั่งเกิดการคงรูปพร้อมกัน จึงเหมาะที่จะเป็นสูตรขึ้นรูปเฝือกยางพารา นับเป็นความสำเร็จหรือองค์ความรู้จากเฟสแรกของโครงการวิจัย
"หากวิจัยแล้วเสร็จ เฝือกพลาสติกชีวภาพนี้จะเป็นอุปกรณ์การแพทย์ทางเลือกในอนาคต" นักวิจัยวิทยาลัยปิโตรเลียมฯ กล่าว
คุณสมบัติของเฝือกพลาสติกชีวภาพที่ขึ้นรูปได้ แห้งเร็วในเวลาที่เหมาะสม แต่ยังต้องปรับสมบัติการขึ้นรูปด้วยการใช้ความร้อนคงรูปที่อุณหภูมิต่ำ ป้องกันปัญหาผู้เข้าเฝือกทนความร้อนที่ใช้คงรูปไม่ไหว เนื่องจากเบนซอกซาซีนจำเป็นต้องใช้ความร้อนสูง ทำให้อ่อนก่อนเข้ารูปและคงตัว
แผนการวิจัยระยะต่อไป ทีมงานจะทดลองนำน้ำมันพืช เช่น น้ำมันเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว สังเคราะห์ทดแทนเรซินเบนซอกซาซีนที่เดิมสังเคราะห์ได้จากสารเคมี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นชีวภาพ 100% พร้อมทั้งปรับคุณสมบัติการทำงานเฝือกพลาสติกให้ขึ้นรูปด้วยความร้อนที่ต่ำลง
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังจะทดลองขึ้นรูปด้วยการนำสำลีมารองใต้อวัยวะที่ต้องการเข้าเฝือกก่อน และทดสอบคุณสมบัติการคงรูปจากน้ำ เพื่อหาศักยภาพการใช้งานที่ดีที่สุด ก่อนนำไปขยายผลในคนไข้อาสาสมัครในอนาคต
โครงการวิจัยเฝือกพลาสติกยางพารานี้ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2552 - ปัจจุบัน ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป้าหมายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้น้ำยางพารา และเพิ่มทางเลือกการรักษาให้แพทย์และคนไข้
"เฝือกพลาสติกชีวภาพที่พัฒนาได้ ระยะแรกที่ใช้งานอาจมีราคาต้นทุนสูงกว่าการเข้าเฝือกด้วยการใช้ปูนปลาสเตอร์ แต่เชื่อว่าจะไม่เกินหลักร้อยบาท เนื่องจากยังใช้ส่วนผสมที่เป็นวัตถุดิบธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ดินสอพอง น้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งหาได้ในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า" นักวิจัย กล่าว
Tags : รัตนวรรณ มกรพันธุ์ • เฝือก • ยางพารา
