เวทีสัมมนาศักยภาพลุ่มน้ำไทยผลิตกระแสไฟฟ้า วิจัยพยรวมกำลัง 3 ลุ่มน้ำเหนือ-อีสานทำโรงไฟฟ้าชุมชน ศักยภาพเทียบชั้นนิวเคลียร์ 1,000 เมกะวัตต์
ในบรรดาพลังงานทดแทนทั้งหมด โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำระดับชุมชนดูจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด และไม่เพ้อฝันเกินจริงเมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม มิพักต้องพูดถึงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ยังถกเถียงกันไม่จบสิ้น
รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มองว่า ไฟฟ้าพลังน้ำมีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีที่มากเพียงพอ
“ถ้าได้ศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังจะพบว่าลุ่มน้ำของไทยร่วม 25 แห่ง จากทั่วประเทศสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าระดับชุมชนได้สบาย คิดพลังงานรวมแล้วอาจเทียบเท่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์จำนวน 1 โรง” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ข้อมูลดังกล่าวมาจากการลงพื้นที่สำรวจของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำขนาดเล็กในลุ่มน้ำชี โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
สิ่งที่ทีมวิจัยลุ่มน้ำชีพบคือ พื้นที่ที่ให้กำลังผลิตได้มากกว่า 5 กิโลวัตต์ขึ้นไป มีจำนวนทั้งสิ้น 70 แห่ง คิดเป็นหน่วยไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 130 กิกะวัตต์ชั่วโมง
ทว่า ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานหรือป่าอยู่ประมาณ 70% ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้ทั้งหมด หลังจากจัดลำดับความสำคัญของโครงการจึงเหลือพื้นที่มีศักยภาพสร้างเขื่อนพลังน้ำระดับชุมชน 10 แห่ง ประกอบด้วยบริเวณฝายวังยาง ฝายคุยเชือก ฝายธาตุน้อย เขื่อนลำปาว ฝายชนบท ฝายร้อยเอ็ด ฝายยโสธร อ่างเก็บน้ำห้วยทราย ลำสะพุง-3 และอ่างเก็บน้ำห้วยแกง
เช่นเดียวกับลุ่มแม่น้ำมูล ผลจากการสำรวจและเก็บข้อมูลพบว่ามีพื้นที่ศักยภาพสูงเหมาะติดตั้งกำลังผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด 35 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งลุ่มน้ำประมาณ 16,112 กิโลวัตต์ และได้พลังงานไฟฟ้ารายปีทั้งลุ่มน้ำประมาณ 12.99 ล้านกิโลวัตต์
“ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ระหว่างการเขียนโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อขยายผลด้วยการคัดเลือกให้เหลือเพียงโครงการเดียว สำหรับศึกษาเป็นโครงการนำร่องคู่ขนานกับลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำชี เพื่อเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นเห็นเป็นแบบอย่างความสำเร็จและขยายผลจนครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำในอนาคต” รศ.หนึ่ง เตียอำรุง ผู้แทนคณะวิจัยและศึกษาพื้นที่มีศักยภาพเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กในลุ่มน้ำมูลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าว
ทางภาคเหนือ รศ.ธนพร สุปริยศิลป์ นักวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำทีมศึกษาพื้นที่ลุ่มน้ำปิงพบพื้นที่มีศักยภาพจำนวน 64 โครงการ แต่ถูกจำกัดด้านกฎหมายอยู่ประมาณ 18 โครงการ ทำให้ศักยภาพของโครงการที่เหลือจะสามารถติดตั้งกำลังผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 166 เมกะวัตต์
“สิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้คือ ผลดี หรือข้อควรระวังต่อชุมชนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไรบ้าง เพื่อประโยชน์ในการเป็นแนวร่วมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในโครงการวิจัยต่อไป เพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่สามารถดูแลระบบ และบริหารจัดการเองได้” นักวิจัยจากม.เชียงใหม่ กล่าว
รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย เห็นด้วยกับมุมมองของหลายฝ่ายที่เสนอให้ดึงชาวบ้านในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมโครงการ เนื่องจากการลงทุนก่อสร้างจะต้องอาศัยทุนทั้งจากองค์การบริหารส่วนตำบล และหน่วยงานด้านพลังงาน แต่ท้ายสุดแล้วชุมชนจะต้องรับหน้าที่ในการรับผิดชอบดูแลเป็นหลัก
Tags : โรงไฟฟ้าชุมชน • พลังน้ำ • วิจัย
