จังหวัดลพบุรีกำลังจะมีโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใหญ่สุดในเอเชีย จากการลงทุนของ บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ ที่สำคัญยังเป็นโรงไฟฟ้าสัญชาติไทย 100%
นอกจากโรงไฟฟ้าที่ลพบุรีแล้ว ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดอะมอฟัสซิลิกอนเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไปแล้ว 7 แห่ง กำลังผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 7 เมกะวัตต์ สร้างงานให้คนไทยประมาณ 800 อัตรา
โรงไฟฟ้าฯ 7 แห่งดังกล่าว ได้แก่ ฉะเชิงเทรา กำลังผลิต 1.644 เมกะวัตต์ อุดรธานี 1 กำลังผลิต 0.284 เมกะวัตต์ อ่างทอง กำลังผลิต 1.136 เมกะวัตต์ อุดรธานี 2 กำลังผลิต 1.563 เมกะวัตต์ นครสวรรค์ กำลังผลิต 0.547 เมกะวัตต์ เพชรบุรี กำลังผลิต 2.144 เมกะวัตต์ และ ลพบุรี กำลังผลิต 2.208 เมกะวัตต์ โดยสองจังหวัดท้ายนี้อยู่ระหว่างติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์
นายพดด้วง คงคามี ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทดำเนินการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีบริษัท ลีโอนิคส์ จำกัด เป็นผู้วิจัยพัฒนาอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าที่สอดรับกับระบบ
จากการศึกษาพบว่า เซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้นของไทยคือ ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน สามารถรับแสงได้ดีแม้มีเมฆบัง และ กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่ให้พลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดถึง 5.5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อตารางเมตร แต่พื้นที่กรุงเทพฯ ค่อนข้างแคบและมีราคาแพง จึงต้องพิจารณาพื้นที่อื่น อาทิ ลพบุรีที่ให้พลังงานสูงถึง 5.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีอุดรธานี อุบลราชธานี อ่างทองและหนองคาย เป็นต้น
ในส่วนของอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าสามารถแปลงแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้า 7% จากเดิมผลิตได้เพียง 5% ทางทีมวิจัยตั้งเป้าจะพัฒนาให้ได้ 9% ใน 3 ปี ทั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณาให้การสนับสนุนแก่บริษัทลีโอนิคส์ ในการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าดังกล่าว รวมทั้งการทดสอบให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
ความสำเร็จของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 7 แห่งดังกล่าว ทำให้บางกอกโซลาร์ฯ ก้าวสู่การบริการเทคโนโลยีแก่นักลงทุนหรือภาคเอกชน ที่สนใจลงทุนโรงไฟฟ้าฯ โดยในวันที่ 8-9 ตุลาคมนี้ ได้ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และบริษัทลีโอนิคส์ จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับโอกาสการลงทุนด้านโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ให้แก่ผู้สนใจทั่วไป ที่โรงแรมโนโวเทล บางนา ค่าลงทะเบียน 7,000 บาท
ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยที่สนใจลงทะเบียน เพื่อขอเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมแล้วกว่า 800 เมกะวัตต์ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 10-12 บาทต่อยูนิต การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับประกันราคารับซื้อยูนิตละ 3 บาทและปรับเพิ่มเป็น 11 บาทต่อเนื่อง 10 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ แจกจ่ายไฟฟ้าแก่ประชาชนได้ประมาณ 250 ครัวเรือน ติดตั้งแผงโซลาเซลล์ 50 วัตต์ จำนวน 2 หมื่นแผง ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่ และงบลงทุน 100-110 ล้านบาท ระยะคืนทุน 8 - 10 ปี
นายวุฒิพงศ์ สุพนธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีโอนิคส์ จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย หากมีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 500 เมกะวัตต์ในปี 2555 ตามนโยบายรัฐบาล จะลดการนำเข้าพลังงานอื่นๆ ได้กว่า 6 หมื่นล้านบาท
"พลังงานลมก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องรออีกหลายปีกว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะยังต้องศึกษาเก็บข้อมูลพื้นที่เหมาะสม กว่าจะเกิดเป็นระดับอุตสาหกรรมค่อนข้างยาก เนื่องจากพื้นที่ของพลังงานลมจะน้อยกว่าพลังงานจากแสงแดด อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้อย่างตัวกังหันและใบพัดต้องนำเข้าในราคาแพง"
Tags : พลังงาน • โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ • บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด
