นักวิชาการจากสงขลานครินทร์ ถ่ายทอดเวทีประชุมโลกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยยกกรณีนักวิทย์เมืองเบียร์เสนอให้ดักจับและฝังคาร์บอนไว้ใต้ดิน
(ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ อาจารย์ประจำคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
ผมมีโอกาสเดินทางไปนำเสนอผลงานวิจัยด้านมลพิษทางอากาศ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย ศูนย์เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่เมืองทาลลินน์ (Tallinn) ริมชายฝั่งทางตอนใต้ของอ่าวฟินแลนด์ และภาคกลางตอนบนของประเทศเอสโตเนีย
นักวิทยาศาสตร์กว่า 100 ชีวิตทั่วโลก ได้มารวมตัวกันเพื่อแสดงศักยภาพทางด้านวิชาการ โดยแบ่งเป็น 8 หัวข้อหลักคือ การจัดทำแบบจำลองมลพิษทางอากาศ มาตรการและการจัดการคุณภาพอากาศ การศึกษาการปลดปล่อยสารพิษจากแหล่งกำเนิด การเฝ้าระวังและการตรวจวิเคราะห์มลพิษทางอากาศ พฤติกรรมของแอโรซอลและอนุภาค ผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและสุขภาพสิ่งแวดล้อม การศึกษามลพิษทางอากาศในระดับภูมิภาค และ แนวทางการลดผลกระทบจากปัญหามลพิษทางอากาศ
หัวข้อที่ได้รับความสนใจมากสุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง "โลกร้อน" และประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบคือ “เราจะจัดการอย่างไรกับก๊าซเรือนกระจก”
ดูเหมือนว่างานวิจัยของ Dr.Anja Pfennig สุภาพสตรีวัยกลางคนจากประเทศเยอรมนี จะกลายเป็นกาแฟดำกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมประชุม สลัดความง่วงหงาวหาวนอนออกหลังรับประทานอาหารเที่ยง Dr. Anja เริ่มต้นด้วยการแนะนำโครงการนำร่อง “การดักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้พิภพ” หรือ “The possibility of capture and geological storage of CO2 : CCS” ในเมือง Ketzin เยอรมนี
กล่าวคือ แทนที่จะปล่อยให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้าตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศ วิศวกรได้ต่อท่อก๊าซฝังลงไปในชั้นดินระดับความลึก 1.8 กิโลเมตร โดยที่ปลายท่อก๊าซสัมผัสกับชั้นน้ำบาดาลเค็ม (Saline Aquifer) ภายใต้เงื่อนไขที่มีความดันสูง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะกลายสภาพจากก๊าซเป็นของเหลว และทำปฏิกิริยากับสารเคมีชนิดต่างๆ ในชั้นน้ำบาดาลเค็ม สร้างเกลือคาร์บอเนต ท้ายที่สุดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานไฟฟ้า จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นหินใต้พื้นพิภพ
โครงการนำร่อง CCS ได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรปกว่า 1,400 ล้านบาท เพื่อเป็นต้นแบบนำไปใช้กับโรงงานไฟฟ้าแหล่งอื่นในยุโรป ภายใน ค.ศ.2015
แต่คำถามที่ยังเป็นที่กังขาในหมู่นักวิชาการคือ 1. ชั้นน้ำบาดาลจะรองรับการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้นานเท่าไหร่ 2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวจะเป็นอย่างไร
คำถามข้อแรกจากการประเมินของ Dr. Anja และทีมงาน คาดว่า ชั้นน้ำบาดาลเค็มของเมือง Ketzin น่าจะรองรับการดักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 40 ปี ขึ้นอยู่กับอัตราการผลิตไฟฟ้าในแต่ละช่วง ส่วนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวคงต้องเฝ้าระวังต่อไป
เพราะโครงการนี้พึ่งเริ่มต้นได้เพียง 3 ปี แต่อย่างน้อยที่สุดโครงการนี้ "ไม่" น่าส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำบาดาล ที่ชาวเมืองใช้ดื่มอย่างแน่นอน เพราะถูกกับเก็บในระดับความลึกถึง 1.8 กิโลเมตร
Tags : คาร์บอน • ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ • โลกร้อน
