บริษัทห้างร้านเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทคโนโลยีราคาถูกสัญชาติไทย "ระบบอ่านบาร์โค้ดไร้สาย" สะดวกรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องลากสายระโยงระยาง
“ระบบบาร์โค้ดที่พัฒนาขึ้นไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ ทีมวิจัยเพียงประยุกต์รูปแบบการใช้งานจากเดิม ที่อยู่ในรูปของการใช้สายเป็นตัวส่งต่อข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ ให้ทำงานส่งข้อมูลได้ในสภาพไร้สาย พร้อมส่งข้อมูลที่อ่านได้ผ่านโครงข่าย "อีเทอร์เน็ต" (Ethernet) ไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ โดยไม่ต้องจดบันทึกด้วยแรงงานคน” ศักดา สงดวง ภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าว
อีเทอร์เน็ตเป็นลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นระบบแลน ส่วนระบบอ่านบาร์โค้ดไร้สายที่พัฒนาขึ้นจะเพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการด้านการตรวจสอบสินค้าในคลัง ส่วนข้อมูลที่ได้พร้อมส่งต่อเข้าฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ลดใช้แรงงานคนในการจด ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดสูง
การใช้งานเพียงผู้ใช้นำบาร์โค้ดซึ่งติดตัว "ส่ง" สัญญาณ หรือทีอาร์ดับเบิลยู ขนาด 1x2 นิ้ว ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ติดไว้ที่ภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้าที่ต้องการเก็บข้อมูล และป้อนข้อมูลที่ต้องเก็บเกี่ยวกับสินค้าเข้าไป เมื่อถึงเวลาต้องการตรวจเช็กสต็อกหรือสินค้าในคลัง เพียงถือเครื่องอ่านบาร์โค้ด ซึ่งติดตั้งตัว "รับ" สัญญาณ ไปสแกนที่บาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์
ทีมงานออกแบบให้ระบบทำงานไร้สายครอบคลุมรัศมี 100 เมตรในที่โล่ง พร้อมส่งข้อมูลเข้าระบบในคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์ผ่านระบบอีเทอร์เน็ตไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์
ผลงานวิจัยดังกล่าวจะช่วยให้การตรวจคลังสินค้าเสร็จในเวลาเร็วขึ้น แก้ปัญหาเรื่องการนำเทคโนโลยีการระบุตัวตน (อาเอฟไอดี) มาประยุกต์ใช้งานกับระบบคลังสินค้าที่เพิ่มต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งในส่วนของหัวอ่าน การวางระบบและชิพ ที่ใช้ระบุตัวตนของสินค้า ทำให้เทคโนโลยีตรวจสอบสินค้ายังไม่เข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางถึงขนาดย่อมมากนัก
ข้อดีของระบบดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีเทคโนโลยีที่ทุ่นแรงตรวจสินค้าในคลัง และลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบบาร์โค้ดชนิดใช้สาย หรือการใช้เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี โดยทีมวิจัยมีองค์ความรู้สำหรับประดิษฐ์ระบบอ่านบาร์โค้ดแบบไร้สาย และระบบส่งสัญญาณแบบไร้สาย เพื่อประยุกต์ใช้ในอนาคตได้ด้วย
ขณะนี้การพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวเดินหน้าไปแล้ว 90% ได้รับทุนวิจัยจากสถาบัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ จากนั้นวางแผนจะทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของระบบ เช่น การทำหน้าที่รับส่งสัญญาณ รัศมีการส่งข้อมูล และความเสถียรของระบบ เพื่อพัฒนาจนพร้อมใช้ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้สนใจต่อไป
"เหตุที่พวกเราสนใจพัฒนาระบบตรวจคลังสินค้าด้วยเทคโนโลยีของบาร์โค้ด เพราะเล็งเห็นว่าต้นทุนเทคโนโลยีบาร์โค้ดค่อนข้างต่ำ ทั้งในส่วนของหัวอ่านและชิพที่นำมาใช้ และที่สำคัญไม่ต้องใช้สายไฟให้รกรุงรัง" ศักดากล่าว
งานวิจัยดังกล่าวมีนายธนันท์ คณะเจริญ และนายภัคภูมิ สมภพกุลเวช ร่วมทีมวิจัย และ รศ.ดร.ปราโมทย์ วาดเขียน ภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม สจล.เป็นที่ปรึกษาโครงการ
