ไม่ต้องแห่นางแมวขอฝน ไม่ต้องหอบเงินก้อนโตไปซื้อปุ๋ยเคมี เมื่อเนคเทคส่ง "วิทยาศาสตร์" ถึงแปลงนาในเขตทุ่งกุลาร้องไห้
ทั้งสถานีวัดอากาศ พลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์วัดชื้น จมูกอิเล็กทรอนิกส์ดมกลิ่นข้าวหอม ชาวนาจึงรู้ข้อมูลดินฟ้าอากาศล่วงหน้า ทำให้เพาะปลูกด้วยความมั่นใจ
สมาร์ทฟาร์มเป็นหนึ่งในสามโครงการหลักของเนคเทค ที่ต้องการนำเทคโนโลยีและผลงานการวิจัยไปช่วยเกษตรกร ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยวจนถึงหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ภาพของการทำเกษตรกรรมเปลี่ยนไป
ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) อธิบายภาพของอนาคตทุ่งกุลาร้องไห้ที่จะไร้น้ำตาของชาวนาว่า ก่อนที่จะลงมือปลูก ชาวนาสามารถปรึกษากับนักวิชาการเกษตรถึงสภาพท้องฟ้าอากาศ โอกาสเสี่ยงต่อแมลงศัตรู-โรคพืช ปริมาณน้ำ-ปุ๋ยที่ต้องใช้ เพื่อวางแผนการปลูกอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ทุนน้อยที่สุด
ในการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว นักวิชาการเกษตรนำข้อมูลจาก “สถานีวัดมวลอากาศขนาดเล็ก” ซึ่งเป็นระบบตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อเกษตรกรรมที่เก็บข้อมูลสภาพแวดล้อม เช่น ความเร็วลม ทิศทางลม อุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ และความเข้มของแสงอาทิตย์ มาวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก ซึ่งเป็นคำตอบให้แก่เกษตกร
เมื่อปลูกข้าวจนถึงระยะที่ต้องให้ปุ๋ย ก็สามารถใช้ “เซ็นเซอร์วัดธาตุอาหารในดิน” เพียงนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จุ่มในตัวอย่างสารละลายดิน เซ็นเซอร์จะแปรค่าธาตุอาหารในดิน ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ชาวนาก็สามารถนำข้อมูลธาตุอาหารในดินของตนไปยัง “เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ” ที่ศูนย์กลางชุมชนเพื่อผลิตเป็นปุ๋ยสั่งตัด เพื่อผสมปุ๋ยที่มีธาตุอาหารให้เหมาะกับดินและพืช
ในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าหรือไม่มีเงินทุนพอที่จะใช้ไฟฟ้าสูบน้ำ ก็จะใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์ จาก “เครื่องสูบน้ำโซลาร์เซลล์” ซึ่งนำแผงเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้กับระบบสูบน้ำ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ช่วยอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
จวบจนวันเก็บเกี่ยว เมล็ดข้าวที่จะขายจะถูกตรวจวัดด้วย “เครื่องมือวัดความชื้นข้าวเปลือกแบบพกพา” ชาวนาจะรู้ได้ว่าตอนนี้ข้าวเปลือกมีความชื้นเท่าไร เพื่อหาเวลาเหมาะสมที่จะขาย ไม่ถูกกดราคาหากนำไปขายแล้วความชื้นเกิน
ขณะเดียวกัน ก็สามารถนำ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” มาใช้จำแนกกลิ่นหอมของข้าวหอมมะลิ ข้อมูลจากจมูกอิเล็กทรอนิกส์นำไปแบ่งเกรดข้าวหอมตามมาตรฐานอะโรมาแกรม ซึ่งเป็นมาตรฐานความหอมของข้าว ที่สำคัญสามารถนำไปใช้อ้างอิงเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ข้าว
และเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในผลผลิตการเกษตรของชาวนา “ระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้” จึงเป็นกลไกสำคัญสำหรับมาตรฐานและความปลอดภัย ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ถึงขั้นแรกของการผลิต
ดร.อัศนีย์ เพิ่มเติมว่า เนคเทคจะเริ่มทำ "แผนที่นำทาง" สำหรับทิศทางการพัฒนาฟาร์มอัจฉริยะ หรือสมาร์ทฟาร์ม ระยะเวลา 5 ปี (2552-2557) โดยในปี 2552 จะนำร่องในนาข้าว 5 จังหวัดในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี
ชุมชนนำร่องในช่วงแรกนี้ เนคเทคตั้งเป้าที่จะเสริมจุดเด่นของแต่ละชุมชนด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นชุมชนปุ๋ยสั่งตัด ที่ใช้เซ็นเซอร์วัดธาตุอาหารในดินและเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ ศูนย์ชุมชนข้าวที่ใช้เครื่องมือวัดความชื้นข้าวเปลือกแบบพกพา ชุมชนลดต้นทุนพลังงานที่จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำโซลาร์เซลล์ ชุมชนการผลิตที่ดี (GAP : Good Agriculture Practice) ที่ใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์ในการพัฒนาผลผลิต และชุมชนระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
"เทคโนโลยีต่างๆ พร้อมแล้ว ตอนนี้ทีมงานกำลังคัดเลือกชุมชนนำร่อง ก็ได้มาแล้ว 2 ชุมชน คือ ชุมชนปุ๋ยสั่งตัด บ้านบัวงาม จ.อุบลราชธานี และสหกรณ์สับปะรดสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์"
ปีแรกนี้เป็นโครงการนำร่องที่ต้องติดตามผลระยะยาว ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงเทคโนโลยีให้เข้าไปกับชุมชนแห่งนั้น ส่วนโครงการปีที่ 2 จะมุ่งไปที่การขยายผลร่วมกับชุมชนเกษตรกรที่ต้องการใช้เทคโนโลยีและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยจะเดินตามนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมกับแผนพัฒนาการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ไปสู่พืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ข้าวโพด อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม เป็นต้น
Tags : สมาร์ทฟาร์ม • เนคเทค • ทุ่งกุลาร้องไห้ • เกษตรกร



