สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรม กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทำให้ตลาดต่างๆ เติบโต ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม
ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ หรือวิกฤติการเมือง ต่างไม่ใช่ประเด็น ที่จะนำมากล่าวถึงในวันนี้ เพราะสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทำให้ตลาดต่างๆ เติบโต ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ที่วันนี้ จุดเปลี่ยนได้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ใหม่ๆ ของตลาดโลก ที่เป็นแนวโน้มเดียวกัน ที่กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจประเทศไทย
ด้วยวันนี้วัฒนธรรมการติดต่อสื่อสารของผู้คนไม่ได้เป็นเหมือนแต่ก่อน ระบบ "วอยซ์" กำลังเคลื่อนตัวสู่ยุค "ดาต้า" คนใช้มือถือไม่ได้เล่นกันแบบธรรมดา แต่ยังชอบแชท อัพเดทเฟซบุ๊ค เล่นทวิตเตอร์ หรือแม้แต่เล่นเกมบนมือถือกันมากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะพบว่า ยอดขายที่วิ่งแรงอย่างต่อเนื่องของสมาร์ทโฟนเป็นตัวแปรสำคัญให้ตลาดโทรคมได้รับอานิสงส์เติบโตสูงขึ้นตามไปด้วย
สู่โลกการสื่อสารยุคใหม่
ข้อมูลการวิจัยของบริษัทวิจัยสแตรทิจิค อนาไลติก และไอดีซีเผยว่า เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูล ส่วนแบ่งการตลาด ยอดจำหน่าย และอัตราการเติบโต ในเทียร์ 1 ของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนทั่วโลก พบว่า 5 อันดับแรก ที่กินส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในตลาดโทรคมโลกช่วงไตรมาส 2 ของปี 2553 ได้แก่ โนเกีย ซัมซุง แอลจี รีเสิร์ช อิน โมชั่น และโซนี่ อีริคสัน ตามลำดับ
ทั้งนี้ แม้ว่าโนเกียดูเหมือนยังเป็นเจ้าตลาดมาต่อเนื่องด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุด แต่หากย้อนกลับไปเทียบดูจากไตรมาสแรกของปี 2552 กลับพบว่าส่วนแบ่งตลาดที่ได้ลดลงเรื่อยๆ เกือบทุกไตรมาส ส่วนผู้ที่ส่วนแบ่งตลาดไม่เคยลดลงเลย และยังคงรักษาตำแหน่งเดิมของตัวเองไว้ได้มีอยู่รายเดียว คือ รีเสิร์ช อิน โมชั่น ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี
อย่างไรก็ดี หากหันมาดูที่ตลาดสมาร์ทโฟน 3 เจ้าตลาดยังคงเป็นรายใหญ่หน้าเดิมๆ โดย อันดับ 1 คือ โนเกีย อันดับ 2 รีเสิร์ช อิน โมชั่น รั้งท้ายมาด้วย แอ๊ปเปิ้ล อิงค์ ทว่าสถิตินี้ใช้ไม่ได้ในสหรัฐ เพราะ 3 อันดับแรก กลับเป็นรีเสิร์ช อิน โมชั่น แชมป์เก่า แอ๊ปเปิ้ล อิงค์ และเอชทีซี
ไอดีซีวิเคราะห์ว่า ตลาดมือถือทั่วโลกยังคงแสดงสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง โดยมีตัวแปรสำคัญ คือ ผู้เล่นหลักที่เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟน และบริษัทผู้ผลิตมือถือ นอกเหนือจากผู้นำทั้ง 5 พร้อมระบุถึงยอดจำหน่ายมือถือทั่วโลกในไตรมาสเดียวกันนี้ ว่า มีทั้งสิ้น 317.5 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 14.5% จาก 277.2 ล้านเครื่อง เมื่อปี 2552
บริษัทวิจัยสแตรทิจิค อนาไลติก ยังวิเคราะห์ด้วยว่า มือถือระดับล่างระบบ 2 จี ในตลาดเกิดใหม่ และมือถือไฮเอนด์ ระบบ 3 จีที่เป็นทัชสกรีน ในตลาดภูมิภาคที่โตเต็มที่แล้ว จะเป็นตัวแปรสำคัญต่ออัตราการเติบโต และระหว่าง 5 แบรนด์ดัง รีเสิร์ช อิน โมชั่น และซัมซุง ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด จะเป็นคู่แข่งตัวฉกาจในเซ็กเมนท์ของคิวเวอร์ตี้ โฟน และทัชโฟน ซึ่งแอ๊ปเปิ้ล อิงค์ ครองส่วนแบ่งตลาดไว้ 3% อย่างเหนียวแน่น
สมาร์ทโฟนปฏิวัติวงการโทรคม
ไอดีซี ระบุว่า โนเกียมีภารกิจที่ท้าทายต่อคู่แข่งสำหรับมือถือรุ่นไฮเอนด์ในตลาดสมาร์ทโฟนกับผู้ผลิตจากประเทศจีนในตลาดเกิดใหม่ และจากภาวะการต้องก้าวตามหลังผู้ผลิตจากอเมริกา จึงไม่ควรชะล่าใจกับความแข็งแกร่งของแบรนด์ตัวเอง การผลิต และการจัดจำหน่ายอีกต่อไป
ส่วนซัมซุงที่มีอัตราการเติบโตแข็งแกร่งมาอย่างต่อเนื่องในตลาดสหรัฐ และตลาดเกิดใหม่ ทั้งยังประสบความสำเร็จในมือถือรุ่นที่เป็นทัชสกรีน แต่เวลาเดียวกัน ด้วยองค์ประกอบทั้งความต้องการที่ไม่มากนักในยุโรป การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นสำคัญที่ช้าไปหน่อย และการปรับปรุงลูกเล่นของผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่โดนใจลูกค้าเท่าที่ควร มีผลทำให้รายได้และกำไรลดน้อยลงในไตรมาสนี้ ไม่เหมือน รีเสิร์ช อิน โมชั่น ที่ยังคงรักษาตำแหน่งผู้เล่นชั้นนำของตัวเองไว้ได้ เมื่อมองในมุมของบริษัทที่เน้นเฉพาะตลาดสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ เห็นว่า ค่ายใหญ่แดนโสม อย่างแอลจีนั้น การเปิดตัวสมาร์ทโฟนโอเอสแอนดรอยด์ 2 รุ่น "แอลไล" และ "ออพติมัส คิว" ช่วยหนุนให้ผลงานด้านสมาร์ทโฟนของบริษัทโดดเด่นขึ้นมา ทั้งยังมีสินค้าที่เน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะ และอุปกรณ์การส่งข้อความ ที่ช่วยส่งให้บริษัทประสบความสำเร็จในตลาดโทรศัพท์มือถือแบบดั้งเดิม ทว่ายังประสบกับปัญหารายได้ที่ลดลงในกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยและพัฒนาสินค้า และการตลาด
ด้านโซนี่ อีริคสัน พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะเดินไปข้างหน้าในฐานะบริษัท ซึ่งวางตำแหน่งของตัวเอง ไว้ที่การเน้นทำตลาดและให้ความสำคัญกับการนำแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนมาเป็นกุญแจต่อความสำเร็จในไตรมาส
สปีดตก เกมเปลี่ยน
สแตรทิจิค อนาไลติก วิเคราะห์ว่า ทีเด็ดที่คาดหวังไว้กับสมาร์ทโฟน รุ่น "เอ็น 8" ของโนเกียที่ปรับปรุงโอเอสเป็นซิมเบียนเวอร์ชั่นใหม่ ควรปล่อยออกมาให้ถูกเวลา ทันกับช่วงวันหยุดยาวในยุโรป เพื่อรักษาเสถียรภาพทางกำไรให้คงที่ในครึ่งปีหลังจากนี้ แต่หากโนเกียยังขาดช่องทางการจัดจำหน่าย และการโฆษณาที่ครอบคลุมมากพอในตลาดระดับบนของสหรัฐ นั่นหมายความว่า เอ็น 8 อาจไม่สามารถทำยอดขายทั่วโลกได้ดีเท่าที่ควร
ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของซัมซุงในรุ่นแคนดี้ รุ่นสไลด์ และทัชโฟน ยังคงรักษายอดขายได้ดี โดยเฉพาะรุ่นกาแล็กซี เอส ที่เพิ่งเปิดตัวออกมา ด้วยสเปคซีพียูความเร็ว 1 กิกะเฮิรตซ์ และหน้าจอทัชสกรีน 4 นิ้ว เพื่อเจาะกลุ่มตลาดระดับพรีเมียม ถือว่าเริ่มต้นได้ดี
ทั้งนี้ แม้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แบล็คเบอร์รี จะติดอันดับ 1 จาก 5 อันดับของบริษัทผู้ผลิตมือถือที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ยังมีความท้าทายอยู่ในบางภูมิภาค เนื่องจากแบรนด์ดังสัญชาติแคนนาเดียนรายนี้ ทำรายได้ได้ดีในตลาดเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และอเมริกาใต้ แต่ในอเมริกาเหนือยังคงได้รับแรงกดดันจากคู่แข่งสำคัญอย่างแอ๊ปเปิ้ล มือถือโอเอสแอนดรอยด์ที่กำลังบูม และแบรนด์นอกอื่นๆ ซึ่งคงต้องวัดกันอีกทีหลังเปิดตัวโอเอส 6 แล้ว
สำหรับผู้ที่กำลังก้าวตามมาติดๆ อย่างแอลจี บริษัทวิจัยชี้ว่า เป็นที่ทราบกันดีมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี ว่า สมาร์ทโฟนภายใต้แบรนด์แอลจีที่ดูเหมือนยังอ่อนแอ และเป็นผู้เล่นที่ไม่โดดเด่นมาตลอดในตลาดเล็กๆ แต่สร้างกำไรได้มหาศาลนี้ เริ่มวิ่งไล่กวดเข้ามากระชั้นชิดมากแล้ว
ดังนั้น จึงต้องเร่งสปีดตัวเองเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นพรีเมียม ระบบ 3 จี อย่างน้อยอีก 1 รุ่น ด้วยคุณภาพที่เหนือธรรมดา และเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เพื่อเจาะตลาดเซ็กเมนท์นี้ให้ได้
ส่วนโซนี่แม้จะปรับปรุงไลน์อัพของผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด แต่ด้านกลยุทธ์การทำตลาดยังดูมีความสับสนอยู่พอควร ทั้งยังมีแบรนด์ลูกของตัวเองอีกหลายแบรนด์ที่ต้องดูแล เช่น เพลย์นาว อารีน่า
อย่างไรก็ตาม จากผลการสรุปอัตราการเติบโตเฉพาะไตรมาส 2 ของบริษัทวิจัยสแตรทิจิค อนาไลติก โดยแบ่งตามผู้ผลิต สรุปได้ว่า รีเสิร์ช อินโมชั่น มีอัตราการเติบโตสูงสุดที่ 40% รองลงมา คือ ซัมซุงประมาณ 22% ตามมาด้วย โนเกีย และแอลจี ส่วนโซนี่ อีริคสัน รั้งตำแหน่งบ๊วยติดลบ 20%
Tags : โทรคมนาคม • สแตรทิจิค อนาไลติก • ไอดีซี • มือถือ • สมาร์ทโฟน • ไตรมาส 2



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น