"ทำไมต้องโอเพ่นซอร์ส" เชื่อว่าคำถามนี้คงเกิดขึ้นในใจของใครหลายคนนานมาแล้ว แล้วเหตุใด โอเพ่นซอร์สจึงยังอยู่ยั้งยืนยงมาจนทุกวันนี้
"ทำไมต้องโอเพ่นซอร์ส" เชื่อว่าคำถามนี้คงเกิดขึ้นในใจของใครหลายคนนานมาแล้ว เพราะถ้าซอฟต์แวร์ระบบเปิด "เวิร์ค" จริง แล้วเหตุใดการใช้งานจึงยังไม่แพร่หลายเมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ระบบปิด
ในทางกลับกัน ถ้า "ไม่เวิร์ค" แล้วเหตุใด โอเพ่นซอร์สจึงยังอยู่ยั้งยืนยงมาจนทุกวันนี้ บนเวทีสัมมนา "โอเพ่นมายด์ วิธ โอเพ่นซอร์ส ซอฟต์แวร์" นำทัพโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)" มีคำตอบ
ขยับรับสัญญาณดี
"วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และนายกสมาคมสมาพันธ์โอเพ่นซอร์สแห่งประเทศไทย บอกว่า แม้ภาพรวมยูสเซอร์ในประเทศจะยังใช้โอเพ่นซอร์สน้อยเมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ระบบปิด แต่แนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ โดยสถิติล่าสุดมีจำนวนผู้ใช้ลินิกซ์ในไทยเพิ่มจาก 0.1% เป็น 0.25% ในช่วงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
ขณะที่สัดส่วนการใช้เบราเซอร์โอเพ่นซอร์สก็ขยับจาก 7% ในปี 2551 เป็น 15% ในปี 2552 ซึ่งแม้อัตราการเติบโตจะเป็นตัวเลขหลักเดียว แต่ก็เริ่มมีผู้พัฒนารายใหม่ๆ เพิ่มเข้ามามากขึ้น เช่น แอนดรอยด์ และอูบันทู ที่เข้ามาทำให้ตลาดเริ่มคึกคัก
เขาบอกว่า ปัจจุบันสโอเพ่นซอร์สที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ "โอเพ่นออฟฟิศ (OpenOffice.org)" เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์ด้านเอกสารที่ใช้งานกันแพร่หลาย และเข้าถึงยูสเซอร์ได้ใกล้มากที่สุด ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ที่เริ่มหันหาโอเพ่นซอร์สก็มักจะเริ่มจากโปรแกรมดังกล่าว เช่น การเคหะแห่งชาติ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ บมจ.การบินไทย โดยมีแรงขับเคลื่อนจากงบประมาณน้อยลง ทำให้ "โอเพ่นซอร์ส" เริ่มถูกมองเป็นทางเลือกมากขึ้น
อย่างไรก็ตามผู้บริหารเนคเทคยอมรับว่า การใช้โอเพ่นซอร์สส่วนใหญ่จะพบปัญหาคือ ฟอร์แมทไม่สามารถเชื่อมโยงกับมาตรฐานไฟล์อื่นๆ ได้ และที่สำคัญคือ "ใช้ไม่เป็น"
เหตุผลที่ควรปันใจ
"สัมพันธ์ ระรื่นรมย์" จาก บจก.โอเพ่นซอร์สดิเวลอปเมนต์ (Osdev) ที่ปรึกษาด้านการลดค่าใช้จ่ายทางด้านซอฟต์แวร์ขององค์กรด้วยการใช้ประโยชน์จากโอเพ่นซอร์ส ก็ยอมรับว่า แม้การแลกเปลี่ยนเอกสารจะทำได้ยากขึ้น แต่เหตุผลที่จูงใจให้หันมาใช้โอเพ่นซอร์สก็ยังมีอยู่มากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความโดดเด่นด้านต้นทุน เนื่องจากไม่มีค่าไลเซ่น ขณะที่หน้าตาของโปรแกรมก็ยังใกล้เคียงกับโปรแกรมมาตรฐานทั่วไป นอกจากนี้ก็ยังมีอิสระในการพัฒนาต่อยอดได้
"พิสิษฐ์ อิงคะสุวรรณ์" ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บอกว่า ในช่วงเวลา 4 ปีที่เริ่มหันมาใช้โอเพ่นซอร์ส กฟผ. ประหยัดค่าซอฟต์แวร์ออฟฟิศไปได้กว่า 30 ล้านบาทต่อปี ยังไม่นับรวมระบบฐานข้อมูลที่หันมาใช้โอเพ่นซอร์ส เช่น มายเอสคิวแอล และจาวา
เขาระบุว่า เป้าหมายของ กฟผ. คือ เพิ่มจำนวนยูสเซอร์ใช้งานให้ได้ 12,000 ยูสเซอร์ จากปัจจุบัน 8,000-9,000 ยูสเซอร์ โดยเน้นเป็นโอเพ่น สแตนดาร์ด เพื่อให้แต่ละหน่วยงานย่อยๆ สามารถพัฒนาระบบได้อย่างอิสระแต่ก็สามารถเชื่อมโยงกับระบบส่วนกลางได้
"ที่ผ่านมา 4 ปีเรารบกับปัจจัยในองค์กรมาเยอะ ทั้งพนักงานไม่ยอมรับ การบริหารระบบ ซึ่งทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างไรก็ตามก็ยังอยากให้กำลังใจภาครัฐซึ่งจะต้องเป็นผู้ผลักดันหลัก และต้องร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการใช้โอเพ่นซอร์ส เพราะลดค่าใช้จ่ายได้จริงๆ" นายพิสิษฐ์ กล่าว
เปลี่ยนซอฟต์แวร์-เปลี่ยนวัฒนธรรม
ขณะที่ "เทอดศักดิ์ เหมือนแก้ว" ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ การเคหะแห่งชาติ เชื่อว่า การนำโอเพ่นซอร์สมาใช้ส่วนหนึ่งที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ นั่นเพราะการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ก็เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร เพราะหลายแห่งใช้ซอฟต์แวร์ตัวเดียวมาหลายปีทำให้ยูสเซอร์คุ้นเคยแล้ว
เขายกตัวอย่างว่า การเคหะแห่งชาติก่อตั้งมาแล้ว 36 ปี มีซอฟต์แวร์ใช้งานมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การทำให้ฝ่ายไอทีมีอำนาจในการเป็นผู้ชี้นำองค์กรได้ รวมทั้งสร้างคนรุ่นใหม่ และวางทิศทางการพัฒนาให้ชัดเจน โดยทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของ "ความมั่นใจ", "ความเชื่อถือ" และ "ความรู้ ความเข้าใจ" ของทุกฝ่ายในองค์กร
นอกจากนี้ยังควรให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การให้รางวัลเพื่อจูงใจในการใช้โอเพ่นซอร์สให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้กูรูย้ำว่า แม้โอเพ่นซอร์สจะฟรี แต่ก็มีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าอบรมการใช้งาน แต่เฉลี่ยก็ไม่เกิน 25% ของค่าไลเซ่นปกติ
เชื่อสร้างแต้มต่อธุรกิจ
"ม.ล.ลือศักดิ์ จักรพันธุ์" ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และผู้จัดการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หนึ่งในธุรกิจด้านอาหารรายแรกๆ ที่หันมาใช้ซอฟต์แวร์เปิด บอกว่า การใช้โอเพ่นซอร์สได้เปรียบ 2 ด้านหลักๆ โดยเฉพาะ "การเงิน" และ "ความสำเร็จของการโปรเจค" ทั้งนี้เพราะเป็นฟรีไลเซ่น ทำให้บริษัทสามารถนำเงินลงทุนไปพัฒนาในด้านอื่นๆ ได้
บริษัทตั้งเป้าใช้โอเพ่นออฟฟิศให้ครอบคลุม 95% ของยูสเซอร์ทั้งหมด จากปัจจุบันทำได้แล้วราว 90%
"ถ้าใช้เงินเท่ากันแล้วซื้อได้เยอะกว่า ซึ่งลองเปรียบเทียบง่ายๆ ถ้ามีคู่แข่ง 2 ราย ใครจะโตได้เร็วกว่ากัน ซึ่งที่เอสแอนด์พีก็ใช้วิธีนี้และก็เป็นบริษัทแรกๆในกลุ่มธุรกิจอาหารที่หันมาใช้โอเพ่นซอร์สจริงจัง คือถ้าเราไม่ใช้โอเพ่นซอร์ส เราก็จะขยายจุดขายได้น้อย เพราะค่าซอฟต์แวร์เกิน 10% ของเงินลงทุน ณ จุดขายถือว่าสูงมากแล้ว" ม.ล.ลือศักดิ์ กล่าว
Tags : โอเพ่นซอร์ส
