ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ระบบการศึกษาเน้นให้คนเรียนเพื่อใบปริญญามากกว่าความรู้และประสบการณ์ในชีวิต
ต้องรื้อโครงสร้างการศึกษากันใหม่
หากประเทศไทยก็มีจุดแข็งที่มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ระดับหนึ่ง แม้จะถูกทำลายจนเสียหายไปมากแล้วก็ตาม มีทรัพยากรมนุษย์ที่ยังสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงการฝึกอบรวมได้ดี มีความมุ่งมั่นในการทำงาน สร้างฐานะ สร้างอนาคตให้ตัวเองและครอบครัว รวมทั้งภาคเอกชนยังมีความเข้มแข็ง แม้บางระดับจะถูกสภาวะเศรษฐกิจทำให้ล้มหายตายจากไปบ้างก็ตาม หลายส่วนได้รับบทเรียนจากปี 2540 จึงทำให้มีการเตรียมการรับมือปัญหาได้ดี
ขณะที่อุปสรรคอยู่ระบบความคิดของภาครัฐ แม้จะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมาจากเดิม แต่ยังต้องปรับเปลี่ยนให้เร็วมากกว่านี้ โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจที่วิกฤติ ระบบการเมืองที่มีการแย่งชิงอำนาจและหาทางพยายามเอากฎเกณฑ์ กฎหมายมาเล่นงานฝ่ายที่คิดตรงข้าม ทำให้มีการออกกฎเกณฑ์ กฎหมายปิดกั้นกันจนทุกภาคส่วนไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่หลายๆ ครั้งต้องใช้ความรวดเร็วในการตัดสินใจและก้าวไปข้างหน้า
ส่วนระบบการศึกษาก็ทำให้คนมุ่งในปริญญาแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อเรียนได้แล้วก็ไม่สนใจศึกษาหาความรู้ต่อไป การพัฒนาความรู้ ประสบการณ์จึงจบลงเพียงใบปริญญา ทำให้ทรัพยากรมนุษย์พัฒนาได้ช้า หรือต้องรอแต่หลักสูตรฝึกอบรมแต่เพียงอย่างเดียว
"CHANGE" อนาคตประเทศ
ด้านโอกาสของประเทศ ที่ภาคการเกษตรยังมีโอกาสที่ดี เรายังมีดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์เหลืออยู่มากพอสมควร ภาคธุรกิจการให้บริการมีทั้งทรัพยากรทุนและบุคลากรที่ดี ขณะที่ภาคการผลิต ก็มีการลงทุนและมีศักยภาพสะสมอยู่มาก รอเวลาฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ส่วนความคาดหวัง นั้น อนาคตต้องเปลี่ยนแปลง "CHANGE" ในทุกๆ เรื่อง แน่นอนต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง! โดยแนวทางหรือนโยบายที่ควรจะเป็นเพื่อนำไปสู่ "ประเทศไทยในอนาคต" นั้น เมื่อเรารู้จุดอ่อนและอุปสรรค วิธีและแนวทางแก้ไขก็ทำตรงกันข้ามกับสิ่งเหล่านี้ ฟังดูง่ายแต่ในทางปฏิบัติ ยังมีอุปสรรคอยู่เพราะเป็นเรื่องของการก้าวไม่พ้นวิธีคิดเก่าๆ และหรือผลประโยชน์ของตนหรือกลุ่มของตน
ด้านทิศทางสื่อสารโทรคมนาคมของไทยนั้น ผู้ควบคุมนโยบายระดับชาติขาดความเข้าใจในธุรกิจ แต่มีผู้ออกกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ มากและเข้มงวด ทั้งที่เราต้องการผู้ที่ดูแลในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว และทันต่อพัฒนาการของเทคโนโลยี ซึ่งเราเป็นหนึ่งในผู้ใช้จึงควรใช้ด้วยความฉลาดและมีประสิทธิภาพ
โทรคมนาคมไม่ใช่เป็นเพียงธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ต ซื้อไปขายมาเท่านั้น มันเป็นอุตสาหกรรมที่บ่งบอกถึงศักยภาพของความสามารถแข่งขันในระดับสากลของโลกยุคไซเบอร์ปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่กำไร ขาดทุน ของบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมในตลาดเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ผู้ดูแลภาพรวมควรได้ตระหนัก และช่วยส่งเสริมผลักดันให้ประเทศมีศักยภาพแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ดีกว่านี้ ด้วยการออกใบอนุญาตในการประกอบการด้านโทรคมนาคมไร้สาย อาทิเช่น 3 G WiMAX และอื่นๆ ที่จะมีในอนาคต ให้รวดเร็ว ให้ทันเวลา เพราะความเสี่ยงอยู่กับผู้ประกอบการเอกชนอยู่แล้ว ดังนั้น ทางภาครัฐจึงไม่มีความเสี่ยงแต่อย่างใด
นอกจากนี้ การเพิ่มเติมออกระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ควรสนใจฟังคำชี้แจงของผู้ประกอบการ จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น เรื่องง่ายๆ ที่จะจบลงได้ในเวลาไม่นาน จะได้ไม่ต้องเสียเวลากันเป็นปีๆ เพื่อแก้ไขปัญหา หรือหาทางหลีกเลี่ยงในทางปฏิบัติ
ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่พยายามนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุน อาทิเช่น การให้บริการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ และชื่อเสียง เพื่อดำรงสถานภาพที่ดีสำหรับผู้ลงทุนคนไทยและสถาบันต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ย่อมต้องมีผลงานสะท้อนถึงผลประกอบการ และการตอบรับของลูกค้า ซึ่งหากระบบในลักษณะที่เปิดกว้างและโปร่งใส แบบนี้ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้แล้ว ก็มิควรที่จะดำรงระบบทุนนิยมนี้ต่อไป
ความไม่เชื่อมั่นในระบบ ความไม่เชื่อในความมุ่งมั่นในการให้บริการของผู้ประกอบการได้สะท้อนออกมาในกฎระเบียบต่างๆ ที่เพิ่มขั้นตอนในการทำงาน และต้นทุนในการประกอบการ ซึ่งในที่สุด ก็จะไปตกเป็นภาระกับผู้บริโภคและในท้ายที่สุด เจตนารมณ์ที่ดีจะเปลี่ยนเป็นทำร้ายผู้บริโภคในระยะยาว จุดความพอดีอยู่ที่ไหน ต้องเป็นการร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย คือ ผู้ดูแล และผู้ประกอบการ ที่ต้องแสวงหาร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมโทรคมในบ้านเรา
หมายเหตุ : ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 มกราคม 2553
****************************************************************
"3จี" จุดเปลี่ยนโทรคมนาคม
ส่วนการจัดสรรคลื่น 3จี ที่ยืดเยื้อมาหลายปี กระทั่งใกล้จะเป็นจริงปีนี้ ปีหน้า นั้น ประเทศไทยต่างจากต่างชาติที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีตามปกติ เพราะในไทยหมายถึง การ "หลุดออกมาจากสัมปทานเดิม" หากแต่ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อตกลงสัมปทานที่ทำไว้กับภาครัฐ เพราะขณะนั้น ไม่มีใครบังคับเอกชนให้ทำสัมปทานแต่ประการใด
ขณะที่เอไอเอสเอง ยังมีเวลาที่ต้องเจรจาก่อนหมดอายุสัญญา 2 ปี หรือเจรจาในปี 2556 เพราะหมดอายุสัมปทานปี 2558
แต่สิ่งที่เผชิญอยู่ปัจจุบัน คือ ปัญหาเศรษฐกิจการเมืองที่รุมเร้าไปทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม รวมถึงโทรคมนาคมที่เคยมีแต่เติบโตขึ้นโดยตลอดก็หนีไม่พ้น ซึ่งไตรมาส 3 ปีนี้เอไอเอสผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยยอดผู้ใช้เฉียด 30 ล้านราย ต้องลุกขึ้นมาประกาศปรับการประมาณการเติบโตอยู่ระดับ 0 ถึง -3% จากที่เคยคาดว่าจะเติบโต 5% ซึ่งเท่ากับปีก่อน ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภายใน ที่ดัน "วิเชียร" ขึ้นสู่ดำรงตำแหน่งซีอีโอ
ในส่วนบริษัทไม่ได้ขาดทุน เพียงกำไรลดลงไปหน่อย แต่มีผู้เกี่ยวข้อง (steakholder) หลายราย ทั้งรายใหญ่ ไปถึงรายเล็ก พอราคาหุ้นตกก็มีแรงกดดัน ทำไมคนอื่นตกน้อยกว่า
อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้แย่ ยังมีกำไร และมีตลาด เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นติดลบไปแล้ว 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่การจะอยู่ได้ต้องปรับเปลี่ยนความเคยชินเดิม
ด้วยความเป็นที่ 1 ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เป็นเหตุให้ซีอีโอต้องหนักใจ เพราะ "ต้นทุน" ที่มาพร้อมอันดับ 1 ต้องดูแลให้ดี เป็นความคาดหวังของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ต้องการให้ตัวเลขรายได้ลดไปกว่าที่ได้ประมาณการไว้เดิม ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 5% แต่ประมาณการเดิมทำก่อนเกิดเหตุการณ์ปิดสนามบิน และวิกฤติเศรษฐกิจ การเมืองต่างๆ ซึ่งถึงวันนี้ ประมาณการใหม่ -2.75% หรือ -3% ก็ต้องทำงานอย่างหนัก มิฉะนั้น จะกลายเป็น -5% หรือ -6%
ในแง่นโยบาย พยายามลดต้นทุนทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งที่ลดไม่ได้ คือ ค่าการตลาด การปรับปรุงคุณภาพงาน คุณภาพบริการ ซึ่งต้องหาจุดพอดีว่าอยู่ตรงไหน แต่วัดยาก จะต้อง "ทำไป วัดไป" และอาศัย "ดวง"
ความที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีอายุกว่า 20 ปี สร้างสมวัฒนธรรมองค์กรกันมามิใช่น้อย ดังนั้น การจะขับเคลื่อนองค์กรต่อไปข้างหน้า วิเชียร บอกว่า ต้องนำวัฒนธรรมองค์กรมาปรับปรุงองค์กรต่อไป เพราะอยู่ในธุรกิจที่ไดนามิก เปลี่ยนแปลงสูง วัฒนธรรมองค์กรจะต้องเปลี่ยนขึ้นลงเร็วขึ้นตามให้ทัน
ยิ่งระยะหลังๆ มีผู้บริหารเจเนอเรชั่น วาย เข้ามามาก จะต้องปรับปรุงทัศนคติให้เข้ากับคนรุ่นเดิมที่เป็นยุคเบบี้บูมให้ได้ ซึ่งหลายๆ คนในเจเนอเรชั่น วาย ให้คุณค่าต่อการศึกษามากกว่าประสบการณ์ จบการศึกษาระดับปริญญาโท ร่ำเรียนจากหลายสถาบัน แต่ขาดประสบการณ์เหมือนคนรุ่นเดิม ที่การศึกษาอาจไม่สูงมาก หากเปี่ยมประสบการณ์ จึงต้องผสานสองสิ่งให้เข้ากันได้ และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรโดยไม่สามารถขาดได้
ทั้งนี้ การเป็น "ซีอีโอ" จะต้องเป็น "แบบอย่าง" ให้กับคนทั้งองค์กร การตัดสินใจใดๆ จะทำอย่างที่ชอบ หรือต้องการทำไม่ได้ แต่ต้องตัดสินใจ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำ
หน้าที่เวลาคุยกับผู้ถือหุ้น ก็ต้องเป็นตัวแทนพนักงาน ไม่ใช่ตัวแทนสหภาพที่จะเรียกร้องทุกอย่างจากบริษัท พอคุยกับพนักงานก็ต้องเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น ไม่ใช่เป็นการตีสองหน้า แต่เป็นการดูแลผลประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยอธิบายต่อผู้ถือหุ้นได้ว่า ได้ทำอะไรไปแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์แค่ไหน และก็ต้องดูแลพนักงานไปพร้อมๆ กัน
ในธุรกิจที่แข่งขันสูง โดยเฉพาะการแข่งขันราคาในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เอไอเอสต้องเร่งสร้างรายได้เข้าบริษัท โดยได้นำมาตรการหนึ่งมาใช้ เรียกว่า ทฤษฎีเขย่าขวดยาน้ำ ที่ยาน้ำเมื่อปล่อยไว้นานๆ จะตกตะกอน ต้องเข้าไปตรวจดูฉลากไหนหมดอายุต้องโยนทิ้ง และบางอย่างต้องทำลายทิ้งไปเลยไม่ให้คนอื่นเก็บไปใช้จะเป็นพิษต่อไป หรือขวดที่นอนก้นก็ต้องเขย่า
เรื่องนี้ต้องดูวัฒนธรรมองค์กรประกอบ ดูประสิทธิภาพของคน รวมถึงระดับผู้จัดการ ผู้บริหารที่ประสิทธิภาพอยู่ระดับ 5% ข้างล่าง หรืออาจเพิ่มเป็น 10% จะทำอย่างไร ซึ่งต้องเริ่มจากการพัฒนาคนเหล่านี้ก่อน สร้างโปรแกรมอบรมให้พัฒนาขึ้น ช่วยแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพให้ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องเลือกว่าจะเอาอย่างไร
แต่ทว่า การจะปรับปรุงตามสายงาน และผู้จัดการต้องตอบคำถามได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แม้ค่าจ้างแรงงานไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหลักของบริษัท แต่พนักงานต้องไม่คิดว่าบริษัทร่ำรวยแล้วอยู่สบายๆ ก็ได้ เพราะธุรกิจนี้แข่งขันสูง รายได้ต่อหน่วยก็น้อยลง
หมายเหตุ : ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2553
Tags : วิเชียร เมฆตระการ • วิเชียร เมฆตระการ
