ภายใต้เงื่อนไขการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(เออีซี)ของ 10 ประเทศสมาชิกในอีก3 ปีข้างหน้า คำว่า"เสรี"จะถูกคืบคลานเข้าไปสู่ทุกภาคส่วนของธุรกิจ
โดยเฉพาะเงื่อนไขทางด้านภาษี ระบบภาษีของแต่ละประเทศ จึงต้องปรับปรุงทั้งโครงสร้างและรูปแบบการบริการ เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว
นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์กับ กรุงเทพธุรกิจ ASEAN+ ว่า ในแง่การปรับปรุงด้านบริการ กรมสรรพากรได้จัดตั้งสำนักภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยในสำนักแผนภาษี มีหน้าที่หลักในการดูแลภาพรวมธุรกรรมภาษีที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศทั้งหมด งานที่ต้องดำเนินการจะเริ่มจาก รวบรวมกฎหมายภาษีของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งเร่งเจรจาอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก ขณะเดียวกันจะตอบทุกปัญหาภาษีที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายระหว่างประเทศสมาชิก และ เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการไทยในการเจรจาทางด้านภาษีกับประเทศคู่ค้า
"นอกจากเพิ่มบุคลากรที่ให้คำปรึกษาทางด้านภาษี เป็นภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์ สำหรับผู้เสียภาษีแล้ว ในปีนี้ยังเป็นปีแรก ที่กรมฯ จัดให้มีการยื่นแบบการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษาอังกฤษ อันที่จริงเขาเสนอให้มีทั้ง ภาษาจีน และญี่ปุ่นด้วย แต่ผมมองว่า เอาแค่ภาษาอังกฤษก่อน เพราะจีน ญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ในอาเซียน แต่เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่เข้ามาในเมืองไทย ต่อไปอาจจะต้องทำ"นายสาธิตกล่าว
ทั้งนี้ ประชาคมอาเซียนจะทำให้อาเซียนรวมเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ผลก็คือ จะทำให้ตลาดในภูมิภาคอาเซียนมีการแข่งขันสูงขึ้น ฉะนั้นโครงสร้างภาษีจะต้องรองรับ
กรมฯได้ประสานกับกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันการปรับโครงสร้างภาษี บางส่วนออกเป็นมาตรการบังคับใช้แล้ว แต่บางส่วนยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งเป็นแผนในระยะ 3 เดือนนับจากนี้
อธิบดีสรรพากร อธิบายว่า กรณีที่อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ผลที่จะเกิดขึ้น คือ เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี จุดนี้ จะต้องดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวกทางด้านศุลกากร ขณะที่ อัตราภาษีต้องหนุนในการลดต้นทุนและขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย
รวมทั้งเกิดการเคลื่อนย้ายบริการเสรี จุดนี้ต้องส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในภาคบริการอาเซียน ซึ่งสำนักภาษีระหว่างประเทศของกรมสรรพากร จะทำหน้าที่ให้ข้อมูลทางด้านภาษีในอาเซียนทั้งหมด ขณะเดียวกันจะต้องมีมาตรการดูแลภาคบริการของไทยและต้องมีมาตรการป้องกันการถ่ายโอนกำไรจากการประกอบกิจการในไทยไปต่างประเทศด้วย
ขณะเดียวกันเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี ประเด็นนี้กรมฯเป็นห่วงมาก เช่น อาชีพหมอ การที่เราผลิตหมอ 1 คน เท่ากับเราผลิตนิติกร 200-300 คน แล้วหากคนเหล่านี้ไปอยู่ที่ต่างประเทศเราจะทำยังไง ทั้งนี้ ผมเข้าใจว่า แรงงานเสรีจะสามารถย้ายได้ทั้งหมด 8 อาชีพ หนึ่งในนั้นมีหมอด้วย ซึ่งหน่วยงานต่างๆต้องมีการช่วยกันดู
"การรวมตัวของอาเซียนจะเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่มีใครพูดถึงเลย ดังนั้น เราต้องเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยด้วยการพัฒนาทักษะและความรู้แรงงาน อีกทั้ง ต้องมีการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศมาประกอบอาชีพในสาขาที่ขาดแคลนเข้ามา และจะมีอะไรเป็นแรงจูงใจเขา"
นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี ต้องมีการขจัดอุปสรรคทางภาษี เช่น การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การเสริมสร้างความเป็นกลางทางภาษี และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น
สำหรับการเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถแข่งขันสูง จะมีผลกระทบที่สำคัญ คือ กรณีที่จะเกิดเครือข่ายอนุสัญญาภาษีซ้อน จุดนี้ จะเร่งรัดให้มีอนุสัญญาภาษีซ้อนในทุกประเทศสมาชิก อีกทั้ง ต้องเพิ่มความสะดวกให้ผู้เสียภาษีทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ในการเข้าถึงอนุสัญญาภาษีซ้อน ให้เขาเข้าใจสิทธิประโยชน์ที่จะได้ในการค้าระหว่างกันและเราต้องเร่งงบในการประชาสัมพันธ์ภาษีซ้อนให้มากขึ้น
นายสาธิตยังมองถึงโอกาสสินค้าไทยที่มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดอาเซียน ซึ่งมีหลายสาขา ขณะเดียวกัน ก็มีสินค้าที่ไทยจะต้องปรับตัว เพื่อรักษาตลาดไว้เช่นกัน โดยสำหรับแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมต่างๆนั้น เขาเห็นว่า กรณีของสินค้าเกษตรนั้น ต้องเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ไม่ว่า จะเป็นการปรับปรุงพันธุ์พืช การพัฒนาระบบชลประทาน และ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว รวมถึง การแปรรูปวัตถุดิบขั้นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรด้วย
ส่วนการปรับตัวของสินค้าอุตสาหกรรม คือ หันไปแข่งขันเรื่องคุณภาพแทนด้านราคา ซึ่งอาจต้องใช้ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมต่างๆมาเพิ่มมูลค่าสินค้า ด้านภาคบริการนั้น มีข้อได้เปรียบด้านภาคบริการท่องเทียว ไม่ว่า จะเป็นการรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุและด้านศัลยกรรมความงามที่กำลังเติบโต เมื่อมีการเปิดเสรีภาคบริการในอาเซียน ภาคนี้จะเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก ขณะที่ ภาคบริการที่ต้องปรับตัว คือ โลจิสติกส์ โทรคมนาคม การศึกษา เป็นต้น
ด้านการลงทุนนั้น ผู้ประกอบการที่เสียเปรียบในการผลิตในประเทศ ควรย้ายฐานการผลิตออกไปในประเทศอาเซียนที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และ มีนโยบายเปิดกว้างต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่มองว่า มีศักยภาพในการลงทุนต่างประเทศ คือ อุตสาหกรรมการเกษตรและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง และ อุตสาหกรรมเหมืองแร่และพลังงาน
ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้จัดให้มีการอบรมและสัมมนา รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆเกี่ยวกับเออีซี และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน รวมถึงการนำเสนอแนวทางต่อผู้เสียภาษีในการเตรียมการ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของเออีซีไม่ว่า จะเป็นการเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน ด้านแรงงานและด้านเงินทุน โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเออีซีของกรมฯจะต้องชี้แจงข้อสงสัยต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
Tags : ASEAN+
