กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : มุมภาษี

วันที่ 16 ธันวาคม 2552 02:00

ปัญหาเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล (4)

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ขอนำประเด็นปัญหาเครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งกรมสรรพากรได้แนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 มาเป็นปุจฉา - วิสัชนา ดังนี้

ปุจฉา กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จากกองทุนรวมตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรและเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากกองทุนรวมที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร และผู้ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ 

วิสัชนา กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไร จากกองทุนรวมตามมาตรา 39 เช่น กองทุนสินภิญโญ กองทุนทรัพย์ทวี ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าว มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลือกเสียภาษีเท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 10% ของเงินได้ หรือจะนำเงินส่วนแบ่งของกำไรไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90 เมื่อสิ้นปีภาษีตามปกติก็ได้ ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

แต่อย่างใด เนื่องจากเงินได้ของกองทุนรวม และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 48 (3) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แก่ผู้มีเงินได้ว่า “ไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ” ด้วย กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไร จากกองทุนรวมที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เช่น กองทุนบัวหลวง กองทุนรวงข้าว เป็นต้น ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นนี้ผู้ได้รับเงินปันผลไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด เนื่องจากกองทุนดังกล่าวไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และหากผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรยอมให้ผู้จ่ายเงินได้นั้นหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10% ของเงินได้ เมื่อถึงกำหนดยื่นรายการ ผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรมีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลือกเสียภาษีเท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย หรือจะนำเงินส่วนแบ่งของกำไรไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90 เมื่อสิ้นปีภาษีตามปกติก็ได้ ทั้งนี้ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2536 โดยจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แก่ผู้มีเงินได้ว่า “ไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ” ด้วย

ปุจฉา กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน หรือจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการสถานฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างของตน หรือของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน        ผู้ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

วิสัชนา เนื่องจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนและสถาบันอุดมศึกษา หรือกิจการสถานฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างของตน หรือของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ. 2538 แล้วแต่กรณี ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกิจการดังกล่าว จะไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 
สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนและสถาบันอุดมศึกษายังได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามข้อ 2 (37) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)  ส่วนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ประกอบกิจการสถานฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างของตน หรือของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ผู้จ่ายเงินปันผลต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้ ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนผู้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แก่ผู้มีเงินได้ว่า “ไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ” ด้วย
ปุจฉา มีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

วิสัชนา กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตรา เมื่อจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่ง     เป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ทราบโดยชัดแจ้งว่า จ่ายจากเงินกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ผู้จ่ายเงินได้จะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี  ณ  ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด 

กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่สามารถทราบโดยชัดแจ้งว่า จ่ายจากเงินกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราใด  ให้เฉลี่ยเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามส่วนของกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละอัตราภาษี และจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราใด ซึ่งในกรณีนี้ ทั้งยุ่งยาก และที่สุดแล้วก็ต้องระบุอยู่ดีว่า ได้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีเงินได้บุคคลอัตราใด

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

 

Tags : ปัญหาเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement