ขอนำประเด็นปัญหาเครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรได้แนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545
ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 มาเป็นปุจฉา - วิสัชนา ดังนี้
ปุจฉา ช่วยสรุปแนวคิดในการมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ อีกสักครั้งหนึ่ง
วิสัชนา เป็นคำถามที่ดี ที่ยังไม่ได้ชี้แจงมาก่อน จึงขอโอกาสนี้กล่าวถึงแนวคิดในการมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ครับ
1. ในบ้านเรากำหนดหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นสองระดับ กล่าวคือ นอกจากระดับที่เป็นกำไรสุทธิ ซึ่งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยทั่วไป คือ ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ คงเหลือกำไรสะสมหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนร้อยละ 70 ของกำไรสุทธิ ในระดับที่สอง คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินปันผล ซึ่งเสียภาษีสูงสุดในอัตราร้อยละ 10 ของเงินกำไรสะสมที่เหลือดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 7 ของกำไรสุทธิ
เมื่อรวมภาษีเงินได้ที่ชำระทั้งสองระดับแล้วเทียบกับกำไรสุทธิทั้งสิ้น โดยคิดเป็นอัตรา % ก็จะได้เป็นร้อยละ 37 ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะเห็นได้ว่า อัตราร้อยละ 37 เป็นอัตราเดียวกับอัตราสูงสุดของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั่นเองเป็นคำตอบว่าทำไมอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดจึงเป็นอัตราร้อยละ 37 ของเงินได้สุทธิ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นกลางในการจัดเก็บภาษีเงินได้ทั้งสองประเภท เพราะไม่ว่าจะเลือกประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดาหรือประกอบกิจการในรูปของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลก็ตาม อัตราภาษีเงินได้สูงสุดก็จะไม่เกินร้อยละ 37 ทั้งสองรูปแบบ อันเป็นหลักการของภาษีอากรที่ดี ในข้อที่ว่าด้วย “ความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ”
ระดับที่ 1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีกำไรสุทธิ 100%
หัก ภาษีเงินได้นิติบุคคล 30%
ระดับที่ 2 คงเหลือ กำไรสะสม (นำไปจ่ายปันผล/ แบ่งกำไร) 70%
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินปันผล 10% 7%
รวม ภาษีเงินได้ทั้งสองระดับ (30% +7%) 37%
ดังนั้น หากผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งได้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ 10 ของเงินปันผล ตามมาตรา 48 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ก็จะทำให้ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าวเสียภาษีเงินได้ทั้งสิ้นร้อยละ 37 ของกำไรสุทธิ
2. กล่าวสำหรับผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่อาจจะมีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 37 ของกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงเกิดแนวคิดที่จะให้ผู้มีเงินได้รายนั้นๆ ได้ความเป็นธรรมในระบบภาษีอากรสูงสุด และเป็นไปตามหลักความสามารถในการเสียภาษีอากร กล่าวคือ หากมีเงินได้น้อยก็ให้เสียภาษีเงินได้ในอัตราต่ำ และเพิ่มอัตราสูงขึ้นไปเป็นขั้นบันไดหรือที่นิยมเรียกกันว่า “อัตราก้าวหน้า” (Progressive Rate)
ทั้งนี้ โดยให้ผู้มีเงินได้ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับเงินได้ที่เป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ได้สิทธิเสียภาษีจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้ประกอบกิจการเองแต่เพียงลำพัง จึงให้คำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกำไรสุทธิในส่วนของผู้มีเงินได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับภาษีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายที่ตนได้เสียไป ก็ให้นำมาเป็นเครดิตหักออกจากจำนวนภาษีที่คำนวณได้ หากเหลือก็ให้มีสิทธิได้รับคืนจากรัฐ
แนวคิดดังกล่าว เป็นแนวคิดที่ประเทศไทยเราได้รับอิทธิพลจากประเทศอังกฤษ อันเป็นแม่แบบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยเรียกการให้เครดิตในลักษณะนี้ว่า ระบบเครดิตเต็มจำนวน (Full Credit)
แต่เดิมอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระบบอัตราเดียว คือ ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ การบัญญัติกฎหมายมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จึงกำหนดเป็นการตายตัวว่า เครดิตที่ผู้มีเงินได้ได้รับคิดเป็นอัตราเศษ 3 ส่วน 7 ของเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ผู้มีเงินได้ได้รับ
ต่อมามีการพัฒนาระบบอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระบบหลายอัตรา จึงได้ปรับจำนวนเครดิตภาษีให้เป็นธรรมตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้เสียไปจริง
ปุจฉา มีหลักเกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้มีเงินได้ที่จะได้รับเครดิตภาษีหรือไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไร
วิสัชนา หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาว่า ผู้มีเงินได้รายได้จะได้รับเครดิตภาษีตามกฎหมายหรือไม่ ดังนี้
1. สิทธิประโยชน์ข้อนี้ กำหนดไว้เป็นพิเศษแก่เฉพาะผู้มีเงินได้ที่เป็นอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย กล่าวคือ เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร์ของไทย ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้มีเงินได้ดังกล่าวจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว
2. ต้องเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย รวมทั้งกิจการร่วมค้าที่ประกอบกิจการในประเทศไทย หรือจากกองทุนรวมตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เช่น กองทุนสินภิญโญ กองทุนทรัพย์ทวิ เป็นต้น
3. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมทั้งกิจการร่วมค้า เว้นแต่กองทุนรวมตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิมาแล้ว
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ