กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : วิเคราะห์หุ้น

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 03:00

หุ้น Big Cap รอซื้ออ่อนตัว...การเก็งกำไรเน้นหุ้น Turnaround & Growth

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

SET Index สัปดาห์นี้มีกรอบแนวต้าน 694-698, 700-708 แนวรับ 690-682, 670

สำหรับสัปดาห์นี้ SET Index ยังเปราะบางและมีสิทธิอ่อนตัวลงต่อแบบ Sideway down เนื่องจากตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ม.ค. 2553 ของสหรัฐลดลงมากกว่าคาด ปัญหาหนี้สินของยูโรโซน ทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้น ซึ่งกดดันราคาหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกจากแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ นอกจากนั้น ยังกังวลกับปัญหาการเมืองในประเทศด้วย อย่างไรก็ดี ระหว่างทางมีสิทธิรีบาวน์สั้น จากการเล่นเก็งกำไรตามข่าวสลับได้ กรอบ SET Index สัปดาห์นี้มีกรอบแนวต้าน 694-698, 700-708 แนวรับ 690-682, 670

• ในช่วงที่ตลาดผันผวนและไม่แน่นอน DBSV แนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดมากขึ้น (เพื่อรอซื้อต่ำ) ส่วนพอร์ตที่ยังมีการลงทุนในหุ้น ควรโยกย้าย/เพิ่มน้ำหนักการลงทุนไปยังหุ้น Defensive ปันผลสูง ซึ่ง Top Picks ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย ADVANC DELTA LPN SPALI DCC MODERN CPNRF และ SPF ส่วนหุ้น Big Cap ในกลุ่มหลักให้ถอยรับตาม Step ของ SET Index ที่ 660-650, 620-610

• สำหรับการเก็งกำไรตามรอบ สัปดาห์นี้เน้นไปยังหุ้นที่มีการฟื้นตัวของผลประกอบการอย่างแข็งแกร่ง (Turnaround Stock) และหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิสูง (Growth Stock) ซึ่งที่น่าสนใจเป็น TURE QH MINT

MINT          คำแนะนำ ซื้อ
ราคาปิด 11.10 บาท        ราคาตามพื้นฐาน 15.60 บาท
• อัตราการเข้าพักของโรงแรมดีขึ้นเป็น 60% ใน 4Q52 จาก 51% ใน 3Q52 เพราะการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยว 4Q52 เพิ่มขึ้น 27.7%YoY เป็น 4.25 ล้านคน และเพิ่มขึ้น 16.7%QoQ ธุรกิจอาหารยังคงไปได้ดี จากการขยายสาขามาอย่างต่อเนื่อง

• ปี 2553 คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิของ MINT จะเติบโตก้าวกระโดด 59%YoY เป็น 2.0 พันล้านบาท โดยหลักมาจาก 1. อัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมสูงขึ้น 2. กำไรของธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น โดยมาจากการขยายสาขาใหม่ 80-120 แห่งต่อปี และปรับปรุงเมนู & ลดค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มกำไรในสาขาที่มีอยู่เดิม  และ 3. รับรู้รายได้จากธุรกิจที่พักอาศัย (Samui Villa และ St. Regis Residence) และธุรกิจ Retail เพิ่มขึ้น

• แนะนำซื้อ โดยให้เป็นหนึ่งในหุ้น Top Pick ของกลุ่มธุรกิจ Turnaround จุดเด่นของ MINT คือ มีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจได้ดี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง และมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิสูงมากในปี 2553 

QH          คำแนะนำ ซื้อ
ราคาปิด 2.16 บาท        ราคาตามพื้นฐาน 3.04 บาท
 • คาดว่ารายได้และกำไรสุทธิปี 2553 จะเติบโตแข็งแกร่ง เพราะมีการโอนรับรู้รายได้คอนโดมิเนียม 2 แห่ง ได้แก่ สาทร-ตากสิน และหลังสวน ซึ่งจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ใน 1Q53 และ 2Q53 ตามลำดับ ยังผลให้คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิใน 1Q53 ของบริษัทจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนทั้งปี 2553 คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 17%YoY โดยไม่รวมการต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมโอนที่จะหมดอายุในปลายเดือน มี.ค. 2553 แต่หากมีการต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปถึงสิ้นปี 2553 คาดการณ์กำไรสุทธิของบริษัทในปีนี้ จะเพิ่มขึ้นอีก 10-12%

• ฐานะการเงินจะแข็งแกร่งขึ้นมากในปี 2553 โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนในสิ้นปี 2553 จะลดลงเหลือ 0.7 เท่า จาก 1.0 เท่าในสิ้น ก.ย. 2552 เนื่องจากมีกระแสเงินสด จากการดำเนินงานดีขึ้น (โดยหลักมาจากการรับรู้รายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม)

• แนะนำซื้อ โดยให้ราคาตามพื้นฐาน 3.04 บาท (ประเมินด้วยวิธีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ RNAV) ทั้งนี้ DBSV ให้ QH เป็นหนึ่งในหุ้น Top Pick ของกลุ่มที่พักอาศัย เนื่องจาก 1. ทีมผู้บริหารแข็งแกร่ง 2. มีการกระจายของฐานรายได้ดี โดยมีทั้งรายได้จากการขายที่พักอาศัยแนวราบ และแนวสูง รวมทั้งมีรายได้ค่าเช่าอาคารสำนักงานและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และ 3. กำไรสุทธิปี 2553 เติบโต Outperform กลุ่มอย่างชัดเจน

TRUE          คำแนะนำ ซื้อ
ราคาปิด 2.90 บาท        ราคาตามพื้นฐาน 3.80 บาท
 • ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้จากค่าโฆษณาของ True Visions เป็น 700-1,000 ล้านบาท สำหรับปี  2553 (จากเป้าหมายเดิมที่ 500 ล้านบาท) เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้โฆษณาและเอเยนซีสื่อต่างๆ ซึ่งส่วนนี้เป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทในปี 2553-2554

 • 3 G ล่าช้า จึงเน้นพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ แม้ว่าใบอนุญาต 3 G บนคลื่น 2.1 GHz ล่าช้า แต่ TrueMove จะไปเน้นให้บริการ 3 G บนคลื่น 850 MHz ที่มีอยู่ และเน้นพัฒนาการให้บริการบน 2 G ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันด้วย

• Catalyst สำคัญของหุ้น TRUE ในปี 2553 คือ บริษัทกำลังจะผ่านจุดคุ้มทุนและเริ่มมีกำไรสุทธิ เราประมาณการว่าปี 2552 บริษัทจะขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized loss) 263 ล้านบาท และพลิกเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Profit) ในปี 2553 เท่ากับ 1.19 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่ก้าวกระโดดมาก ราคาหุ้นยังต่ำเมื่อเทียบกับราคาตามพื้นฐานที่ 3.80 บาท (ประเมินจากธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน คือ 2 G)
 

 

Tags : SET Index

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement