เราปรับเพิ่มกำไรปกติ 5.6%, 5.6% และ 7.0% ในปี 2552-2554 ตามลำดับ เพื่อสะท้อนปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ประเภทกุ้งที่เพิ่มขึ้น
และอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัว เนื่องจากต้นทุนทูน่าต่ำกว่าคาด
๐หลังปรับประมาณการกำไรและสมมติฐานอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระยะยาว ราคาเป้าหมายของเราอิงวิธี DDM จึงเพิ่มขึ้นจาก 32.00 บาท เป็น 38.25 บาท
๐เรายังคงแนะนำ Buy หุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เนื่องจาก 1. ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง 2. ศักยภาพการทำกำไรสูง 3. ราคาหุ้นต่ำ และ 4. อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี
๐TUF คาดผลประกอบการดีใน 4Q52 โดยจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 695 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.4% YoY แต่ลดลง 18.3% QoQ
เราปรับประมาณการกำไรปกติของ TUF ขึ้น 5.6%, 5.6% และ 7.0% ในปี 2552-2554 ตามลำดับ จากการเปลี่ยนแปลงสมมติฐานสำคัญสองประการ 1. ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ประเภทกุ้งที่เพิ่มขึ้นและ 2. อัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวเพราะต้นทุนทูน่าต่ำกว่าคาด ทั้งนี้ หลังปรับเพิ่มประมาณการกำไรและสมมติฐานอัตราการจ่ายปันผลในระยะยาวจาก 50% เป็น 55% หรือใกล้เคียงกับอัตราการจ่ายปันผลของ TUF ในอดีต ราคาเป้าหมายของเราอิงวิธี DDM จึงเพิ่มขึ้นจาก 32.00 บาท เป็น 38.25 บาท และยังคงแนะนำ Buy หุ้น TUF
ยังมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ทูน่า : เราคาดว่า TUF จะมีปริมาณการขายทูน่าเพิ่มขึ้น 2% ในปี 2553-2554 โดยบริษัทมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการจัดหาและการผลิตเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น กุ้ง : เราคาดว่า TUF จะมีปริมาณการส่งออกกุ้งเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2553 และ 4% ในปี 2554 โดยปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเติบโต ได้แก่ 1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐ และ 2. การที่ผู้ส่งออกกุ้งของไทยรวมถึง TUF หันมาผลิตสินค้าอาหารประเภทกึ่งปรุงสุกและปรุงสำเร็จ ซึ่งมีมาร์จินสูงกว่ามากขึ้น รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า นอกจากความได้เปรียบทางการแข่งขันข้างต้น
เราเชื่อว่า TUF ยังไม่ได้สูญเสียความได้เปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับคู่แข่งในต่างประเทศ ประกอบกับตลาดญี่ปุ่นและตลาดใหม่ เช่น แอฟริกาใต้ยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง
กำไรยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราเฉลี่ย 3-ปีอยู่ที่ 20.2% CAGR
เราคาดว่ากำไรปกติของ TUF จะเติบโต 41.2%, 15.3% และ 6.5% ในปี 2552-2554 ตามลำดับ แม้ว่าการแข็งค่าของเงินบาท และความล่าช้าในการปรับขึ้นราคาสินค้า ที่มีตราสัญลักษณ์จะกดดันอัตรากำไรขั้นต้น โดยปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันอัตราการเติบโตของกำไร TUF ได้แก่ 1. ยอดขายที่เพิ่มขึ้น 2. สินค้าต้นทุนถูกที่ยกมาใน 1Q53 รวมถึงราคาทูน่าที่ทรงตัวมากขึ้น 2. การประหยัดต้นทุนจากการย้ายที่ตั้งโรงงานไปยังรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐ และ 4. บริษัทไม่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายจากการย้ายโรงงานในปี 2553
ขณะเดียวกัน เรามองว่าการแข็งค่าของเงินบาท ที่จะทำให้มีความเสี่ยงต่ออัตรากำไรขั้นต้น และกำไรสุทธินั้นต่ำลงหลังจากที่ ธปท.ผ่อนผันมาตรการการดูแลเงินทุนไหลออก
ผลกำไรไตรมาสสี่จะส่งสัญญาณทั้งบวกและลบ
เราคาดว่า TUF จะรายงานกำไรปกติ 695 ล้านบาทใน 4Q52 เพิ่มขึ้น 86.4% YoY แต่ลดลง 18.3% QoQ ซึ่งผลกำไรที่คาดจะเพิ่มขึ้นจาก 4Q51 น่าจะมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัว ขณะเดียวกันสาเหตุที่ส่งผลให้กำไรลดลง QoQ จะมาจากปัจจัยฤดูกาล และแม้ว่าไตรมาสนี้ TUF จะไม่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่กำไรสุทธิของบริษัทเชื่อว่าจะยังเติบโตในอัตรา 126.3% YoY แต่ลดลง 31.7% QoQ
ทั้งนี้ ผลประกอบการที่ดีในไตรมาสสี่ จะทำให้ TUF มีกำไรปกติทั้งปีอยู่ที่ 3.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.2% YoY แต่เมื่อรวมกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน เราคาดว่าบริษัทจะรายงานกำไรสุทธิ 3.3 พันล้านบาท ในปี 2552 หรือเติบโต 50.9% YoY
ที่มา...บล.กสิกรไทย
Tags : TUF