เรามองว่า SET มีความเสี่ยงจากการพักฐานระยะสั้นๆ
แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจเกือบทุกตัวจะบ่งชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และล่าสุดตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวสูงถึง 26.1% ในเดือนธ.ค. ซึ่งการส่งออกมีการขยายตัวในทุกๆ ภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่ถ้าพิจารณาจากผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วง 4Q09 ที่ผ่านมา (เรามองผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นเครื่องมือในการยืนยันแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือเรียกว่าเป็น Proxy ของเศรษฐกิจ) ก็แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ 1.อัตราการขยายตัวของสินเชื่อ 2.คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และ 3.รายได้จากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวน่าจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับสูงขึ้นของ SET ในระยะกลาง-ยาว ไปที่มูลค่าพื้นฐานอิงวิธี Bottom-Up ที่ 740-800 จุด ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า (ในความเป็นจริง SET ได้ปรับสูงขึ้นถึงเป้าหมายของเราที่ 740 แล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา) แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากที่ SET ปรับสูงขึ้นมาตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หรือปรับสูงขึ้นแล้ว 70-80% ประกอบกับความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจากในสภาฯ (การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังเปิดสภาฯ เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา) หรือ นอกสภาฯ (กลุ่มคนเสื้อแดงมีแนวโน้มจัดชุมนุมบ่อยขึ้นก่อนการตัดสินกรณียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของอดีตนายกฯ ทักษิณ ในวันที่ 26 ก.พ.นี้) ทำให้ SET มีความเสี่ยงจากการพักฐานได้ทุกเมื่อ
แม้ว่าพื้นฐานของ SET ยังแข็งแกร่งจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะขยายตัว 11% ในปีนี้ อย่างไรก็ตามเรามองว่า SET มีความเสี่ยงจากการพักฐานระยะสั้นๆ จาก
1. ความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก หลังจากจีนเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น (Tightening Monetary Policy) โดยการเพิ่ม Reserve Requirement ของธนาคารพาณิชย์ และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตร เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวานนี้
2. ความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น ก่อนศาลฯตัดสินยึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ขณะที่ล่าสุดกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มวางแผนชุมนุมบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ
3. Sentiment ของ SET อ่อนแอลงชัดเจน หลังจากหลุดจุด Stop Loss ที่เราให้ไว้ที่บริเวณ 735 จุด โดยเรามองแนวรับที่คาดหวังการ Rebound ที่ 710-714 จุด
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนหุ้นในช่วงนี้เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นเพียง 60% ของพอร์ตเท่านั้น (ลดลงจาก 80% ในสัปดาห์ก่อน) เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการพักฐานไปก่อน สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดยังเน้นกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะมีผลการดำเนินงาน 4Q09 ออกมาดี อย่าง AOT, TUF, PS, SPALI, SAT, STANLY, KBANK, KK, MINT และ HMPRO
ที่มา : บล.กรุงศรีอยุธยา
Tags : SET