ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปัจจัยหนุนดังกล่าวยังคงหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรตลอดทั้งปี 2553
ในช่วงครึ่งแรกปี 2553 มูลค่าการส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวคือมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเป็น 10,023.4 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 39.3% (Y-O-Y) และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น 31.0% (Y-O-Y) หรือเพิ่มขึ้นเป็น 6,917.66 ล้านดอลลาร์ เพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ากระเตื้องขึ้น ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้แรงหนุนจาก FTA กรอบต่างๆ ที่ทำให้การส่งออกพุ่งสูงขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปัจจัยหนุนดังกล่าวยังคงหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรตลอดทั้งปี 2553 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 18,900 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 15.0% (Y-O-Y) โดยประเทศคู่ค้าสำคัญคือ จีน อาเซียน และญี่ปุ่น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น 18.3% (Y-O-Y) หรือเพิ่มขึ้นเป็น 13,400 ล้านดอลลาร์ โดยประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ อาเซียน สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป
การปรับลดอัตราภาษีของสินค้าเกษตรและอาหารลงเหลือ 0% มีส่วนช่วยให้สินค้าที่ส่งออกจากไทยมีราคาต่ำลง ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดที่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย ซึ่งการลดภาษีปี 2553 โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนเดิม 6 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นการลดเพิ่มเติมจากที่ทยอยลดภาษีลงมาก่อนหน้านี้ ซึ่งในปี 2559-2563 กรอบการลดภาษีจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น จากการที่สินค้าอ่อนไหวส่วนใหญ่ต้องลดภาษีเป็น 0-5%
ผลการปรับลดภาษีกรอบ FTA ต่างๆ มีส่วนผลักดันให้มูลค่าการส่งออกครึ่งแรกปีนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศคู่ค้าสำคัญ และเป็นคู่เจรจา FTA กล่าวคือ การส่งออกสินค้ากสิกรรมไปยังจีน และอาเซียน เพิ่มขึ้นมาก
กล่าวคือ มูลค่าการส่งออกสินค้ากสิกรรมครึ่งแรกปีนี้ โดยเฉพาะยางและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปยังตลาดจีนเพิ่มขึ้นเป็น 1,890 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 90.5% (Y-O-Y) มูลค่าการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น 84.7% (Y-O-Y) หรือเพิ่มขึ้นเป็น 1,513 ล้านดอลลาร์
ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าแปรรูปไปตลาดอาเซียนขยายตัว โดยเฉพาะน้ำตาลทราย ผักผลไม้กระป๋อง และผลิตภัณฑ์ข้าว โดยมูลค่าการส่งออกครึ่งแรกปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,258 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 68.8% (Y-O-Y)
ด้านการนำเข้าครึ่งแรกปีนี้ มูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบ หรือวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปจากกลุ่มประเทศอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งสนับสนุนแนวคิดที่ไทยจะมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค คือ นำเข้าวัตถุดิบมาผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งออกกลับไปยังอาเซียน และประเทศอื่นๆ เพราะไทยมีมาตรฐานการผลิต และสุขอนามัยในการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปจากอาเซียนในช่วงครึ่งแรกปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 611 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 22.4%
การนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อการบริโภคครึ่งแรกปี 2553 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจากตลาดจีน และอาเซียน รวมทั้งนิวซีแลนด์ ซึ่งบางส่วนเป็นการนำเข้าสินค้าที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ
เมื่อเปรียบเทียบดุลการค้าในกรอบ FTA ต่างๆ ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ไทยได้ดุลการค้ากับประเทศคู่เจรจา ยกเว้นกับนิวซีแลนด์ที่ไทยมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์นม โดยประเทศคู่เจรจาที่ไทยได้เปรียบดุลการค้าสำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร คือ อาเซียน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งครึ่งแรกปีนี้ไทยได้ดุลการค้า 2,797 ล้านดอลลาร์ 2,144 ล้านดอลลาร์ และ 1,788 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ
ประเด็นที่ยังต้องติดตามภายหลังการเปิด FTA กรอบต่างๆ ก็คือ การเปิดเสรีเกษตรและอาหารปัจจุบัน อุปสรรคด้านภาษีไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะประเทศคู่เจรจาลดภาษีสินค้าส่วนใหญ่ในระดับต่ำแล้ว
โจทย์ใหญ่ที่ทางภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ คือ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเอื้ออำนวยต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนทางด้านการขนส่ง เสริมสร้างประสิทธิภาพในการแข่งขัน รวมถึงการให้ความรู้และความเข้าใจต่อเกษตรกรในการปรับตัวในกรอบ FTA โดยเฉพาะการกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันภายใต้กรอบ FTA ทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การยกระดับมาตรฐานการผลิต ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยส่งเสริมทั้งด้านทรัพยากร และการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่
แม้ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรปีนี้ บางส่วนจะได้รับความเสียหายจากปัญหาแมลงศัตรูระบาด และปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก แต่ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งอานิสงส์จากกรอบ FTA ต่างๆ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารพุ่งสูงขึ้นตลอดทั้งปี 2553
ส่วนประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ประเทศคู่เจรจานำมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่อากรทางศุลกากร ทั้งมาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าระหว่างประเทศโดยทั่วไป และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย โดยการให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยปรับประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมาตรฐานการผลิต เตรียมพร้อมรับการแข่งขันในตลาดโลก และรับมือสินค้านำเข้า
Tags : ส่งออก • อุตสาหกรรมเกษตร
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น