กรุงเทพธุรกิจ

  •  

การเงิน - การลงทุน : บทวิจัยเศรษฐกิจ

วันที่ 5 มีนาคม 2552 00:01

สำรวจตลาดเกิดใหม่เสี่ยงสุด ไทยติดอันดับ 5

อีโคโนมิสต์สำรวจตลาดเกิดใหม่ 17 ประเทศ พบเศรษฐกิจไทยติดอันดับ 5 อ่อนไหวเสี่ยงต่อปัญหาสินเชื่อโลกตึงตัวมากสุด

ขณะที่ผลกระทบจากปัญหาขาดสภาพคล่องทั่วโลก ยังคงแผ่กระจาย ค่อยๆ ซึมเข้าไปยังเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่หลายประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงยุโรปตะวันออกและยุโรปตอนกลาง ส่งผลค่าเงิน ราคาหุ้นในตลาด และตราสารหนี้ ล้วนได้รับผลกระทบผันผวนปั่นป่วนไปตามๆ กัน

บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างหวั่นเกรงและวิตกกันว่า จะมีตลาดเกิดใหม่อาจผิดนัดชำระหนี้ในต่างประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้น และวิกฤติหลายต่อหลายครั้งที่เกิดจากตลาดเกิดใหม่มีลักษณะการกระจายวงรุนแรง เมื่อนักลงทุนผละหนีจากตลาดหนึ่งไปหาตลาดอื่น 

เช่นกรณีดูไบเป็นตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ประสบปัญหานี้อยู่ แต่ก่อนที่วิกฤติครั้งใหม่จะเกิดขึ้นมาอีกนั้น มีคำถามที่น่าสนใจตามมาว่า จากนี้ไปทั่วโลกจะสามารถตรวจสอบหาตลาดเกิดใหม่ที่ส่อเค้าผิดปกติ อ่อนไหวเปราะบางที่สุดต่อปัญหาสินเชื่อทั่วโลกตึงตัวได้อย่างไร?

จากข้อสงสัยและคำถามข้างต้น จึงเป็นที่มาของงานวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดของ ดิ อีโคโนมิสต์ สื่อสิ่งพิมพ์ด้านเศรษฐกิจชั้นนำของอังกฤษ ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า "ทฤษฎีโดมิโน: ตลาดเกิดใหม่แห่งใดเป็นรายต่อไปที่อาจทำวิกฤติกระจายวง?" เพื่ออธิบายและหาคำตอบให้กับคำถามดังกล่าว 

อีโคโนมิสต์ชี้ว่านักเศรษฐศาสตร์ในอดีตพยายามหาคำตอบว่าประเทศเป็นตลาดเกิดใหม่แห่งใดเสี่ยงต่อการรับผลกระทบจากปัญหานอกประเทศ โดยพิจารณาแต่เรื่องสินทรัพย์กับหนี้สินของภาครัฐ และสัดส่วนของหนี้เทียบจีดีพีประเทศ จุดนี้อีโคโนมิสต์เห็นว่า การสำรวจหาแหล่งอ่อนไหวต่อการก่อความเสี่ยงมากที่สุดนั้น ไม่ควรวิเคราะห์ดูแต่ภาระหนี้หรือการกู้ยืมเงินของประเทศเท่านั้น แต่ควรดูจากภาระหนี้บริษัทและธนาคารในประเทศด้วย 

เพราะเมื่อเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเหือดแห้ง จะเป็นเรื่องยากมากขึ้นที่ตลาดเกิดใหม่เหล่านี้จะรีไฟแนนซ์หนี้ครบกำหนดชำระ หรือระดมทุนกู้ยืมเงินก้อนใหม่จากต่างประเทศเข้ามาเสริมสภาพคล่อง
3 ดัชนีวัดความเสี่ยง

ทั้งนี้อีโคโนมิสต์ได้ใช้ข้อมูลพื้นฐานส่วนใหญ่จากเอชเอสบีซี ธนาคารชั้นนำของอังกฤษ มาปรับใช้เป็นดัชนีสำคัญวัดความเสี่ยง 3 ตัว เพื่อประเมินดูความเปราะบางของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ที่มีต่อปัญหาสินเชื่อทั่วโลกตึงตัว โดยดัชนีตัวแรกเป็นการคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้

เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากจำเป็นต้องหาหรือได้เงินทุนอุดหนุน แต่ตอนนี้ภาคธนาคารและพอร์ตเงินทุนที่เคยไหลเข้า กลับอยู่ในอาการขวัญเสียและหวาดผวา และแม้แต่เงินลงทุนโดยตรงหรือเอฟดีไอ ซึ่งเคยมองกันว่าผันผวนและอ่อนไหวน้อยกว่านั้น กลับปรับลดลงอย่างมากปีนี้ 

ประเทศเศรษฐกิจเล็กในยุโรปหลายประเทศ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเทียบสัดส่วนจีดีพีปี 2551 เป็นตัวเลขสองหลัก แม้ว่าการถดถอยกินลึกจะช่วยลดตัวเลขขาดดุลนี้ไปได้บ้างก็ตาม และจากการเก็บข้อมูลมาประเมิน งานวิเคราะห์ชี้ว่าหลายประเทศที่นำมาจัดอันดับหาความเสี่ยง อย่างปากีสถาน, แอฟริกาใต้ และโปแลนด์ มีแนวโน้มว่าจะบริหารแบบขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเทียบจีดีพีที่ระดับ 8% หรือมากกว่าในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับหรือขนาดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยช่วงก่อนจะเกิดวิกฤติปี 2540

สำหรับดัชนีตัวที่สองใช้วัดความเสี่ยง เป็นหนี้ระยะสั้น มีกำหนดชำระคืนนาน 12 เดือน เทียบทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศ แต่ละประเทศต้องชำระหรือคืนหนี้ต่างประเทศ หากระดมหาเงินทุนนอกประเทศ ประเทศนั้นๆ ต้องดึงทุนสำรองมาใช้จนเหลือน้อยลง 

ดังนั้น หากหนี้ระยะสั้นเทียบทุนสำรองสูงเกิน 100% หมายถึงหนี้ที่มีอยู่นั้นมากเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยได้เช่นกัน อย่างกรณีเคยเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2540 ช่วงนั้นหนี้ระยะสั้นของไทยอยู่ที่ 130% ของทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศที่มีอยู่ขณะนั้น

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างตลาดเกิดใหม่ ที่อีโคโนมิสต์สำรวจล่าสุด ผลออกมาว่าลัตเวียและเอสโทเนียมีหนี้ระยะสั้นเทียบทุนสำรองอยู่สูงมาก คือมากกว่า 250% ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า พบว่าหนี้ระยะสั้นเทียบทุนสำรองต่ำกว่า 100% 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของเอชเอสบีซีทำให้อีโคโนมิสต์คาดว่า หนี้ระยะสั้นของเกาหลีใต้จะสูงเกินและมากกว่าทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศที่กำลังร่อยหรอลงก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนทุนสำรองของอินโดนีเซีย, แอฟริกาใต้และฮังการีดูเหมือนจะน้อย ด้านทุนสำรองของรัสเซียวูบหายไปกว่า 1 ใน 3 เมื่อธนาคารกลางรัสเซียพยายามพยุงค่าเงินรูเบิล แต่มูลค่าทุนสำรองปัจจุบันถือเป็นกันชนที่ทำให้รัสเซียสบายใจได้

ส่วนดัชนีตัวที่สาม คือ สัดส่วนสินเชื่อธนาคารเทียบเงินฝาก ประเมินดูความอ่อนไหวเปราะบางของระบบธนาคาร หากสัดส่วนอยู่ที่ระดับกว่า 1.0 เช่น รัสเซีย, บราซิล, เกาหลีใต้และฮังการี เป็นต้น หมายความว่าธนาคารพึ่งพาการกู้ยืมที่มักมีแหล่งทุนในต่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นทุนอุดหนุนการปล่อยกู้ในประเทศ อาจทำให้ธุรกิจธนาคารหยุดชะงักได้ เพราะปัญหาสินเชื่อตึงตัวทั่วโลก

แอฟริกาใต้-ฮังการีเสี่ยงสุด 

เพื่อให้เห็นภาพรวมของความเปราะบางอ่อนไหวต่อปัญหาสินเชื่อตึงตัวทั่วโลก งานวิเคราะห์ได้ใช้ดัชนีชี้วัดทั้ง 3 ตัวข้างต้น ในการจัดอันดับตลาดเกิดใหม่ทั้ง 17 ประเทศรวมไทย พร้อมหาค่าเฉลี่ย โดยเชื่อว่าหากนำตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ทุกแห่งรวมถึงประเทศยุโรปตะวันออก อย่างลัตเวีย, ยูเครนและโรมาเนีย มาประเมินด้วย ทั้ง 3 ประเทศน่าจะติดอันดับต้นๆ ความเสี่ยงสูงสุด

ทั้งนี้จากผลการจัดอันดับความเสี่ยง อีโคโนมิสต์ยกให้แอฟริกาใต้และฮังการีดูแล้วเสี่ยงมากที่สุด และจีนเสี่ยงน้อยที่สุด สำหรับฮังการีประสบปัญหาและขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไปแล้ว แต่แอฟริกาใต้ยังไม่ได้ร้องขอ 

อีโคโนมิสต์ยังสรุปภาพรวมตลาดเกิดใหม่ในเอเชียโดยทั่วไปดูแล้วปลอดภัยมากที่สุด เพราะติดกลุ่มตลาดเกิดใหม่ได้คะแนนดีที่สุด และติดกลุ่ม 6 ตลาดมีความเสี่ยงน้อยสุด แต่ยกเว้นเกาหลีใต้ที่น่าเป็นห่วง เพราะหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศมีมาก ส่วนภาระหนี้ภาคธนาคารสูงเช่นกัน ทำให้เกาหลีใต้ดูมีความเสี่ยงเหมือนโปแลนด์ ส่วนเวียดนามแม้ไม่นำมาสำรวจหรือจัดอันดับครั้งนี้ พบว่ามีคะแนนประเมินจากดัชนีชี้วัดทั้งสามตัวอยู่ระดับสูง

ทุนสำรองลดก่อความเสี่ยง

ในช่วงท้าย งานวิเคราะห์ชี้ว่าคะแนนที่ให้จากการสำรวจ 17 ตลาดเกิดใหม่โดยภาพรวม เป็นการจัดอันดับเพื่อดูความเสี่ยงเท่านั้น แต่การจะประเมินความเสี่ยงแท้จริงของวิกฤตินั้น จะต้องประเมินความต้องการเงินทุนในต่างประเทศด้วย อธิบายได้ด้วยดุลบัญชีเดินสะพัดรวม และมูลหนี้ระยะสั้นระยะ 12 เดือนข้างหน้า 

โจนาธาน แอนเดอร์สัน นักวิเคราะห์ของยูบีเอส คำนวณหาช่วงโหว่ ความไม่สมดุลระหว่างดุลบัญชีเดินสะพัดโดยรวมและมูลหนี้ระยะสั้นระยะ 12 เดือนข้างหน้า และทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศใน 45 ประเทศ พบข่าวดีว่ามีเพียง 16 ประเทศที่มีช่องโหว่ในการจัดหาเงินทุน ส่วนประเทศอื่นที่เหลือมีทุนสำรองมากกว่าและมากเกินพอ ที่จะชำระคืนหนี้ได้นานนับปี แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีเงินทุนไหลเข้าเลยก็ตาม

แอนเดอร์สันจากยูบีเอสย้ำว่า 16 ประเทศมีความเสี่ยงล้วนอยู่ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ในจำนวนนี้รวมถึงตลาดเกิดใหม่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่นอกภูมิภาคด้วย คือแอฟริกาใต้และปากีสถานซึ่งขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟแล้ว ในทางตรงกันข้ามเกาหลีใต้กลับพบว่าไม่น่าจะมีช่องโหว่ที่ก่อปัญหาในการหาเงินทุน ซึ่งเป็นผลดีจากการปรับดุลบัญชีเดินสะพัดให้สามารถเกินดุลเล็กน้อย 

อีโคโนมิสต์สรุปด้วยว่า จากทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศมีอยู่มากมายในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ จะช่วยให้ตลาดเกิดใหม่เหล่านี้รอดพ้นจากภยันตราย แต่ที่น่าเป็นห่วงอย่างที่สุดนั้น กลับอยู่ที่ว่าหากปัญหาสภาพคล่องสินเชื่อตึงตัวทั่วโลกยังเกิดขึ้นนานและต่อเนื่อง ทุนสำรองของตลาดเกิดใหม่ทั้ง 17 ประเทศ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะลดน้อยตามไปด้วย หมายถึงความเสี่ยงยังคงรอตลาดเกิดใหม่เหล่านี้อยู่

Tags : ตลาดเกิดใหม่

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6

ความจริงปัจจัยที่วิเคราะห์ดูดีมาก แต่ปัจจัยที่เสี่ยงสุดของไทยตอนนี้น่าจะเป็นด้านการเมืองที่ไม่เคยนิ่ง ไม่เคยต่อเนื่อง ต่างรัฐบาลก็ตั้งโครงการใหม่ ข้าราชการก็ทำงานตามการเมืองแต่ละยุค พอโครงการใหม่มาโครงการเก่าก็ไม่ยุบแต่ไม่ทำอะไร อย่างดีก็ทำเหมือนเดิมแหละแต่เปลี่ยนชื่อโครงการ แบบนี้นักลงทุน นักธุรกิจที่ไหนจะกล้าลงทุนโดยเฉพาะรายย่อย รายกลางที่พวกคุณเรียกกันว่า SMEs ความจริง Economics 101 คนที่มาเป็นนายกฯ รัฐมนตรีคลังทุกยุคทุกสมัยก็เรียนกันมาทุกคน ไม่เห็นน่ายาก แต่มัวแต่ไปวิ่งวนอยู่การเมืองที่เน่า ดึงพวกลากกันไปกันมาจนประเทศพากันล่มจม ไม่รู้จะโทษใคร นอกจากจะบอกว่าคนไทยผู้มีอำนาจเก่าอำนาจใหม่ทำลายประเทศไทย อยากถามว่าเมื่อไรพวกคุณจะแบ่งผลประโยชน์กันลงตัว หรือต้องให้เสียแผ่นดินให้ต่างชาติกันไปหมด จึงจำใจต้องหยุดเพราะไม่รู้จะแย่งอะไรกัน หรือสุดท้ายก็หันมาโทษกันอยู่ดี

ความคิดเห็นที่ 5

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยก็คือหนี้สาธารณะที่ดูเหมือนมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น และจะเป็นภาระต่องบประมาณทั้งในด้านการหาเงินมาชำระเงินต้น และชำระดอกเบี้ย และตัวเลขขนาดนี้เข้าใจว่าเรายังไม่เคยประสบมาก่อน ไม่ต้องรอให้ถึงเวลานั้นก็คงจะวาดภาพได้ไม่ยาก เพราะมันคำนวนกันได้ล่วงหน้า ส่วนเงินสำรองของเราดูอาจจะสูง แต่ก็เป็นเพราะต่างประเทศเอาเข้ามาซื้อหุ้นบ้าง อสังหาริมทรัพย์บ้าง เอามาลงทุนในโรงงานบ้าง จะถือว่ามันเป็นของเราทั้งหมดก็อาจจะไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เขาขายหุ้น ขายอสังหาริมทรัพย์ ถอนเงินลงทุน ก็ต้องเอาออกไปเป็นดอลลาร์

ความคิดเห็นที่ 4

ไหนๆเขาก็จัดอันดับความเสี่ยงไทยอยู่ที่ 5แล้วเราก็ช่วยกันส่งเสริมออกข่าวไร้สาระอะไรก็ได้ส่งออกนอกทำให้ไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่ 1 2 3ให้ได้สิครับเพราะในอนาคตไม่มีใครคาดเดาได้ใช่ไหมครับแต่ผมทำนายได้อยู่ 2 3อย่างลองฟังดูนะครับ 1.พรุ่งนี้ดวงอาทิตย์ต้องขึ้นทางทิศตะวันออก 2.คนเรามันจะมีชีวิตอยู่ได้ก็ต้องกิน / เป็นไงครับเก่งไหมเพราะการระดมทุนต่างชาติเข้ามาหากำไรภายในประเทศอย่างไงเมื่อไทยมันหมดประโยชน์เดียวมันก็ขนทั้งทุนและกำไรกลับประเทศมันอยู่ดี คนไทยความจำสั่นมั่งครับเมื่อ 11ปีที่แล้วพวกมีสตางค์ทั้งหลายตอนนั้นนิยมเล่นกันจัง บั๊กจี้จัมส์จากตึกที่โดนหลอกขายเพียงข้ามวันเฮอๆ ตอนนี้ทั้งเทคโนโลยีและพลังงานมันอยู่ตัวแล้วนิครับคนในโลกที่ไหนมันแดกน้ำมันหรือกระดาษลิขสิทย์หรือโทรศัพย์ได้ก็ปล่อยมันแดกไปสิครับ คนไทยนั่งๆนอนๆอยู่กะบ้านไม่เกิน2-3วันเดียวก็มีพวกที่ชอบทำร้ายเรามาหาเราเอง ลองย้อนดูประวัติศาสตร์ดีดีใครฆ่า ใครทำลายหรือใครจะยึดบ้านของพวกเรา เราจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเขาด้วยหรือ ตอนนี้ธงชาติไทยสีขาวที่ผมเรียกว่าจิตใจที่ดีงามเริ่มมาแปะติดกับสีน้ำเงินที่ผมเรียกว่าความรักของคนในประเทศแล้ว ขาดก็แค่สีแดง 2แถบ เรามีสีแดงแถบเดียวที่เป็นของไทยจริงอีกแถบใครมันชีกเอาไปเป็นของเล่นตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ

ความคิดเห็นที่ 3

เห็นด้วยกับความคิดเห็นคุณ
เด็กลอกการบ้าน

ความคิดเห็นที่ 2

นิตยสารพวกนี้ก็มักจะเป็นการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ว่าจะเป็นจริงเช่นที่เขาพูด ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะไม่เป็นประเทศที่มีความเสี่ยง ทุกประเทศมีความเสี่ยงทั้งนั้น ถ้านิตยสารพวกนี้เก่งจริงก็คงจะต้องพูดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว่า อเมริกาจะเป็นประเทศที่เสียงที่สุดในโลก การที่จะอ่านข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศหรือแม้แต่หนังสือพิมพ์หรือสื่อในปรระเทศแล้วเชื่อไปหมดคงจะไม่ใช่วิธีของปัญญาชน เรามีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามกับพวกผู้ที่มักจะอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความมั่นใจสักกี่เปอร์เซ็นต์ว่าสิ่งที่คนเหล่านี้เขียนหรือพูดจะเป็นจริง

ความคิดเห็นที่ 1

อ่านตั้งนาน ไม่เห็นมีข้อความไทยอยู่อันดับ 5 เลย สรุปชุ่ยมากเนชั่น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า