กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 10:30

"วิภาวรรณ เหล่าธนาสิน" อ่านดาวจับทิศลงทุน

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ปีนี้คุณปรับพอร์ตการลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์หรือยัง ถ้ายังลองไปดูพอร์ตของวิภาวรรณ เหล่าธนาสิน ที่ปีนี้รื้อปรับขยับพอร์ตครั้งใหญ่ คลิกไปอ่าน

เป็นปกติวิสัยของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่มักจะรื้อปรับขยับพอร์ตกันเกือบทุกปีอยู่แล้ว แต่สำหรับ "วิภาวรรณ เหล่าธนาสิน" กรรมการผู้จัดการ เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท บอกว่าปีนี้เป็น "ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่" ของเธอ หรือจะบอกว่าปรับพอร์ตใหญ่ก็คงไม่ผิด จากที่ผ่านมาเทใจให้ "หุ้น" แต่ปีนี้จะขยับขยายไปลงทุนใน "ทองคำ" อย่างจริงจัง

"ปกติแต่ละปีก็ปรับเปลี่ยนพอร์ตบ้าง แต่ไม่มาก เพราะสถานการณ์การเงินโลกและสถานการณ์ในบ้านเราเปลี่ยนตลอดและไม่แน่นอน ส่วนใหญ่ก็ลงทุนแบบเดิมๆมาหลายปี จึงถึงเวลาที่ต้องรื้อปรับขยับเปลี่ยน อาจเป็นเพราะชอบความตื่นเต้น ที่ผ่านมาเลยลงทุนหุ้น 80% ที่เหลือก็กระจายไปพวกอสังหาริมทรัพย์บ้าง ทองคำบ้างแต่น้อยมาก แต่ปีนี้ตั้งใจให้เป็นทองกับหุ้นครึ่งๆ นั่นเพราะมองว่าจากนี้ไปหุ้นไทยคงมีอัพไซด์ไม่เยอะ แถมยังมีปัจจัยเสี่ยงในบ้านเราเยอะด้วย ภาพรวมทั้งปีคงไปไม่ไกลจากปีก่อนเท่าไหร่ ขณะที่ทองยังมีอัพไซด์ ปีที่แล้วบางทีเดือนเดียวขึ้น 200 เหรียญก็มี "

วิภาวรรณบอกว่า เพราะตลาดหุ้นบ้านเราเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงและความผันผวน ทำให้เธอตัดสินใจปรับลดพอร์ตการลงทุน ส่วนกลยุทธ์การลงทุนก็อาจต้องใช้วิธีเฟ้นหุ้นเป็นรายตัว ใครที่เคยลงทุนระยะยาวรอเงินปันผลและแคปปิตอลเกนคงไม่ง่ายแล้ว เพราะหุ้นแพงหมดแล้ว หุ้นประเภทเพชรไม่ตมอาจจะมีบ้าง แต่ไม่มีเวลามานั่งเลือก กล่าวสรุปคือหุ้นไทยยังลงทุนได้ แต่ต้องว่ากันเป็นรายตัวไป

"หุ้นยังเล่นได้ แต่อย่าหวังรีเทิร์นสูง และตัดขายเมื่อมีกำไร เวลาหุ้นตกเยอะๆ จะรีบซื้อ ตอนนี้เราอาจไม่เห็นหุ้นขึ้นหวือหวา ขึ้นลงลงเร็วมาก เข้าออกไม่ทันอาจจะติดได้ "

สิริรวมแล้ว เธอบอกว่าจะลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้เหลือ 50% มีทั้งลงทุนระยะสั้นและยาว เลือกเล่นเป็นตัวๆ เช่นในเซ็ท 50 เราอาจจะเลือกเหลือแค่ 5 ตัว บางช่วงอาจจะถึง 10 ตัว ทั้งหมดนี้บางตัวถือยาวบ้างเพราะติดอยู่ แต่เลือกหุ้นพื้นฐานดีซะอย่างก็ได้เงินปันผล วิภาวรรณบอกว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ทำให้เธอได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 20-25%

"ปีนี้ลดสัดส่วน แต่ไม่เปลี่ยนกลยุทธ์ ตัดขายเมื่อมีกำไร และมีกฎว่าห้ามเสียดายเวลาขาย กำไรน้อยหน่อย เสียดายไม่ได้ ไม่มองย้อนหลัง ไม่คัตลอส ถ้ามูลค่าลดลงไปก็ถือจนกว่าจะเสมอตัว จึงต้องเลือกหุ้นที่ดี อดทนได้ รอคอยได้ สไตล์การเล่นยังชอบแบบเข้าๆ ออกๆ แต่ไม่เดย์เทรด ซื้อตอนตก ขายตอนขึ้น ชอบเล่นรอบ ทำให้ตื่นเต้นอยู่ตลอด และข้อดีคือต้องอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน หาข้อมูลทุกวัน ซึ่งคนจะลงทุนแบบนี้ ต้องใช้เวลากับมัน มีเวลาศึกษา เพราะไม่ว่าจะน้ำท่วม ไฟไหม้ ปัญหาการเมือง โรงงานระเบิดทุกอย่างเกี่ยวกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นหมด คนทำงานประจำอาจจะลงทุนแบบนี้ลำบาก ไม่เหมาะเพราะต้องคอยมอนิเตอร์ ถ้าเป็นคนทำงานอาจต้องซื้อแล้วถือยาวไปเลย "

วิภาวรรณพูดถึงการลงทุนในทองคำว่า เป็นเพราะตลาดหุ้นบ้านเราค่อนข้างอ่อนไหวต่อข่าวต่างๆ ที่วิ่งเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือหรือข่าวจริง ข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ ทุกอย่างล้วนแต่มีผลต่อการลงทุนทั้งสิ้น เมื่อมีความซับซ้อนและอ่อนไหวกว่า เธอจึงคิดว่าควรกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในทองคำที่โดยมากอ้างอิงกับเศรษฐกิจโลกและมีความซับซ้อนในเรื่องตัวแปรน้อยกว่า

"ทองจะอ้างอิงไปกับข้อมูลข่าวสารเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก หลังๆ คนซื้อทองมากขึ้น แต่ก่อนคนซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับแต่เดี๋ยวนี้เป็นการลงทุนมากขึ้น การเคลื่อนไหวราคาทองไม่ค่อยเกี่ยวกับตัวแปรในไทยเท่าไหร่ ทองเป็นเรื่องของโกลบอล สรุปคือไม่ว่าเราจะกระจายไปลงทุนอะไรก็ตาม ในพอร์ตของเราควรจะมีทอง ถามว่าอะไรเล่นง่ายกว่ากันก็น่าจะเป็นทอง เพราะทองแค่ตัวเดียว แต่หุ้นมันหลายตัว ทองเล่นและอ่านง่ายกว่า กำไรของทองเมื่อเทียบกับหุ้น ช่วงเดียวกันหุ้นให้ผลตอบแทนดีกว่า เร้าใจกว่า แต่เราก็จำเป็นต้องมีทองอยู่ในพอร์ต แล้วทองราคายังไปได้อีก สรุปคือถ้าพูดถึงความเสี่ยงระยะยาว และมองภาพเศรษฐกิจบ้านเราและโลก เราควรลดพอร์ตหุ้นและเพิ่มทอง ลองคิดแง่ร้าย ถ้าปีนี้มีภัยธรรมชาติที่รุนแรง ตลาดหุ้นเราแย่แน่ แต่ทองไม่เปลี่ยน ฉะนั้น ต้องกระจาย"

วิภาวรรณบอกว่าเธอชอบทองแท่ง และส่วนใหญ่เป็นการทยอยซื้อทยอยขาย และไม่ลงทุนแบบเข้าๆ ออกๆ ส่วนใหญ่เวลาจะมอนิเตอร์ราคาทองก็ต้องเป็นช่วงกลางคืน เพราะราคาทองในตลาดยุโรปและอเมริกาจะเปิดในช่วงนั้น

"ทองอาจจะได้กำไรช้าหน่อยแต่ก็เสี่ยงน้อย เช่นสมมติลงในหุ้น 5 แสน ซื้อหุ้นดีๆ ได้ก้อนหนึ่ง อาจจะได้กำไร 3 หมื่นใน 2 สัปดาห์ แต่ถ้าซื้อทอง 5 แสนจะได้ 3 หมื่นนานเหมือนกัน ต้องรอให้ขึ้นเกือบ 200 เหรียญซึ่งถือว่าเยอะมาก เปรียบดูแล้วการลงทุนในช่วงเดียวกัน หุ้นจึงดีกว่าทอง หรือถ้าใครมีเงินลงทุนซัก 1 ล้านอยากลงทุนในทอง แนะว่าซื้อทีละ 10 บาทดีกว่า สปลิทเป็นก้อนๆเฉลี่ยซื้อไป ถ้าซื้อทีละ 5 แสนหมดเร็ว อย่าไปซื้อหรือขายเร็ว "

ทั้งหุ้นและทองทำให้วิภาวรรณได้เรียนรู้ว่า การลงทุนทุกอย่างมีขึ้นลงตามวัฏจักร ไม่มีอะไรขึ้นตลอดลงตลอด ข้อสำคัญก่อนจะลงทุนเราต้องรู้ก่อนว่ามีเป้าหมายผลตอบแทนอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะบางทีโลภมากไปไม่ได้เลยก็มี เช่นอยากได้ 10% ก็ไปซื้อกองทุน อยากได้ 30% อาจต้องนั่งเฝ้าหุ้นเลย ดังนั้น ต้องถามตัวเองก่อนว่าอยากได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ และรู้จักตัวเองก่อนว่าเราเป็นนักลงทุนประเภทไหน

"ทั้งหุ้นและทองสอนให้เราต้องฉลาดและเกาะติดสถานการณ์โลกและเศรษฐกิจตลอด ตอนนี้เลยรู้ว่าถ้าคิดว่าเศรษฐกิจโลกถดถอย ทองก็มาแน่ ส่วนการลงทุนในหุ้นก็สอนให้เราไม่ขี้ตกใจ มีสติ ดังนั้นทุกวันนี้ต้องเก็บเงินสดไว้ซัก 20-30%เอาไว้รอลงทุน และต้องหัดวิเคราะห์ข่าวให้เป็นว่า ข่าวนั้นไร้สาระหรือเปล่า "

วิภาวรรณ บอกว่า ทุกวันนี้เธอมีเครื่องช่วยในการลงทุน นั่นคือการศึกษาในเรื่องโหราศาสตร์และดวงดาว เธอเริ่มศึกษาเรื่องนี้เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่นำมาใช้เป็นเครื่องช่วยในการลงทุนกับหุ้นและทองคำช่วง 2 ปีมานี่เอง ซึ่งต้องบอกว่าช่วยในเรื่องการตัดสินใจได้เยอะมาก เพราะเป็นการดูการโคจรของดวงดาวของตัวเอง เป็นเรื่องยากก็จริง แต่คุ้มค่ามากที่ใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้ ที่ผ่านมา อาจจะผิดพลาดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ถ้าดวงดาวชัดก็จะทำให้การตัดสินใจง่ายและไม่ค่อยพลาด

"บางครั้งดาวขึ้นชัดมาก ก็อาจจะพึ่งพาโหราศาสตร์ 50% บางวันดาวไม่ชัด ก็อาจไม่ถึงกับเชื่อ บางทีดวงดาวก็ฟ้องว่าสถานการณ์ตอนนี้ผันผวนสูง ต้องเข้าเร็วออกเร็ว กลายเป็นว่านำโหราศาสตร์เข้ามาช่วยจับทิศการลงทุน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นดวงของเราเอง ถ้าดวงการเงินแข็งแรง บางคนเล่นเองได้ แต่บางคนอาจจะให้กองทุนลงทุนให้เวิร์คกว่า สรุปคือเราต้องรู้ก่อนว่าเราถูกโฉลกกับอะไร ที่ลงทุนศึกษาเอง เพื่อนำมาใช้กับตัวเอง ไม่ใช่ใช้หมอดูมาเดาให้ ผิดถูกเรารับผิดชอบตัวเอง "

ในโหมดของการใช้จ่าย วิภาวรรณกล้าบอกว่าเธอไม่เคยมีมาสเตอร์แพลน โดยมากถ้าเป็นเรื่องเงินจะให้ความสำคัญกับการวางแผนลงทุนมากกว่า นั่นอาจจะเป็นเพราะเธอมีรายได้มาหลายทางและไม่เคยมีชีวิตติดลบหรือใช้เงินเกินตัว

"ทุกวันนี้มีรายได้หลายทางจากทั้งเงินเดือนโรงแรม ได้จากการลงทุน ได้จากค่าเช่าบ้าน และร้านขายของแฮนด์เมดที่อยู่ในโรงแรม ขณะเดียวกันทุกวันนี้รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ จึงมีเงินเหลือเพื่อลงทุน เลยไม่มีสัดส่วนว่าต้องเก็บเท่าไร จริงๆ แล้วเป็นกรอบคร่าวๆ ได้ แต่ปกติเป็นคนไม่ค่อยมีกรอบ และรู้ตัวตลอดว่าไม่ได้ใช้เงินเยอะ ถ้าจะจ่ายก็เพื่อเดินทางท่องเที่ยว คนเราหาเงินแล้วต้องใช้เงินบ้าง ทุกวันนี้ไม่ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายเพราะไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่เมื่อมีรายได้เข้ามาสิ่งที่ทำตลอดคือ จะจัดเงินส่วนหนึ่งทุกเดือนช่วยเหลือคน เพราะคิดว่าคนเรายิ่งหาได้เยอะยิ่งต้องช่วยเยอะ ช่วยคนที่ไม่มีโอกาส สอนให้เรามองโลกในแง่ดี สอนตัวเองให้เป็นผู้ให้ ชีวิตนี้เลยมีกำไรมาตลอด"

ทั้งหมดนี้ วิภาวรรณบอกว่า ไม่ว่าจะลงทุนอะไรหรือทำอะไร คีย์เวิร์ดคือทำแล้วต้องมีความสุข ถ้าไม่มีจะไม่ทำ ผลตอบแทนและกำไรมาทีหลัง เพราะคนเราถ้าไม่ชอบหรือไม่มีความสุข ก็จะไม่มีแพชชั่น ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ โลกของการลงทุนอาจจะมีขาดทุนบ้างกำไรบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นสัจธรรม ขอให้มีความสุขในการทำธุรกิจและการลงทุน ทุกอย่างก็จบ

 


 

 

Tags : วิภาวรรณ เหล่าธนาสิน

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement