ท่ามกลางวิกฤติหนี้ยุโรปที่ยังไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ ตลาดเกิดใหม่ถือว่าเป็นดาวเด่นที่ไฉไลน่าลงทุน ทำไมเป็นแบบนั้น คลิกเข้าไปอ่าน
ในปี 2554 ที่ผ่านมา “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ในขณะที่ไม่ใช่ปีที่ดีของ “ตลาดหุ้น” เพราะต่างก็ให้ผลตอบแทนติดลบไปตามๆ กัน
โดยเฉพาะ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดในปี 2554 ที่ผ่านมา โดยติดลบ 20% เช่นเดียวกับ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ที่ติดลบ 18% ไล่หลังกันมาติดๆ
ทั้งที่พื้นฐานเศรษฐกิจก็ดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทางฝั่งตะวันตก ฐานะการเงินของประเทศก็ดี หนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชนก็ไม่มาก แต่ในท่ามกลาง “วิกฤติหนี้ยุโรป” ทำให้นักลงทุนละเลย “พื้นฐาน” ไป
ปี 2555 นี้ หลายฝ่ายคาดว่า “ปัญหาหนี้ในยุโรป” คงไม่มีอะไรจะเลวร้ายลงไปกว่าในปีที่ผ่านมาแล้ว และพัฒนาการในเชิงบวกน่าจะทำให้นักลงทุนคลายกังวลลงได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเม็ดเงินให้กลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง โดยยังมี “ตลาดเกิดใหม่” เป็นเป้าหมายที่สำคัญทั้งในส่วนของ “หุ้น” และ “ตราสารหนี้”
Fundamentals สัปดาห์นี้ มีมุมมองเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนใน “ตลาดเกิดใหม่” หลังวิกฤติหนี้ยุโรปคลี่คลายมาฝากกัน
.....................................
@ หนี้ยุโรปเขย่าตลาดทุนครึ่งปีแรก
“ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ” เศรษฐกรอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ บอกว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2555 คาดว่าจะชะลอตัวลงโดยปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อน (Double Dip) อย่างแน่นอนเพราะเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังฟื้นตัวคาดว่าจะโตได้ 1.8% ในปีนี้ ในขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ก็ยังเติบโตได้ดี ที่สำคัญในปี 2555 นี้ หลายประเทศในโลกจะมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำซึ่งโดยปกติในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศเหล่านี้จะเน้นการใช้นโยบายการคลังเป็นหลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนเลือกตัวเองกลับเข้ามาอีกก็จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อนในปี 2555 นี้ แม้ว่ากลุ่มยุโรปจะมีปัญหาก็ตาม และหลังจากที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ “สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P)” ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของ 9 ประเทศในกลุ่มยูโรโซนลง รวมทั้งฝรั่งเศส ก็ทำให้ความสามารถในการแก้ปัญหาของ “กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF)” มีข้อจำกัดในการช่วยเหลือได้ลดลงด้วยเช่นกัน
“โดยคาดว่าความไม่แน่นอนในยุโรปจะมีค่อนข้างสูงในช่วงครึ่งปีแรกเนื่องจากเป็นช่วงที่ประเทศ กรีซ อิตาลี และ สเปนจะมีการชำระหนี้คืนค่อนข้างมาก นอกจากนี้ภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 55 ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปที่มีปัญหาจะต้องเพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Tier-1 capital ratio) ให้ได้ 9% ตามที่ European Banking Authority กำหนดอีกด้วย ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่ 2 อาจจะเห็นปัญหาในเรื่องสภาพคล่องเกิดขึ้นให้เห็นได้อีกเช่นกัน ในปี 2555 นี้คาดว่าเศรษฐกิจของยุโรปจะหดตัว 0.5%”
@ เงินพร้อมไหลกลับตลาดเกิดใหม่
โดย “สุทยุต เชื้อพานิช” ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.เอ็มเอฟซี ยอมรับว่า แม้กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้ของยุโรปจะมีพัฒนาที่ดีขึ้นแต่ประเด็นหนี้ของยุโรป นี้ยังจะเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากระทบตลาดทุนทั่วโลกในปี 2555 นี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 เพราะในปี 2555 นี้ประเทศในยุโรปต้องออกพันธบัตรรวมกันประมาณ “8 แสนล้านยูโร” เพื่อจะมาทดแทนพันธบัตรที่ครบอายุ เฉพาะในไตรมาสที่ 1/2555 มีหนี้ที่จะต้องครบอายุประมาณ “2.5 แสนล้านยูโร” ซึ่งอาจจะมีการประมูลพันธบัตรบางงวดที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่ถูกใจนักลงทุนที่อาจจะทำให้ตลาดกลับมากังวลและส่งผลให้ตลาดทุนผันผวนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามจากพัฒนาการในการแก้ปัญหาที่ดีขึ้นก็ได้ทำให้ตลาดคลายความกังวล ลงไปมากและจากปี 2554 ที่ความกังวลดังกล่าวได้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายลงมาจนในแง่มูลค่าของตลาดเองนั้นในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างถูกแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยหนุนประการหนึ่งว่าหากมีความกังวลในตลาดเกี่ยวกับยุโรปเกิดขึ้นมาอีก ตลาดหุ้นก็ไม่น่าจะปรับตัวลงแรงแล้วเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านี้ยังมีพัฒนาการในเชิงบวกจากกลุ่มยุโรปอีกหลายประการที่ทำให้ตลาดน่าจะคลายความกังวลลงไปได้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็น ในเดือนก.ค. 2555 นี้ กลุ่มยูโรจะมีการจัดตั้ง “กลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM)” เพื่อมารับช่วงต่อจากกองทุน EFSF (เร็วขึ้น 1 ปี) มูลค่า 5 แสนล้านยูโร และมีแผนจะปรับเพิ่มวงเงินเป็น “1 ล้านล้านยูโร” เพื่อให้ครอบคลุมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในยุโรปที่อาจจะมีปัญหา รวมทั้งการที่ “ธนาคารกลางยุโรป” ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.00% และยังมีแนวโน้มปรับลดลงอีก ตลอดจนการคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำไปจนถึงปี 2557 ตลอดจนการที่ธนาคารกลางใหญ่ 6 ประเทศ ร่วมกันลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างกันเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธนาคารและระบบการเงินในยุโรปก็จะเป็นตัวช่วยไม่ให้เกิดภาพวิกฤติจากสภาพคล่องเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554 ขึ้นมาอีก นอกจากนี้การที่เจ้าหนี้ของกรีซต้องยอมรับสภาพขาดทุนจากพันธบัตรของกรีซ เหล่านี้ถือเป็นพัฒนาการในเชิงบวกของปัญหาหนี้ยุโรปที่จะเกิดขึ้นในปี 2555 นี้
“จากพัฒนาการที่ดีขึ้นของกระบวนแก้ปัญหาหนี้ในยุโรป ก็ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐ S&P 500 มีการรีบาวนด์ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่เดือนต.ค. 2554 เป็นต้นมา ซึ่งการที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวดีขึ้นก็จะส่งผลให้มีเม็ดเงินลง ทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งแนวโน้มนี้น่าจะยังคงอยู่และทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในลักษณะของ แกว่งตัวในขาขึ้น ได้ (side-way up) โดยมีความผันผวนเป็นระยะๆ เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาในเชิงโครงสร้างของหนี้ยุโรปจากการกู้ยืมเงินจำนวน มากนั้น ยังไม่ได้รับการแก้ไขในเชิงโครงสร้างให้หนี้ลดลงมาจริงและคงต้องใช้ระยะเวลา อีกยาวนานในการแก้ไข ซึ่งก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นทั่วโลกต่อไปได้”
@ ตลาดทุนตอบรับข่าวดีมากกว่า
“สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ มองว่า ในปี 2554 มี “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” หลายอย่างเกิดขึ้นมาในโลก ทั้งการที่สหรัฐถูกปรับลดอันดับเครดิตลงมา ปัญหาหนี้ยุโรป สึนามิในญี่ปุ่น เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันทิศทางของตลาดหุ้นในปี 2554 ที่ผ่านมา และทำให้ผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เองก็ไม่ดีเท่าไรนักด้วย เพราะแรงกดดันจากความกังวลโดยเฉพาะ “ปัญหาหนี้ในยุโรป” ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า “สินทรัพย์เสี่ยง” ทั่วโลกในปี 2554 ที่ผ่านมา แม้แต่ในกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่” เองก็ตาม ก็ถูกปัจจัยลบจากแรงกดดันดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้น รวมทั้ง “ทองคำ” เองก็เจอแรงเทขายกลับไปในช่วงปลายปี 2554 เช่นเดียวกัน เพื่อนำเงินโยกกลับไปไว้ในสินทรัพย์สภาพคล่องสูง คือ พันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐ จนทำให้สัดส่วนการถือครองสินทรัพย์สภาพคล่องของนักลงทุนต่างชาติขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับในช่วงวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 เลยทีเดียว
แต่ภาพในปีนี้ต่างกันออกไป จะเห็นว่า “เงินทุนต่างชาติ” ไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะใน “ตลาดเกิดใหม่เอเชีย” รวมทั้ง “ตลาดหุ้นไทย” ด้วยเช่นกัน จะเห็นว่าตลาดหุ้นได้ซึมซับข่าวร้ายต่างๆ เอาไว้หมดแล้วในปี 2554 ที่ผ่านมา จนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงแม้แต่ในตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีก็ตาม ในปีนี้ข่าวร้ายที่เข้ามากระทบไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นหรือตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมากนัก ในทางตรงข้ามตลาดกลับพร้อมที่จะตอบรับข่าวดีมากกว่า
“ดังนั้น ในปี 2555 นี้ การลงทุนในหุ้นโดยเฉพาะหุ้นตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทย ตลอดจนทองคำเองยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนในปีนี้ และหากเทียบความน่าสนใจแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดเอเชียน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นไทย เพราะตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นมาติดต่อกัน 3 ปี ซ้อนแล้ว ในปี 2552 บวกประมาณ 60% ปี 2553 บวกประมาณ 40% ในปี 2554 แม้ตลาดหุ้นไทยจะติดลบไปเพียงเล็กน้อย แต่ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคปรับตัวลงไปมากกว่าจนถือว่าปัจจุบันในแง่ของมูลค่าหุ้นถือว่าถูกมากและมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้ด้วย ตั้งแต่ต้นปี 2555 มา จะเห็นว่านักลงทุนต่างชาติคลายกังวลจากปัญหาหนี้ยุโรปและเริ่มมีการจัดสรรเม็ดเงินลงทุนกลับเข้ามาในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงใหม่อีกครั้งทั้งหุ้นและทองคำ ก็ยังมองว่าตลาดหุ้นในเอเชียจะยังคงเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มเอเชียเหนือ เช่น จีน”
@ "มูลค่า" สำคัญหลังวิกฤติคลี่คลาย
เช่นเดียวกับ สุทยุต ที่ยอมรับว่า จากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะปัญหาหนี้ยุโรปในปี 2554 ที่ผ่านมานั้น ได้กดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมาค่อนข้างมากจนปัจจุบันถ้ามองในแง่ของ “มูลค่า” ถือว่า “ถูกมาก” หลายตลาดปรับตัวลงมาใกล้เคียงกับช่วงวิกฤติปี 2551 ทั้งที่ด้วยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้เลวร้ายขนาดปี 2551 และเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นในปี 2554 โดยภาพรวมไม่ค่อยดีนักเพราะตลาดคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2553 จะเติบโตได้ดีในระดับเฉลี่ย 3.0% แต่ในความเป็นจริงที่ออกมาเศรษฐกิจโลกในภาพรวมกลับเติบโตได้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้จึงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมาในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากมองการคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2555 และ ปี 2556 จะพบว่าเศรษฐกิจทั่วโลกในภาพรวมต่างมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นและนั่นก็ทำให้แนวโน้มของตลาดหุ้นทั่วโลกมีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือนต.ค. 2554 ที่ผ่านมา ในลักษณะของการแกว่งตัวในขาขึ้น (Side-way up)
“ในช่วงที่ตลาดมีความกังวลจากปัญหาความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ก็จะไม่สนใจมูลค่าหุ้นว่าถูกหรือแพง ตลาดหุ้นที่ว่าถูกแล้วก็ยังเจอแรงเทขายออกมาอย่างต่อเนื่องในปี 2554 ที่ผ่านมา เพราะฝั่งตะวันตกมีปัญหานักลงทุนต่างชาติกังวลและจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อนำเงินกลับไปแก้ไขปัญหาของเขาก่อน ในปี 2554 ตลาดหุ้นทั่วโลกจึงให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนักแม้แต่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียก็ตาม แต่ในปี 2555 ความกังวลของนักลงทุนส่วนใหญ่ได้คลี่คลายลงไปแล้ว การพิจารณาด้วยเหตุผลในแง่ของมูลค่าความถูกและแพงจะกลับเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจของนักลงทุนอีกครั้ง จะเห็นว่าตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน (30 ม.ค.2555) ตลาดหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) บวก 9.1% สูงสุดในโลก ตลาดหุ้นไทยบวก 4.8% ตลาดหุ้นโลกบวก 4.8% ตลาดหุ้นสหรัฐบวก 4.6% ตลาดหุ้นเกิดใหม่บวก 4.5% และตลาดหุ้นยุโรปบวก 3.0% แม้ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้นโลก แต่ยังต่ำกว่าตลาดหุ้นในเอเชียด้วยกันอยู่ ก็ด้วยเหตุผลเรื่องของมูลค่าเช่นเดียวกัน”
@ ตลาดเกิดใหม่หุ้นดี-ตราสารหนี้เด่น
โดย “อดิเทพ วรรณพฤกษ์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนประเทศไทย บลจ.อเบอร์ดีน ยอมรับว่า ปี 2554 ที่ผ่านมา ไม่ใช่ปีที่ดีนักสำหรับตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ในปีที่แล้วติดลบ 18% มีเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับในช่วงวิกฤติปี 2551 ต้องยอมรับว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่ยังเป็นตลาดที่เล็กและมีสภาพคล่องต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวอย่าง มูลค่าหุ้นของบริษัทแอ๊ปเปิ้ลเพียงบริษัทเดียว 4.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยทั้งตลาดมีมูลค่า 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ดังนั้นตลาดที่พัฒนาแล้วมีขนาดใหญ่มากและสภาพคล่องที่ดีกว่าตลาดเกิดใหม่มาก และกลุ่มผู้ลงทุนหลักจะเป็นนักลงทุนสถาบันต่างชาติดังนั้นการ “เข้า” หรือ “ออก” จึงมีผลต่อการปรับ “ขึ้น” หรือ “ลง” ของหุ้นในตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน
แม้ในปี 2555 นี้ “ปัญหาหนี้ยุโรป” ยังจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการลงทุนในโลกอยู่เช่นเดิม แต่มุมมองการลงทุนต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่กลับเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จนปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเริ่มหันมามองการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่อีกครั้งโดยที่ไม่มีข้อตำหนิใดๆ เช่นในปี 2554 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าในปี 2554 เองนั้น นอกจากปัญหาหนี้ยุโรปและความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่จะเข้าสู่ภาวการณ์ถดถอยซ้ำซ้อนแล้ว ภาพของตลาดเกิดใหม่เองก็ไม่สู้ดีนัก เพราะนักลงทุนมีความกังวลต่อโมเมนตั้มในการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มตลาดเกิดใหม่เพราะจากข้อมูลพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากกับภาคการส่งออกของกลุ่มประเทศเหล่านี้ รวมถึงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะเกิดฟองสบู่แตกหรือไม่โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และเงินเฟ้อที่สูงในจีนเองก็เป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนกังวลด้วยเช่นเดียวกัน
"แต่ปัจจุบันมูลค่าหุ้นตลาดเกิดใหม่ค่อนข้างถูกซื้อขายที่ส่วนลด (Discount) จากตลาดหุ้นโลก ในขณะที่สัดส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) กลับเท่ากัน มองในแง่มูลค่าถือว่าน่าสนใจมาก และปัจจุบันเงินทุนต่างชาติก็เริ่มไหลกลับเข้ามาในหุ้นตลาดเกิดใหม่อีกครั้งแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หุ้นตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างโดดเด่นในปีนี้ จากในปี 2554 ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำสุด โดยปัจจุบันเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัญหาของตลาดเกิดใหม่อีก เศรษฐกิจแม้จะเติบโตลดลงแต่ก็ยังดีกว่าฝั่งตะวันตก ไม่มีปัญหาหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนและยังคาดการณ์ว่านโยบายการเงินจะมีแนวโน้มผ่อนคลายลง และในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยืดเยื้อ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ยังมีความคล่องตัวในการที่จะใช้นโยบายการคลังมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ และหากมองด้วยความรู้สึกแล้วหลังจากปีที่มีเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก ในปีถัดมาก็น่าจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนได้เช่นเดียวกันหากทุกอย่างวางอยู่บนพื้นฐานที่ยังดีอยู่”
ในขณะที่ “จุมพล สายมาลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) มองว่า ในอีก 2 - 3 ปี ข้างหน้าภูมิภาคเอเชียยังจะเป็นเป้าหมายการลงทุนจากทั่วโลกต่อเนื่องด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในเอเชียในปี 2010 รวมกันประมาณ 500 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% จากปี 2009 นอกจากนี้ยังมองว่าและวงจรเศรษฐกิจของเอเชียกำลังเข้าสู่จุดสูงสุดแล้ว ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภท “ตราสารหนี้” เพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นในอนาคต โดยผลตอบแทนจะมาจาก 3 ส่วนที่สำคัญ คือ 1) “อัตราดอกเบี้ย” ของตราสารหนี้ในเอเชียที่สูงกว่าตราสารหนี้ในสหรัฐและยุโรปและยังมีแนวโน้มที่จะดีกว่าต่อเนื่องไปอีกข้างหน้า 2) “การปรับเพิ่มอันดับเครดิตของประเทศในเอเชีย” ซึ่งปัจจุบันแม้เครดิตของประเทศในเอเชียจะดีแต่ก็ยังต่ำกว่าประเทศในฝั่งตะวันตก ในอนาคตมีโอกาสจะถูกปรับเพิ่มเครดิตได้อีก ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาตราสารหนี้ในอนาคต และ 3) “แนวโน้มของค่าเงินในเอเชียที่จะแข็งค่าขึ้น”
“ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันที่บริหารกองทุนบำนาญในสหรัฐและยุโรปยังมีสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้เอเชียไม่มากเฉลี่ยน้อยกว่า 5% แต่แนวโน้มความต้องการลงทุนในตราสารหนี้เอเชียยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนในตราสารหนี้เอเชียในปัจจุบันที่มีประมาณ 6.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 15 ปี ก่อนที่มีการลงทุนประมาณ 8.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต”
หากสถานการณ์หนี้ยุโรปมีพัฒนาการในเชิงบวกและคลี่คลายได้ดีตามที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ เงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับไปสู่สินทรัพย์ “เสี่ยงต่ำ” ในปีที่ผ่านมา ก็คงพร้อมที่จะไหลออกมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความ “เสี่ยงสูง” อีกครั้ง และ “ตลาดเกิดใหม่” จะเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติที่นักลงทุนทั่วโลกไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว
Tags : ตลาดเกิดใหม่