ชายหนุ่มคนนี้รักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ แต่หลังจากแต่งงานเขาต้องลดความหวือหวาให้พอร์ตลง เพราะอะไร คลิกเข้าไปอ่าน
ไม่ว่าจะบาดเจ็บจากการลงทุนในตลาดหุ้นแค่ไหน แต่ถ้าคิดว่านี่คือค่าประสบการณ์ที่แม้บางครั้งอาจจะมีราคาแพงไปหน่อย แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้ทุกครั้ง นี่เป็นมุมมองของ "ต้องใจ ตั้งสง่า" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สถาบันสอนภาษา Fun Language ชายหนุ่มที่รักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ นั่นทำให้เขาสนใจตลาดหุ้นมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย
"ผมลงทุนในตลาดหุ้นครั้งแรกตอนอายุ 18 ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเรียนวิชาลงทุน พอเข้าไปเรียนทุกครั้งอาจารย์ชอบถามว่าตลาดหุ้นเท่าไหร่แล้ว มีรุ่นน้องคนหนึ่งตอบอยู่คนเดียว ผมไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ แต่มาสนใจจริงจังตอนที่น้าสาวซึ่งทำงานอยู่ที่ไฟแนนซ์แนะให้ครอบครัวของผมเปิดพอร์ต พอที่บ้านเปิดผมก็เลยเริ่มสนใจ ลองเทรดดูซะหน่อย ตอนแรกไม่ค่อยรู้เรื่องคุยกับโบรกเกอร์ เขาแนะนำหลายอย่าง ผมมีเรคคอร์ดหุ้นที่ลงทุนทุกตัว ที่จริงตอนนั้นพ่อแม่ไม่อยากให้เล่นเท่าไหร่ กลัวขาดทุน แต่ผมก็ค่อยๆ เรียนรู้ทุกอย่าง ตอนเริ่มลงทุนต้องบอกว่าดีมาก ออกตัวสวย ต่อมาก็มีขาดทุนบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยกลัวตลาดหุ้น"
ต้องใจบอกว่า ไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไร สิ่งที่เขาได้รับคือทำให้เขากลายเป็นคนที่ติดตามสถานการณ์และข้อมูลความเคลื่อนไหวของโลกในแง่มุมต่างๆ
ทุกวันนี้ หลังจากเรียนจบเขาได้เข้ามารับช่วงสืบทอดกิจการสถาบันสอนภาษาของครอบครัว แต่ก็ยังก็สนุกกับการลงทุนในตลาดหุ้น เขาเล่าถึงสไตล์การลงทุนว่าชอบแนว High Risk High Return นั่นทำให้เขามักจะขาดทุน เพราะเป็นคนชอบเสี่ยง เป็นนักลงทุนที่ชอบผจญภัยอยู่ตลอด และเป็นคนที่ชอบลองการลงทุนประเภทใหม่ๆ
"ผมคิดว่าถ้าผิดพลาดขาดทุนหรือเจ็บตัวตอนนี้ยังดีกว่า ถ้าเราแก่กว่านี้ไม่เหมาะจะเจ็บตัวแล้ว ที่ผ่านมาผมอาจจะขาดทุนบ้าง แต่ผมก็ได้เรียนรู้มาเรื่อย ผมเล่นขาขึ้นได้ แต่ขาลงเล่นไม่ค่อยได้ แต่โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นคนชอบลองอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอด อย่างตอนทีเฟ็กซ์ผมก็ลอง ตอนนี้เหลือแต่โกลด์ฟิวเจอร์ที่ยังไม่เคยลงทุน ชอบแต่ยังไม่ได้ศึกษา วันหนึ่งอาจจะไปถึงตรงนั้น ผมว่าทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย แต่ทุกคนน่าจะลองดีกว่าที่จะไปกลัวมัน ประโยชน์ของการลงทุนคือเราได้ตามข่าวทั้งในไทยและต่างประเทศ และทำให้มีวินัยในการบริหารเงิน ยิ่งเวลาที่ลงทุนแล้วพลาดขึ้นมาทำให้ผมขยันอ่านข่าวมากขึ้น บางคนขาดทุนแล้วโทษโบรกเกอร์ แต่ผมโทษตัวเองตลอด สบายใจดี "
คีย์เวิร์ดของการลงทุนที่ต้องใจคิดว่าเป็นหนทางที่เอาชนะตลาดได้คือ อย่าเล่นหุ้น ต้องลงทุน คำว่าเล่นคือซื้อๆ ขายๆ รายวัน แต่ถ้าลงทุนคือซื้อแล้วปล่อยไว้ ลงระยะยาวไปเลยแล้วจะรุ่ง และต้องมีความอดทน จากประสบการณ์การลงทุนกว่า 10 ปี นี่คือวิธีที่จะชนะตลาดได้
ต้องใจมีคติที่ใช้ประจำตัวคือ คนเราเมื่อทำงานหนักเพื่อหางาน พอได้เงินต้องให้เงินไปทำงานให้กับคุณด้วย นั่นทำให้ทุกวันนี้เขาจึงหาทางต่อยอดการลงทุนอยู่เสมอ เขาบอกว่าเมื่อเงินจะออกจากกระเป๋าสามารถออกได้ 2 ทางคือ"ค่าใช้จ่าย"กับ"การลงทุน" ดังนั้น เมื่อเงินจะออกจึงพยายามให้เป็นการลงทุนมากกว่าใช้จ่าย
เขาพูดถึงการลงทุนในปัจจุบันว่าต้องปรับเปลี่ยนเยอะมาก ให้สอดรับกับสถานภาพและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา อย่างปีนี้จะเห็นได้ชัดว่าเขาปรับพอร์ตการลงทุนโดยรวมให้ลดความหวือหวาลง เพราะเขาคิดว่าหลังจากแต่งงานเรื่องการลงทุนคงจะเสี่ยงหรือผาดโผนอย่างเต็มเหนี่ยวเหมือนเดิมไม่ได้ ดังนั้นต้องกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์และทองคำบ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง
"พอแต่งงานแล้วซนน้อยลง กระจายเงินไปซื้อคอนโดมิเนียมเก็บค่าเช่า และลงทุนในทองคำมากขึ้น หรือแม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้นผมก็เลือกหุ้นตัวที่เซฟมากขึ้น ความหวือหวาเรื่องการลงทุนน้อยลง ประกอบกับสถานการณ์ตลาดโลก ปัญหาในยุโรปและอเมริกาทำให้หันมาลงทุนในทางที่เสี่ยงน้อยลง ผมเพิ่งเริ่มซื้อทองปีที่แล้ว แต่ก่อนนี้ไม่เคยมองเลย โดยเลือกเป็นกองทุนทอง เพราะชอบทองกระดาษมากกว่าทองแท่ง ไม่ต้องไปหาที่เก็บ สบายใจดี แต่ผมมีกฎการลงทุนว่า ผมต้องมีเงินก้อนหนึ่งเอาไปลงทุนทุกเดือน ผมจะมีเงินใส่เข้าไปในกองทุนที่ใช้ร่วมกับภรรยาอยู่แล้ว ช่วยกันเลือกกองเพราะภรรยาจบด้านการเงินจากออกซ์ฟอร์ดอยู่แล้วเขามีความรู้เรื่องลงทุน แต่โดยรวมๆ ต้องบอกว่าการแต่งงานกระทบกับการลงทุนของผมพอสมควร ทำให้เสี่ยงได้น้อยลง ตอนนี้ก็เลยดูอยู่ว่าอาจจะต้องมีการทำประกันชีวิตด้วยหรืออาจจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรืออาร์เอ็มเอฟ ที่ยังไม่เคยลงทุนเลย"
ต้องใจสรุปคร่าวๆ ว่า ทุกวันนี้ พอร์ตการลงทุนทั้งหมดอยู่ในหุ้นเกิน 50% ที่เหลือก็เป็นการลงทุนในคอนโดมิเนียม ทอง กองทุนแอลทีเอฟ และบางส่วนเป็นเงินลงทุนในกองทุนพันธบัตร และชีวิตคู่ก็มีการวางแผนภาษี วางแผนลงทุน วางแผนจัดการความเสี่ยง แต่โดยรวมคือจะไม่ลงทุนอะไรที่ซับซ้อนมาก
"โชคดีที่ภรรยาผมจบไฟแนนซ์ที่ออกซ์ฟอร์ด แต่เขากลัวเรื่องการเงิน ค่อนข้างคอนเซอร์เวย์ทีฟ ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนถึงจะตัดสินใจลงทุน แต่ผมตัดสินใจเร็ว ผมมีอะไรก็มาเสนอเขา เพราะถ้าพอร์ตรวมของเราต้องคุยกันก่อน แต่ถ้าเป็นพอร์ตส่วนตัวจะเสี่ยงก็ไม่ว่ากัน "
สำหรับแง่มุมเรื่องการใช้เงิน ต้องใจบอกว่าโดยปกติเขาก็ไม่ค่อยได้ซื้อหรือใช้เงินฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเก็บไว้เพื่อลงทุน ฉะนั้นจึงไม่ค่อยซื้ออะไรเยอะ แบรนด์เนมก็ไม่ใช้ ไม่ได้ใช้เงินจ่ายจุกจิก ซึ่งโชคดีที่ภรรยาก็เป็นคนประเภทเดียวกัน เรื่องเงินทองของเราจึงลงตัว
"ผมว่าเรื่องเงินสำคัญนะ อย่างของผมเวลาจะซื้อของขวัญให้ภรรยาเป็นของขวัญปีใหม่ ผมซื้อพวกกองทุนแอลทีเอฟและประกัน หรือไม่ก็ซื้อทองให้ภรรยา ดีกว่าไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เพราะในอนาคตของพวกนี้จะกลับมาสร้างดอกผลให้ได้ โดยรวมแล้วหลังแต่งงานเรื่องใช้จ่ายผมแทบไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยกเว้นแค่เรื่องลงทุนที่ลดความหวือหวาลงหน่อยเท่านั้นเอง"
เมื่อมีความรู้เรื่องการลงทุนอยู่พอตัว ต้องใจจึงมักจะบอกกับคนรอบตัวเสมอว่าให้เอาเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุนประเภทต่างๆ เพราะคนไทยเวลาออมชอบฝากเงินไว้กับแบงก์ แต่เขาบอกว่ามีช่องทางการลงทุนให้เลือกมากมาย ถึงแม้ทุกวันนี้ จะยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเรื่องการให้คำแนะนำด้านการเงินกับคนรอบตัวเท่าไหร่ แต่ต้องใจยังคงพูดทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะเชื่อว่าโลกของการลงทุนนั้นสวยงามเสมอ
Tags : ต้องใจ ตั้งสง่า
