กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 29 มกราคม 2555 10:30

"ต้องใจ ตั้งสง่า" ปรับพอร์ตลดหวือหวาหลังแต่งงาน

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ชายหนุ่มคนนี้รักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ แต่หลังจากแต่งงานเขาต้องลดความหวือหวาให้พอร์ตลง เพราะอะไร คลิกเข้าไปอ่าน

ไม่ว่าจะบาดเจ็บจากการลงทุนในตลาดหุ้นแค่ไหน  แต่ถ้าคิดว่านี่คือค่าประสบการณ์ที่แม้บางครั้งอาจจะมีราคาแพงไปหน่อย แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้ทุกครั้ง นี่เป็นมุมมองของ "ต้องใจ ตั้งสง่า" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  สถาบันสอนภาษา Fun Language  ชายหนุ่มที่รักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ นั่นทำให้เขาสนใจตลาดหุ้นมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย
 "ผมลงทุนในตลาดหุ้นครั้งแรกตอนอายุ 18 ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย   ตอนนั้นผมเรียนวิชาลงทุน พอเข้าไปเรียนทุกครั้งอาจารย์ชอบถามว่าตลาดหุ้นเท่าไหร่แล้ว  มีรุ่นน้องคนหนึ่งตอบอยู่คนเดียว  ผมไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่  แต่มาสนใจจริงจังตอนที่น้าสาวซึ่งทำงานอยู่ที่ไฟแนนซ์แนะให้ครอบครัวของผมเปิดพอร์ต  พอที่บ้านเปิดผมก็เลยเริ่มสนใจ ลองเทรดดูซะหน่อย ตอนแรกไม่ค่อยรู้เรื่องคุยกับโบรกเกอร์ เขาแนะนำหลายอย่าง ผมมีเรคคอร์ดหุ้นที่ลงทุนทุกตัว ที่จริงตอนนั้นพ่อแม่ไม่อยากให้เล่นเท่าไหร่ กลัวขาดทุน  แต่ผมก็ค่อยๆ เรียนรู้ทุกอย่าง  ตอนเริ่มลงทุนต้องบอกว่าดีมาก ออกตัวสวย ต่อมาก็มีขาดทุนบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยกลัวตลาดหุ้น"
 ต้องใจบอกว่า ไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไร  สิ่งที่เขาได้รับคือทำให้เขากลายเป็นคนที่ติดตามสถานการณ์และข้อมูลความเคลื่อนไหวของโลกในแง่มุมต่างๆ 
 ทุกวันนี้ หลังจากเรียนจบเขาได้เข้ามารับช่วงสืบทอดกิจการสถาบันสอนภาษาของครอบครัว  แต่ก็ยังก็สนุกกับการลงทุนในตลาดหุ้น  เขาเล่าถึงสไตล์การลงทุนว่าชอบแนว High Risk High Return   นั่นทำให้เขามักจะขาดทุน เพราะเป็นคนชอบเสี่ยง  เป็นนักลงทุนที่ชอบผจญภัยอยู่ตลอด และเป็นคนที่ชอบลองการลงทุนประเภทใหม่ๆ
 "ผมคิดว่าถ้าผิดพลาดขาดทุนหรือเจ็บตัวตอนนี้ยังดีกว่า ถ้าเราแก่กว่านี้ไม่เหมาะจะเจ็บตัวแล้ว  ที่ผ่านมาผมอาจจะขาดทุนบ้าง แต่ผมก็ได้เรียนรู้มาเรื่อย ผมเล่นขาขึ้นได้ แต่ขาลงเล่นไม่ค่อยได้  แต่โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นคนชอบลองอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอด อย่างตอนทีเฟ็กซ์ผมก็ลอง ตอนนี้เหลือแต่โกลด์ฟิวเจอร์ที่ยังไม่เคยลงทุน  ชอบแต่ยังไม่ได้ศึกษา วันหนึ่งอาจจะไปถึงตรงนั้น  ผมว่าทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย แต่ทุกคนน่าจะลองดีกว่าที่จะไปกลัวมัน ประโยชน์ของการลงทุนคือเราได้ตามข่าวทั้งในไทยและต่างประเทศ และทำให้มีวินัยในการบริหารเงิน   ยิ่งเวลาที่ลงทุนแล้วพลาดขึ้นมาทำให้ผมขยันอ่านข่าวมากขึ้น บางคนขาดทุนแล้วโทษโบรกเกอร์ แต่ผมโทษตัวเองตลอด สบายใจดี  "
 คีย์เวิร์ดของการลงทุนที่ต้องใจคิดว่าเป็นหนทางที่เอาชนะตลาดได้คือ อย่าเล่นหุ้น ต้องลงทุน คำว่าเล่นคือซื้อๆ ขายๆ รายวัน แต่ถ้าลงทุนคือซื้อแล้วปล่อยไว้ ลงระยะยาวไปเลยแล้วจะรุ่ง และต้องมีความอดทน   จากประสบการณ์การลงทุนกว่า 10 ปี  นี่คือวิธีที่จะชนะตลาดได้
 ต้องใจมีคติที่ใช้ประจำตัวคือ คนเราเมื่อทำงานหนักเพื่อหางาน พอได้เงินต้องให้เงินไปทำงานให้กับคุณด้วย  นั่นทำให้ทุกวันนี้เขาจึงหาทางต่อยอดการลงทุนอยู่เสมอ  เขาบอกว่าเมื่อเงินจะออกจากกระเป๋าสามารถออกได้ 2 ทางคือ"ค่าใช้จ่าย"กับ"การลงทุน"   ดังนั้น เมื่อเงินจะออกจึงพยายามให้เป็นการลงทุนมากกว่าใช้จ่าย
 เขาพูดถึงการลงทุนในปัจจุบันว่าต้องปรับเปลี่ยนเยอะมาก ให้สอดรับกับสถานภาพและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา  อย่างปีนี้จะเห็นได้ชัดว่าเขาปรับพอร์ตการลงทุนโดยรวมให้ลดความหวือหวาลง  เพราะเขาคิดว่าหลังจากแต่งงานเรื่องการลงทุนคงจะเสี่ยงหรือผาดโผนอย่างเต็มเหนี่ยวเหมือนเดิมไม่ได้  ดังนั้นต้องกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์และทองคำบ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง
 "พอแต่งงานแล้วซนน้อยลง  กระจายเงินไปซื้อคอนโดมิเนียมเก็บค่าเช่า และลงทุนในทองคำมากขึ้น หรือแม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้นผมก็เลือกหุ้นตัวที่เซฟมากขึ้น  ความหวือหวาเรื่องการลงทุนน้อยลง  ประกอบกับสถานการณ์ตลาดโลก ปัญหาในยุโรปและอเมริกาทำให้หันมาลงทุนในทางที่เสี่ยงน้อยลง  ผมเพิ่งเริ่มซื้อทองปีที่แล้ว แต่ก่อนนี้ไม่เคยมองเลย โดยเลือกเป็นกองทุนทอง เพราะชอบทองกระดาษมากกว่าทองแท่ง  ไม่ต้องไปหาที่เก็บ สบายใจดี แต่ผมมีกฎการลงทุนว่า  ผมต้องมีเงินก้อนหนึ่งเอาไปลงทุนทุกเดือน ผมจะมีเงินใส่เข้าไปในกองทุนที่ใช้ร่วมกับภรรยาอยู่แล้ว  ช่วยกันเลือกกองเพราะภรรยาจบด้านการเงินจากออกซ์ฟอร์ดอยู่แล้วเขามีความรู้เรื่องลงทุน   แต่โดยรวมๆ ต้องบอกว่าการแต่งงานกระทบกับการลงทุนของผมพอสมควร ทำให้เสี่ยงได้น้อยลง ตอนนี้ก็เลยดูอยู่ว่าอาจจะต้องมีการทำประกันชีวิตด้วยหรืออาจจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรืออาร์เอ็มเอฟ ที่ยังไม่เคยลงทุนเลย"
 ต้องใจสรุปคร่าวๆ ว่า ทุกวันนี้ พอร์ตการลงทุนทั้งหมดอยู่ในหุ้นเกิน 50% ที่เหลือก็เป็นการลงทุนในคอนโดมิเนียม ทอง  กองทุนแอลทีเอฟ และบางส่วนเป็นเงินลงทุนในกองทุนพันธบัตร  และชีวิตคู่ก็มีการวางแผนภาษี  วางแผนลงทุน วางแผนจัดการความเสี่ยง แต่โดยรวมคือจะไม่ลงทุนอะไรที่ซับซ้อนมาก 
 "โชคดีที่ภรรยาผมจบไฟแนนซ์ที่ออกซ์ฟอร์ด แต่เขากลัวเรื่องการเงิน  ค่อนข้างคอนเซอร์เวย์ทีฟ  ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนถึงจะตัดสินใจลงทุน  แต่ผมตัดสินใจเร็ว   ผมมีอะไรก็มาเสนอเขา เพราะถ้าพอร์ตรวมของเราต้องคุยกันก่อน  แต่ถ้าเป็นพอร์ตส่วนตัวจะเสี่ยงก็ไม่ว่ากัน  "
 สำหรับแง่มุมเรื่องการใช้เงิน  ต้องใจบอกว่าโดยปกติเขาก็ไม่ค่อยได้ซื้อหรือใช้เงินฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว  ส่วนใหญ่จะเก็บไว้เพื่อลงทุน  ฉะนั้นจึงไม่ค่อยซื้ออะไรเยอะ  แบรนด์เนมก็ไม่ใช้  ไม่ได้ใช้เงินจ่ายจุกจิก ซึ่งโชคดีที่ภรรยาก็เป็นคนประเภทเดียวกัน  เรื่องเงินทองของเราจึงลงตัว
 "ผมว่าเรื่องเงินสำคัญนะ  อย่างของผมเวลาจะซื้อของขวัญให้ภรรยาเป็นของขวัญปีใหม่ ผมซื้อพวกกองทุนแอลทีเอฟและประกัน  หรือไม่ก็ซื้อทองให้ภรรยา ดีกว่าไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม  เพราะในอนาคตของพวกนี้จะกลับมาสร้างดอกผลให้ได้  โดยรวมแล้วหลังแต่งงานเรื่องใช้จ่ายผมแทบไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยกเว้นแค่เรื่องลงทุนที่ลดความหวือหวาลงหน่อยเท่านั้นเอง"
 เมื่อมีความรู้เรื่องการลงทุนอยู่พอตัว  ต้องใจจึงมักจะบอกกับคนรอบตัวเสมอว่าให้เอาเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุนประเภทต่างๆ เพราะคนไทยเวลาออมชอบฝากเงินไว้กับแบงก์ แต่เขาบอกว่ามีช่องทางการลงทุนให้เลือกมากมาย  ถึงแม้ทุกวันนี้ จะยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเรื่องการให้คำแนะนำด้านการเงินกับคนรอบตัวเท่าไหร่   แต่ต้องใจยังคงพูดทุกครั้งที่มีโอกาส  เพราะเชื่อว่าโลกของการลงทุนนั้นสวยงามเสมอ

 

 

Tags : ต้องใจ ตั้งสง่า

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement