กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 5 กันยายน 2553 03:00

"ทอง-ตราสารอนุพันธ์"ของชอบ ของ"อภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์"

อภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์

อภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส

อภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์

อภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คนชอบถามว่าราคาทองคำในปัจจุบันยังน่าลงทุนหรือไม่ ผมว่าหากเราคาดหวังผลตอบแทนประมาณ10%ต่อปี ปีนี้และปีหน้าก็ยังถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน

เพราะเคยผิดพลาดเรื่องการทำธุรกิจมาก่อน ยิ่งพอมาเจอวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทำให้ขาดทุนจากการลงทุนเป็นจำนวนมาก เงินออมที่สะสมมาทั้งหมด ก็หมดไปกับการลงทุนครั้งนั้น "อภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส บอกว่านั่น เป็นบทเรียนราคาแพง ที่ว่าการลงทุนในแต่ละครั้ง ต้องเผื่อการถอยให้ตัวเอง คือ ไม่ลงทุนใช้เงินออมจนหมด และคิดเผื่อความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และพยายามลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยลง
 แต่เหนืออื่นใด การวางแผนการเงินและวางแผนการลงทุนที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้  อภิชาติเล่าถึงแผนการเงินของเขาว่า  ทุกวันนี้เมื่อมีรายได้เข้ามาเขาจะจัดสรรตามสัดส่วนดังนี้คือ  40% สำหรับลงทุน   40% สำหรับใช้จ่ายภายในครอบครัว และ  20% สำหรับการออม  

ในส่วนของการลงทุนนั้น อภิชาติบอกว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากเพียงเล็กน้อย เช่น การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ แต่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยลง เช่น การลงทุนในทองคำแท่ง

ซึ่งการลงทุนในทองนั้น  จะเน้นลงทุนในทองคำแท่งเป็นหลัก  โดยเพิ่งจะเริ่มลงทุนในทองคำ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ในโกลด์ฟิวเจอร์ส ไม่ได้ลงทุน เนื่องจากทำงานในธุรกิจนี้   จึงไม่อยากลงทุน กลัวว่าจะมีมุมมองในราคาโกลด์ฟิวเจอร์สที่เข้าข้างการลงทุนตนเอง  สำหรับผู้ที่จะลงทุนในทองคำ หากว่าไม่ชอบความเสี่ยงมาก ก็แนะนำให้ลงทุนในทองคำแท่ง   หากชอบความเสี่ยงที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็ลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ส แต่จะต้องมีความพร้อมในการลงทุน โดยจะต้องมีเงินลงทุนที่เหมาะสม   มีความรู้ความเข้าใจในกลไกการลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ส   มีความรู้เรื่องการวิเคราะห์ราคาทองคำ ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค  การบริหารภาวะจิตใจในการลงทุน

"หากแยกย่อยไปลงรายละเอียด ก็จะมีการออมในรูปแบบของการทำประกันชีวิต และประกันสุขภาพ ส่วนการลงทุน ก็มีการลงทุนในทองคำแท่ง อสังหาริมทรัพย์เพื่อการปล่อยเช่า  ที่ผ่านมา ก็ค่อนข้างพอใจในผลตอบแทนการลงทุนในทองคำมากที่สุด แต่ชื่นชอบในการลงทุนทางด้านตราสารอนุพันธ์  ลงทุนในตราสารอนุพันธ์มา 7 ปีแล้ว   "

เขาบอกว่า สาเหตุที่ชื่นชอบเพราะว่าสามารถลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลงของราคาสินทรัพย์ที่อ้างอิง บวกกับการใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนน้อย แม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูง แต่หากว่ามีวินัยในการลงทุน ก็จะปิดความเสี่ยงได้มากพอสมควร 

"โดยในภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ การใช้จ่ายภายในครอบครัวต้องระมัดระวังมากขึ้น   ซึ่งปกติผมจะมีวิธีเช็คสุขภาพทางการเงินของตัวเอง  ด้วยการถามตัวเองว่ามีภาระหนี้สินหรือไม่ หากว่ามีก็ถือว่ามีสุขภาพที่ไม่ดีมากๆ แต่หากว่าไม่มีหนี้สินแต่ไม่มีเงินออม ก็ถือว่ายังไม่มีสุขภาพที่แข็งแรง ถ้าหากว่าจะให้มีสุขภาพที่ดี ต้องมีเงินออมไว้ใช้จ่ายอย่างน้อย 30 เดือน ของค่าใช้จ่ายตัวเอง และครอบครัว  ผมว่าคนเราควรใช้ชีวิตพอเพียง  ในที่นี้หมายถึงไม่มีความเดือนร้อนเรื่องเงินทอง มีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นครบในการใช้ชีวิต เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น และมีเงินออมเหลือมากพอที่จะใช้จ่ายในชีวิตของตัวเอง และครอบครัว"

อภิชาติบอกว่าทุกวันนี้  เขาสังเกตเห็นว่า การใช้เงินของคนรุ่นใหม่ ที่บางคนเพิ่งจบการศึกษาและทำงานได้ไม่ถึง 5 ปี  แต่กลับใช้เงินค่อนข้างฟุ่มเฟือยและมักซื้อสินค้าแบรนด์เนม ตัวอย่างเช่น นาฬิกา เพื่อใช้บอกเวลา ไม่จำเป็นต้องซื้อของแพง มีการออกแบบที่สวยงาม และใช้ดูเวลาได้ก็พอแล้ว นอกจากนี้ชีวิตการทำงานอาจจะไม่แน่นอน วันหนึ่งอาจจะตกงาน หรืออาจจะขาดทุนมากมายจากการลงทุน ตัวเองหรือครอบครัวอาจจะเจ็บป่วยหนัก ต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก จึงขอให้นึกถึงการออมเอาไว้บ้าง อย่างน้อย 20 - 30% ของรายได้ในแต่ละเดือน ตัวอย่าง การออมที่ดี เช่น การลงทุนในกองทุน LTF หรือ RMF เพื่อการประหยัดภาษี และการออมในรูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น

เขาบอกว่าคนที่มีการวางแผนทางการเงินที่ดี เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น ตกงาน ก็ยังมีเงินออมไว้ใช้จ่ายอย่างไม่เดือนร้อน ส่วนคนที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย เมื่อมีปัญหาทางการเงิน ก็จะมีความเดือนร้อนเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ก็จะหาทางออกโดยการยืมเงินญาติๆ หรือไม่ก็เลือกทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น สุดท้ายก็มักจะไม่ได้ดี

"แต่ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังมีการวางแผนทางการเงินน้อยอยู่มาก ส่วนใหญ่จะรอแต่อนาคตว่าจะดีขึ้นมาเอง ตัวอย่างเช่น ภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ค่อยมีการวางแผนการเพาะปลูก และการกำหนดราคาขายสินค้าส่งผลให้การเพาะปลูกในบางครั้งจะมีผลขาดทุน ดังนั้น รัฐบาลควรจะเข้ามาส่งเสริมให้มีการวางแผนทางการเงินที่ดีให้กับเกษตรกร เช่น การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำหนดราคาขาย

และในฐานะที่อยู่ในแวดวงทองคำ อภิชาตเลยทิ้งท้ายด้วยการให้มุมมองเรื่องการลงทุนในทองคำว่า แนวโน้มราคาทองคำยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ ในปีนี้และปีหน้า ราคาทองคำ Spot น่าจะเห็นตัวเลข 1,400 ดอลลาร์/ออนซ์ภายในปีนี้ โดยมีปัจจัยหลัก มาจากความต้องการของ Retail Investor โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดียที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี และเป็นประเทศที่ประชาชนนิยมสะสมทองคำ และความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์ที่ลดลง ตามภาวะหนี้สินของรัฐบาลที่มีจำนวนมาก ทำให้ทองคำยังมีฐานะของตนเองเป็นสกุลเงิน เช่นกัน ก็มีความโดดเด่นขึ้นมา โดยจะเห็นได้ว่าธนาคารกลางของประเทศอินเดียและจีน ก็เริ่มสะสมทองคำมากขึ้นในสัดส่วนของเงินทุนสำรองของประเทศ

 "คนชอบถามว่าราคาทองคำในปัจจุบันยังน่าลงทุนหรือไม่ ผมว่าหากเราคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี ในปีนี้และปีหน้า ก็ยังถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน" อภิชาติทิ้งท้าย

 

Tags : ทอง ตราสารอนุพันธ์ อภิชาติ ลักษณะสิริศักดิ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง
    Fast Food จากต่างประเทศ มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก
    ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง
    ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตัน
    Big Mac แฮมเบอเกอร์ มีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม
    เฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม
    ไขมันทรานส์ มีใน "อาหารสำเร็จรูป จากต่างประเทศ" และ "Fast Food จากต่างประเทศ"
    Fast Food จากต่างประเทศ บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    “พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement