เป็นคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นภาคภูมิใจ มีพลังสร้างสรรค์ สุจริตในหน้าที่ มีฐานะพอเพียงกับความเป็นอยู่ของเรา
วางแผนและออมเงินสำหรับอนาคต ชีวิตก็พอเพียง ครอบครัวอบอุ่น สังคมก็มีความสุข
ในธุรกิจอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และเสริมอาหารของไทย ที่มีมูลค่าปีละกว่าแสนล้านบาท "วินิตา เจนวัฒนวิทย์" รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ เป็นหนึ่งในนักบริหารที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดและองค์กรผู้ผลิตยาสัญชาติไทยให้โดดเด่น โดยได้รับมาตรฐานโลก EU GMP (PIC/S) เป็นรายแรกในประเทศไทย
กว่า 20 ปีที่บริหารงานในบริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ เธอรับผิดชอบการบริหารจัดการองค์กร ทีมงานขาย ลูกค้าสัมพันธ์ และการสื่อสารองค์กร พัฒนาบริการที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า จนประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเติบโตของบริษัทสูงถึงปีละ 10 -12 % ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
เธอบอกว่าหลักในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ ต้องยึดหลักของความซื่อสัตย์ ใส่ใจและทุ่มเท ภายใต้ปรัชญา "Trusted Quality with High Technology"
"ไม่มีอะไรที่เหนือความสามารถของเรา พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเทคโนโลยี เพื่อนำมาพัฒนาองค์กร ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จต้องทำงานหนัก หาแนวทางพัฒนาองค์กรให้งอกงามประสบความสำเร็จ พนักงานในองค์กรมีความสุข กระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนางานและองค์กร หากองค์กรเติบโตและมั่นคง ทุกคนในองค์กรก็จะเติบโตก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน หลักๆ ก็ยึดแนวคิดการดำเนินชีวิต Work Life Balance ก็เลยเน้นสร้างเสริมดุลยภาพของชีวิตและการทำงาน แอนจัดสรรเวลาของตนเอง ออกกำลังกาย และหาเวลาไปปฏิบัติธรรม "
วินิตาให้ทัศนะถึงเรื่องเงินทองว่า เงินมีทั้ง 2 ด้าน ดังคำพูดที่ว่า เงินเป็นคนรับใช้ที่ดี แต่เป็นนายที่แย่ เงินเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก ให้การดำรงและดำเนินชีวิตสุขสบาย สร้างความมั่นคงของครอบครัว ในสังคมวัตถุนิยมบางครั้งยังหมายรวมถึงความสำเร็จและมีหน้ามีตาในสังคม แต่เงินไม่ใช่พระเจ้า ปริมาณของเงินไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดความสุขเสมอไป เงินไม่สามารถซื้อความสุขที่แท้จริงและสุขภาพที่ดีได้หากเราไม่รู้จักควบคุมตนเอง การบริหารเงินและขาดการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นเราต้องใช้เงินให้เป็น อย่าให้เงินใช้เรา หรือตกเป็นทาสของเงิน ต้องสูญเสียความซื่อสัตย์สุจริต ไร้ความสุข
"เป็นคนที่เชื่อในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงฯ หากเราจัดการชีวิตให้มีดุลยภาพ หาเงินให้เป็น และใช้เงินอย่างคุ้มค่า หากเป็นนักธุรกิจก็ทำธุรกิจด้วยความซื่อตรง ผลิตสินค้ามีคุณภาพ คำนึงถึงลูกค้า ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นภาคภูมิใจ มีพลังสร้างสรรค์ สุจริตในหน้าที่ มีฐานะพอเพียงกับความเป็นอยู่ของเรา วางแผนและออมเงินสำหรับอนาคต ชีวิตก็พอเพียง ครอบครัวอบอุ่น สังคมก็มีความสุข"
ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว เธอบอกว่าการประหยัด อดออม ยังใช้ได้เสมอ เช่นนำสิ่งของเดิมยังใช้ได้ นำมาซ่อมแซมทาสีใหม่ ปรับปรุงใหม่ ซื้อในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น คิดเสียว่าหากเราไม่ซื้อก็เท่ากับมีเงินออมเพิ่ม เมื่อมีเวลาว่างจะกำหนดกิจกรรมในบ้าน ซึ่งถ้าเราอยากมีรายได้มากขึ้นต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า ทำบันทึกและวิเคราะห์รายได้-รายจ่ายประจำเดือนของเราแบ่งเป็นประเภท สิ่งใดไม่จำเป็นก็ลด ใช้เงินตามความจำเป็น ไม่ใช้เงินเกินตัว ก็เท่ากับเรามีเงินออมเพิ่มขึ้น พร้อมงบฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น เพิ่มความท้าทายโดยกำหนดเป้าหมาย เงินออมสำหรับโครงการ เช่น จะต่อเติมบ้าน หรือค่าใช้จ่ายในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาของลูก และค่าใช้จ่ายสุขภาพเมื่อมีอายุมากขึ้น
"เรื่องการออมนั้น ต้องบอกว่ามีคุณพ่อและคุณแม่เป็น Role Model เป็นคู่ที่ขยันทำงานหนัก มุ่งสร้างฐานะให้ครอบครัว เลือกลงทุน ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น การศึกษาของลูก 4 คน ส่งศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ประหยัด ไม่เล่นการพนัน มีจริยธรรม สิ่งที่ไม่ประหยัดคือเรื่องการดูแลสุขภาพและพาครอบครัวท่องเที่ยวเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว คุณพ่อเคยพูดติดตลกไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไป มีเพียงสิ่งเดียวที่เราได้รับสู่ร่างกายโดยตรงคือ การทานอาหาร"
ในแง่มุมของการลงทุนนั้น วินิตาบอกว่า เธอเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองมีความรู้ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ดินและคอนโดมิเนียมในทำเลที่ดี และลงทุนในกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนหุ้น กองทุน RMF, LTF รวมถึงลงทุนในประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ เนื่องจากมีส่วนเสริมการออมในระยะยาว ผลตอบแทนอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับธนาคาร มีเงินคืนเป็นระยะและนำไปลดหย่อนเสียภาษีได้ด้วย
นอกจากนี้ ก็เน้นลงทุนกับการศึกษาของลูก เพราะเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาทักษะชีวิตและอนาคตของลูกสาว 2 คน ปัจจุบันเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งในบทบาทของการเป็นแม่ ก็สอนให้ลูกทั้งสองคนรู้คุณค่าของเงิน จะได้ฉลาดในการหาเงินและใช้เงินอย่างคุ้มค่า แต่เราก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกด้วย
"ในโรงเรียนที่เรียนอยู่ ลูกไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน จะให้เงินลูกเป็นสัปดาห์ เขาก็เก็บเงินหยอดกระปุก หากต้องการซื้อของก็จะให้คุณแม่พาไป ซื้อของแต่ละครั้ง ใช้วิธีกำหนดงบประมาณให้ซื้อเท่าที่จำเป็น หากจะต้องออกงาน หรือ ชุดเดิมเล็กเกินไป ก็จะซื้อให้ใหม่ ช่วงลดราคา เนื่องจากเด็กโตเร็ว บางอย่าง เช่น เสื้อผ้า ของประดับ แม่และลูกก็จะใช้ร่วมกัน จะสอนให้ลูกแต่งตัว Mix&Match เสื้อผ้า ของเล่นและหนังสือที่ไม่ได้แล้วก็เก็บบริจาคให้คนอื่นที่มีความจำเป็น หรือหากลูกต้องการของเล่นที่ราคาสูง และไม่ค่อยเป็นประโยชน์หรือคล้ายของเดิมที่เคยมีแล้ว อาจจะกำหนดเงื่อนไข เช่น เพิ่มเวลาในการอ่านหนังสือเพื่อเก็บเป็น Point ถ้าครบแล้วถึงจะซื้อของให้ หรือออกเงินคนละครึ่ง บางครั้งจะยกตัวอย่างให้เห็นเด็กอื่นๆ ที่ลำบากกว่าต้องขายของบนถนนเพราะไม่มีสตางค์ สนับสนุนการซื้อหนังสือ แต่ก็มีงบประมาณให้ หากเล่มเดิมเขายังอ่านไม่หมด ก็จะยังไม่ซื้อเล่มใหม่ ตำรับอาหารหาสูตรในอินเทอร์เน็ตได้ แทนที่จะซื้อหนังสือ"
วินิตาทิ้งท้ายด้วย ข้อคิดเห็นการเงินการลงทุนว่าคนไทยมักคิดว่าเก็บออมต่อเมื่อมีรายได้เยอะ จริงๆ แล้ว ควรออมตั้งแต่เริ่มมีรายได้ จะมากน้อยก็ไม่เป็นไร เริ่มเร็วเหมือนออกสตาร์ทก่อน ย่อมได้เปรียบ การมีวินัยในการเงินเป็นสิ่งสำคัญ อย่าใช้เงินเกินตัว อย่างบัตรเครดิตแค่ 1-2 ใบก็พอ ง่ายต่อการดูแล การใช้เงินเป็นเรื่องง่ายแต่กว่าจะหาเงินแต่ละบาทได้เป็นเรื่องลำบาก ควรมีสติพิจารณาก่อนใช้ การลงทุนเพื่อเพิ่มทรัพย์สินขึ้นอยู่กับสไตล์การบริหารเงิน เวลา ความถนัดและการศึกษาข้อมูลของแต่ละคน
และนอกจากการลงทุนด้านการเงิน สิ่งที่สำคัญควบคู่กันควรลงทุนในสุขภาพเพื่อตัวเราเองด้วย คือบริหารกาย ทานอาหารดีมีประโยชน์ เล่นกีฬาออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ บริหารใจโดยทำชีวิตให้เป็นสุข มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี ช่วยเหลือคนรอบข้าง และแบ่งปันให้สังคมที่เราอยู่อาศัย ทำให้สองหมื่นกว่าวันที่เราใช้ชีวิตบนโลกนี้มีคุณภาพและคุณค่ายิ่งขึ้น
Tags : วินิตา เจนวัฒนวิทย์
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น