กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 27 มิถุนายน 2553 06:39

ดร.ธิดารัตน์ โชคสุชาติ..'เรา คือ ผู้ควบคุมเงิน'

"ดร. ธิดารัตน์ โชคสุชาติ" อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"การควบคุมเงินไว้ได้ ควบคุมทิศทางของเงินได้ คือ อำนาจที่เหนือกว่า จะคิดเสมอว่าเราคือผู้ควบคุมเงิน เงินไม่ใช่ผู้ควบคุมเรา"

"เงินมีอำนาจของตัวเอง  การใช้เงินอาจนำมาซึ่งอำนาจ  แต่ส่วนตัวคิดว่าการควบคุมเงินไว้ได้  ควบคุมทิศทางของเงินได้  คือ  อำนาจที่เหนือกว่า  จะคิดเสมอว่าเราคือผู้ควบคุมเงิน  เงินไม่ใช่ผู้ควบคุมเรา" นั่นเป็นมุมมองคมๆ ของ "ดร. ธิดารัตน์  โชคสุชาติ" อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจคณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

เธอบอกว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้เก็บเงินได้ไม่ใช่การลุกขึ้นมาต่อต้านการใช้เงิน เพราะใครๆ ก็บอกว่า เงินบันดาลสุข  ซึ่งก็จริง  แต่เธอพบว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การใช้เงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องฉลาดพอที่จะควบคุมเงินได้ ไม่ใช้เรื่อยเปื่อยทุกครั้งที่อยากใช้  อาจเป็นเพราะว่ารูปแบบการใช้ชีวิตของเธออยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง   แต่ไม่ใช่เก็บอย่างเดียว  เพราะการเก็บเงินไม่ได้แปลว่าเราต้องบีบคั้นตัวเองจนขยับไปทิศทางไหนไม่ได้  ต้องมีความเข้าใจในเป้าหมายของตัวเราก่อน  สามารถต่อรองและผ่อนปรนกับตัวเราเองได้เสมอ    

"ต้องสัญญากับตัวเอง ว่าจะไม่ใช้เงินพร่ำเพรื่อเพื่อสนองความต้องการชั่ววูบอย่างเด็ดขาด  เพราะเป้าหมายของการใช้เงินมีไม่กี่อย่างที่สำคัญสำหรับชีวิต ของตัวเองที่สำคัญเลยจะใช้เพื่อให้เราและครอบครัวมีชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดี  ใช้เพื่อให้ครอบครัวมีสุขภาพกายและใจที่ดี  ใช้ในการศึกษาและพัฒนาความรู้ความสามารถ  ใช้เพื่อความมั่นคงในอนาคต  ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือบ้างถ้ามีโอกาส  ดังนั้นหากต้องใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์นี้ ตัวเองจะต้องคิดไตร่ตรองดีๆ หลายๆ รอบก่อนตัดสินใจจ่าย เชื่อว่าแค่นี้ก็สามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ได้ไม่ยาก"

เธอบอกว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า การมีเงินมากไม่ได้แปลว่าคุณรวยแบบยั่งยืน  การโชคดีได้เงินก้อนใหญ่จากสิ่งใดก็แล้วแต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณรวยแล้ว  ตราบใดที่ไม่เข้าใจเรื่องการเงิน  คือแม้แต่คนที่รวยมากๆ ก็ยังต้องหัดใช้เงินให้เป็น  ดังนั้นไม่ว่าจะมีเงินเท่าไรก็ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่คุณมีเท่าๆ กัน  ง่ายๆ คือ ถ้าไม่รู้จักเงินที่คุณต้องดูแล  ก็ไม่มีวันเอาเงินอยู่  ดังนั้นการเอาเงินให้อยู่ ก็ต้องมีการวางแผนการเงิน

"แตกต่างกันแน่ระหว่างคนที่วางแผนการเงินกับคนที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย  ประเภทเรื่อยเปื่อย คือ ใช้เงินพร่ำเพรื่อเพื่อสนองความต้องการชั่ววูบ  แต่ประเภทที่วางแผนการเงิน  คนกลุ่มนี้จะรู้ว่าการใช้จ่ายของเขามีเป้าหมาย มีคุณค่า  รู้วิธีที่จะวางแผนการใช้จ่าย  รู้ว่าควรจัดการกับเงินอย่างไร  รู้ว่าเงินหายไปไหน  รู้วิธีที่จะเก็บเงินให้ได้  "

ทุกวันนี้คนไทยมีการวางแผนทางการเงินมากขึ้น  อาจเป็นเพราะประเทศไทยมีประสบการณ์ในวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่ทำให้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมสูญเสียความมั่งคั่งไปหลายกลุ่ม ซึ่งประเด็นนี้ทำให้คนในสังคมไทยหันมาให้ความสำคัญและเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเงิน การจัดการทางการเงินของตัวเองมากขึ้น

" ทางหลักสูตร M.B.A ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติก็ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวเช่นกันเรียกได้ว่ามาเรียนที่นี่จะได้ทั้งความรู้ทางด้านการบริหารธุรกิจและการจัดการทางการเงินไปพร้อมๆ กัน และในอนาคตทางหลักสูตร M.B.A กำลังจะทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีนตามปณิธานของท่านคณบดี อาจารย์พิษณุ เหรียญมหาสาร"

ดร.ธิดารัตน์บอกว่าทุกคนมีเป้าหมายทางการเงินเป็นของตัวเอง วิธีที่จะไปถึงเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีกฎหรือขั้นตอนที่ตายตัว แต่เป็นฟรีสไตล์  สร้างสรรค์ได้ตามใจเรา  อย่างของเธอจะแบ่งเงินไว้เหมือนเราแบ่งเค้ก  แบ่งเป็นส่วนๆ  จะคิดเลยว่า  30% ของรายได้จะไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  ที่เหลือ 70 % จะเก็บออมและลงทุน  โดยแบ่งเป็น  เงินฝากธนาคาร  30 %  ลงทุนในตราสารหนี้ 10 %  และ 30 %  ที่เหลือจะนำไปลงทุนในตราสารทุน เช่น หุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์   เนื่องจากการลงทุนในตราสารทุนให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

ทั้งนี้จะพิจารณาเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ให้ Dividend Yield ที่สูงประมาณ 3% ขึ้นไป   ประกอบกับต้องพิจารณาแนวโน้มของธุรกิจที่เราสนใจควบคู่ไปด้วย  โดยคอยติดตามข้อมูลข่าวสารภาวะของตลาดและกลุ่มธุรกิจที่เราสนใจลงทุน  แค่นี้ก็สามารถสร้าง Wealth ให้กับเงินของเราได้อย่างน่าพอใจ

เธอบอกว่า ทุกวันนี้มีวิธีเช็คสุขภาพการเงินด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือ จดบันทึกรายรับ รายจ่ายในแต่ละวัน  พอสิ้นเดือนก็สรุปสุขภาพทางการเงินของเราว่ามีรายจ่ายใดบ้างที่ไม่จำเป็นเพื่อทำให้เกิดการใช้จ่ายประจำวันที่เหมาะสม  แล้วมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับเก็บออมและลงทุนในอนาคต

ทุกวันนี้  การดำเนินชีวิตของเธอยังอยู่บนพื้นฐานของการมีเหตุผลสำหรับการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ว่าจะใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือเพื่อการลงทุน  อย่าให้เงินของเราเกิดค่าเสียโอกาส   แต่ไม่ใช่เป็นการเก็บอย่างเดียวเพราะความพอเพียงไม่ได้แปลว่าเราต้องบีบคั้นตัวเองจนขยับไปทิศทางไหนไม่ได้  ต้องมีความเข้าใจในเป้าหมายการใช้เงินของตัวเราก่อนซึ่งสามารถต่อรองและผ่อนปรนกับตัวเราเองได้เสมอ

"ทุกวันนี้ ถ้าถามว่ามีเรื่องผิดพลาดทางการเงินเกี่ยวกับการใช้เงินฟุ่มเฟือย หรือรูดบัตรเครดิตจนมีหนี้  สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองนะ ก็เพราะเราไม่ใช้พร่ำเพรื่อหรือเรื่อยเปื่อยทุกครั้งที่อยากใช้  และถึงแม้จะมีการลงทุนในหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ถึง 30% ของรายได้ก็ตาม ก็ไม่เคยขาดทุนจากการลงทุน  เพราะทุกครั้งที่ลงทุนในหุ้นของกลุ่มธุรกิจใดก็ตาม ตัวเองจะพิจารณาแนวโน้มของธุรกิจที่เรากำลังสนใจควบคู่ไปด้วย 

โดยคอยติดตามข้อมูลข่าวสารภาวะของตลาดและกลุ่มธุรกิจที่เราสนใจลงทุน  แค่นี้ก็สามารถสร้าง Wealth ให้กับเงินของเราได้อย่างน่าพอใจ  เพราะการลงทุนในหุ้น high risk  high return ซึ่งนักลงทุนทุกคนต่างก็รู้กันดี" ดร.ธิดารัตน์พูดทิ้งท้าย

Tags : ดร. ธิดารัตน์ โชคสุชาติ

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement