ความที่เติบโตและคลุกคลีมากับธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวมาตลอด ทำให้ "สรวุฒิ มานะสมจิตร" สนใจและมีใจให้กับการลงทุนในธุรกิจนี
ความที่เติบโตและคลุกคลีมากับธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวมาตลอด ทำให้ "สรวุฒิ มานะสมจิตร" กรรมการบริหาร บริษัท โอริน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เจ้าของโครงการออริจินส์ คอนโดมิเนียม พระราม 2 สนใจและมีใจให้กับการลงทุนในธุรกิจประเภทนี้มาแต่ไหนแต่ไร
"ตั้งแต่โตมาที่บ้านผมทำธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ผมก็ชอบอยู่ในใจอยู่แล้ว พอถึงช่วงเรียนก็พยายามหาความรู้หลายๆ ด้าน เช่นตอนที่ผมเรียนวิศวะจุฬา ผมว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือวิศวะสอนให้มีกระบวนการคิดที่ไว คนอื่นอาจจะมองเรื่องทฤษฎีแต่ผมเป็นคนคิดเลขไว ผมชอบเรื่องแมเนจเม้นท์ อยากรู้เรื่องการเงิน ก็เลยไปเรียนต่อเศรษฐศาสตร์จุฬาอีก ซึ่งเศรษฐศาสตร์สอนให้รู้จักโลกของการลงทุน และให้แง่คิดเรื่องเงินทองเยอะมาก ตอนแรกไม่รู้จักหุ้นเลย เพราะที่บ้านไม่เล่น แต่พอมาเรียนเศรษฐศาสตร์ทำให้รู้จักเรื่องของการลงทุนมากขึ้น ทำให้รู้จักหุ้น ทองคำ และรู้ว่าจังหวะไหนควรจะลงทุนอะไร
จากนั้นก็ไปเรียนหลักสูตรกลยุทธ์การบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของคณะสถาปัตย์ฯ จากนั้นก็ไปเรียนด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ลอนดอนอีก ผมเป็นคนชอบรู้อะไรเยอะๆ อยากรู้ทุกด้าน"
สรวุฒิบอกว่าทั้งหมดที่ร่ำเรียนมานั้น เพื่อให้รู้ว่าเมื่อจะมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการสร้างคอนโดมิเนียม ควรจะดูอะไรบ้าง หรืออย่างสมมติว่าจะลงทุนในทองคำ เราควรจะดูอะไรบ้าง ข้อสำคัญผมว่าทุกอย่างเราต้องอ่านเรียลดีมานด์และทุกอย่างต้องดูตามความเป็นจริง
ถึงจะมีใจให้อสังหาริมทรัพย์มาโดยตลอด แต่สรวุฒิก็พยายามหาประสบการณ์ลงทุนในช่องทางอื่นบ้าง เช่นปีที่แล้วเขาเล่าว่าพยายามจะทำกำไรในตลาดหุ้น แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก
"ผมเป็นประเภทพอหุ้นขึ้นมานิด ผมก็ขายแล้ว เพราะไม่รู้ว่ามันจะไปถึงไหน โดยรวมๆ ก็เคยบาดเจ็บบ้างจากตลาดหุ้น โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ ทั้งที่เวลาเลือกหุ้นผมจะเลือกหุ้นที่ผมรู้จัก และหุ้นพื้นฐาน เพราะถ้าไม่รู้จักผมจะไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร หรือมีแผนการดำเนินการไปทางไหนต่อ ปกติก็จะลงทุนในพวกหุ้นอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน แบงก์ ชัวร์ดี แต่ทุกวันนี้ไม่มีหุ้นแล้ว เพราะขนาดปีที่ผ่านมาคนอื่นเขาทำกำไรกันโครมๆ ผมยังได้นิดเดียว ปีนี้ถ้านักวิเคราะห์คาดหมายกันว่ากำไรจากตลาดหุ้นจะ 15-20% ผมว่าผมไม่เล่นดีกว่า อาจจะขาดทุนได้"
นอกจากตลาดหุ้น สรวุฒิบอกว่า ตอนนี้ที่เขาสนใจจะเข้าไปลงทุนคือกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศหรือ FIF ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่ไปลงทุนในเกาหลีใต้ หรือกิมจิบอนด์ และกองทุนบริค ที่ไปลงทุนในจีน รัสเซีย อินเดีย และบราซิล เพราะเขามองว่าเป็นช่องทางลงทุนที่สามารถขจัดปัญหาการเมืองภายในประเทศไปโดยสิ้นเชิง แต่ต้องศึกษาให้รอบด้านเสียก่อน
ชีวิตของสรวุฒิปัจจุบันจึงหันมาโฟกัสที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก นอกจากแผนสร้างโรงแรม เขายังมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า และกำลังขายคอนโดมิเนียมในโครงการออริจินส์ที่พระราม 2
เขาให้ทัศนะกับการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า รักจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า "ทำเล" อีกแล้ว ซึ่งปัจจุบันการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการลงทุนในคอนโดมิเนียม ไม่ว่าจะซื้อแล้วปล่อยเช่า หรือปล่อยขายในอนาคต ก็สามารถทำได้แทบทั้งสิ้น
"เพราะทำเลสำคัญที่สุด งานหลักของผมที่ทำทุกวัน คือมองหาที่ดินทำเลงาม ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่รู้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้จะขยายเมืองไปทางไหน ทำเลไหนจะเป็นดาวรุ่ง เหมือนอย่างตอนนี้ เห็นเลยว่า จบจากรามอินทรา ขยายไปอยู่พระรามสองหมดเลย ตอนนี้บ้าน 10 ล้านไปอยู่แถวนี้หมดแล้ว เพราะที่ดินหมด หลังจากพระราม 2 ผมว่าราชพฤกษ์ก็กำลังมาแรง เวลาดู ผมดูชุมชน ตรงไหนชุมชนเกิด จะเกิดที่พักอาศัย ส่วนถ้าเป็นต่างจังหวัด เขาใหญ่ยังพอได้ ภูเก็ต พัทยาแพงมาก "
สรวุฒิแนะนำว่า ในปีนี้คนที่ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า ก็ยังไปได้ และยังมีโอกาส สมมติซื้อคอนโดราคา 1 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 3-4 พันกว่าบาท ปล่อยเช่าเดือนละ 5 พัน แค่นี้ก็กำไรแล้ว และไปได้กำไรอีกต่อ ตอนปล่อยขาย หลักๆ เขามองว่าเลือกโลเคชันที่ติดถนนใหญ่ เพราะคนเดี๋ยวนี้คำนึงเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย เวลาอยู่ไม่กล้าเข้าซอยลึกๆ และต้องติดรถไฟฟ้า หรือถนนใหญ่ อีกจุดหนึ่งคือ คอนโดที่ตกแต่งครบ มีแอร์ให้ด้วยจะขายและปล่อยเช่าได้ง่ายกว่า ซึ่งในส่วนของคอนโด ออริจินส์ ที่กำลังขายอยู่ ระบบความปลอดภัยของเราดี ราคาถูก ข้อสำคัญคุณภาพดี
ว่ากันด้วยเรื่องของการลงทุนไปแล้ว ในส่วนของแง่มุมการใช้จ่าย สรวุฒิบอกว่า สูตรจัดการเงินทองของเขาคือ "รายได้-เงินออม=รายจ่าย" ทุกวันนี้เขาจะใช้วิธีเมื่อมีรายได้เข้ามาจะหักเงินไว้ออมก่อน 10% ที่เหลือคือการลงทุนในความสุข
"ผมเป็นคนชอบแฮงก์เอาท์กับเพื่อน ผมมีร้านอาหาร ทำอัลบั้มเพลง ลงทุนทำห้องอัดให้คนเช่า เงินที่ใช้จ่ายกับเพื่อนทุกวันทุกคืนที่เจอกันมีประโยชน์เสมอ แต่ถ้าเป็นเรื่องซื้อของ ผมเป็นคนตัดสินใจเร็ว เพราะไม่ได้ซื้อของแพงอยู่แล้ว ใช้จ่ายไปกับเรื่องแฮงก์เอาท์กินเที่ยวมากกว่า สำหรับผมเงินสำคัญในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ผมเน้นเรื่องความสุขมากกว่า"
เขาเล่าว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยใช้เงินตั้งแต่เด็กแล้ว พอพ่อแม่ให้ก็จะแอบเก็บเงินใส่กระปุกทุกวัน บ่มเพาะนิสัยเก็บออม ซึ่งตอนเด็กๆ ก็ถูกเลี้ยงแบบไม่ได้ตามใจเท่าไหร่ แต่หลักสำคัญที่พ่อของเขาสอนตลอดคือ ใช้เงินยังไงก็ได้ แต่ห้ามใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะผิดกฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาจนถึงเรื่องการทำธุรกิจ ถ้าเริ่มต้นทำธุรกิจ ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งด้วยการ "ถูก" แล้วจะถูกไปเรื่อยๆ ไม่มีทางผิด
สรวุฒิทิ้งท้ายบทสนทนา ด้วยการพูดถึงโรล โมเดล ว่าไม่ใช่คนร่ำรวยอย่างวอร์เรน บัฟเฟต์ หรือบิล เกตส์ แต่ต้นแบบการดำเนินชีวิตคือพ่อของเขานั่นเอง "พ่อผมอายุ 50-60 แล้ว แต่ยังทำงานอยู่เลย สร้างมาจากไม่มีเลยด้วยซ้ำ จนมีทุกวันนี้ ฉะนั้นพ่อผมเก่งกว่า บิล เกตส์ และบัฟเฟตต์ พ่อผมโลว์โพร์ไฟล์กว่า และมีความสุขกว่าด้วย" ชายหนุ่มวัย 27 พูด
Tags : สรวุฒิ มานะสมจิตร • โอริน ดีเวลลอปเม้นท์
