กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 24 มกราคม 2553 04:00

'จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ' ลงทุนถ้ามีเป้าหมาย..ไม่มีขาดทุน

จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บลจ.แอสเซท พลัส

จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บลจ.แอสเซท พลัส

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เส้นทางสายอาชีพและการลงทุนของ “จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บลจ.แอสเซท พลัส ทอดตัวอยู่บนถนนสายกองทุนรวม

คู่กันตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา เป็นนักการตลาดที่มากประสบการณ์ที่คอยให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับนักลงทุนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และในขณะเดียวกันเธอก็เป็นแฟนพันธุ์แท้กองทุนรวมตัวจริงอีกคนหนึ่งด้วยเช่นกัน

จารุลักษณ์ บอกว่า ทำงานอยู่ในธุรกิจกองทุนรวมมาตลอด 16 ปี ทำให้มั่นใจในกองทุนรวมและผลตอบแทนที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ   เรียกว่าตั้งแต่ลงทุนในกองทุนรวมมาไม่เคยขาดทุน   เต็มที่ก็เท่าทุน อย่างมากตลาดไม่ดีก็ขายออกก่อนได้  เพราะมีเวลาที่จะสามารถดูได้

นอกจากนี้ ยังมั่นใจในระบบการทำงานของทุก บลจ. แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มี บลจ.ไหนที่ได้ผลตอบแทนเป็นอันดับหนึ่งตลอดเวลา เพราะความจริงแล้วไม่มีผู้จัดการกองทุนของ บลจ.ไหนอยากให้เพอร์ฟอร์แมนซ์ของตัวเองออกมาไม่ดี เพราะการขึ้นเงินเดือนหรือโบนัสของเขาก็ขึ้นกับผลงานที่ทำได้ด้วยตรงนี้  จึงมั่นใจว่าคงไม่มีผู้จัดการกองทุนคนไหนอยากให้เพอร์ฟอร์แมนซ์ของตัวเองหลุดจากอุตสาหกรรมแน่นอน แต่เรื่องการลงทุนบางครั้งก็พลาดกันได้ตรงนี้นักลงทุนก็ควรเข้าใจด้วยเช่นกัน

“ลูกค้าบางคนชอบที่จะเล่นเองเพราะไม่รู้ว่าผู้จัดการกองทุนลงทุนยังไง   แต่ส่วนตัวทำงานด้วยคงไม่มีเวลาไปเล่นเองก็กองทุนเขาดูแลให้ก็ซื้อกองทุนไป เคยลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองในช่วง 2 ปีแรกที่เริ่มต้นชีวิตทำงาน แต่ก็มองว่าการเล่นหุ้นไม่น่าจะเหมาะกับตัวเองเพราะเราต้องทำงานเพราะไม่ได้มีเวลาไปนั่งติดตามการลงทุนด้วยตัวเอง

เราดูแลเงินคนอื่นมากกว่าจะมาดูแลเงินเราเอง จึงเริ่มหันมาจัดพอร์ตการลงทุนดูแล้วก็เริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นแทน ช่วงนั้นดัชนีหล่นลงมาจาก 1,700 จุด ลงมาเหลือ 1,000 จุด แล้วก็เหลือ 300 จุด ก็ได้กำไรไม่มากจากกองทุน Target Fund แต่ก็ทำให้เราได้กำไรจริงๆ จากการลงทุนตรงนั้นผ่านกองทุนรวม”

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนประมาณ 40% จะไปลงทุนในกิจการส่วนตัวเป็นธุรกิจทัวร์ของครอบครัวซึ่งคาดว่าจะมีกำไรเข้ามาเพราะครอบครัวทำกิจการทัวร์อยู่แล้วไม่ใช่ไปลงทุนในอะไรที่ตัวเองไม่รู้จัก ส่วนที่เหลืออีก 60% ลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งหมด

โดยในส่วนนี้ประมาณ 40% อยู่ในกองทุนประหยัดภาษีทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) อีก 20% ที่เหลือเป็นเทรดดิ้งพอร์ตเพื่อสร้างผลตอบแทนตามภาวะตลาดบ้าง

จารุลักษณ์ ยังบอกอีกว่า การบริหารเงินลงทุนของตัวเองให้ความสำคัญกับการ “จัดพอร์ตภาษีเป็นอันดับ 1” เพราะอยากจะเกษียณสบาย เกษียณอย่างมั่นคง และมั่งคั่ง ได้เริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนอย่างเป็นจริงเป็นจังครั้งแรกเมื่อมีกองทุน RMF เกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกษียณพอดีอีกทั้งยังได้ประโยชน์ทางภาษีอีกด้วยถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วเงินลงทุนในกองทุน RMF ยังเหมือนบังคับออมไปในตัวให้ต้องซื้อแล้วห้ามยุ่งกับเงินก้อนนี้จนกว่าจะเกษียณ

ในขณะที่เก็บเงินในแบงก์เมื่อครบรอบก็ยังถอนออกมาใช้ได้ตรงนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายเพื่อเกษียณจริงๆ ยิ่งเมื่อมีกองทุน LTF ขึ้นมาก็ยิ่งน่าสนใจ โดยการลงทุนในกองทุน RMF และกองทุน LTF จะลงทุนแบบ Saving Plan ไปเลยทุกเดือน ขาดเหลือเดือนสุดท้ายก็ค่อยมาโปะจะทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นภาระหนักเกินไปที่ต้องมาลงทุนซื้อครั้งเดียวในช่วงปลายปีและถือเป็นการบังคับตัวเองไปในตัวซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

“คนไทยควรจะสนใจเรื่องการวางแผนเพื่อชีวิตหลังเกษียณให้มาก แต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะสนใจความมั่งคั่งในระหว่างการทำงานทั้งที่จริงๆ คนไทยควรจะสนใจความมั่งคั่งหลังเกษียณเพื่อจะได้ใช้จ่ายอย่างสบายหลังเกษียณมากกว่า โดยเงินที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมประมาณ 90% จะลงทุนในหุ้น อีก 10% เป็นตราสารหนี้ เพราะมองว่าหุ้นระยะยาวยังไงก็ชนะ อีกทั้งตัวเองยังเป็นคนที่ชอบความเสี่ยงด้วย โดยตั้งเป้าว่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ต่อปีเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้”

จารุลักษณ์ มองว่า สิ่งสำคัญในการลงทุนผ่านกองทุนรวมคือการเลือกกองทุนให้ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเอง โดยเฉพาะกองทุนประหยัดภาษีอย่าง RMF และ LTF ก่อนซื้อต้องศึกษาให้ดีให้เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วไม่แนะนำให้ลงทุน เพราะเมื่อต้องเจอกับการลงทุนที่บังคับตามเงื่อนไขเหมือนกองประหยัดภาษีด้วยแล้วอาจทำให้นักลงทุนเสียโอกาสการลงทุนไปได้

นอกจากนี้ การลงทุนควรจะกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนและระยะเวลาการลงทุนให้เหมาะสม ในกรณีที่ถุงเป้าหมายก่อนก็อาจจะขายออกมาก่อนได้ ที่สำคัญ “อย่าโลภ” เมื่อถึงเป้าหมายที่ตั้งใจแล้วให้ขาย แม้หุ้นจะขึ้นต่อก็ตามเพราะ “เสียดาย” ย่อมดีกว่า “เสียใจ” ในภายหลัง สุดท้ายที่ได้อาจจะไม่คุ้มกับที่เสียไป

ถ้าทุกคนมีเป้าหมายที่ชัดไม่มีใครขาดทุน แต่ที่ขาดทุนเพราะมองว่าราคาจะไปต่อ กลัวตกรถ นักลงทุนจึงชอบเข้าไปลงทุนตอนราคาแพง สุดท้ายรถไฟถอยกลับมาทับบาดเจ็บไปเป็นส่วนใหญ่

Tags : จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ บลจ.แอสเซท พลัส

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ขาย โฮห์มออฟฟิศ ขนาดใหญ่3.5ชั้นกว้าง4ม.ลึก23ม. ราคาถูก ขนาด 250ตารางเมตร การคมนาคมสะดวก ย่านชุมชนปลอดภัย ติดถนนหลัก แขวง อนุสาวรีย์ เขตบางเขน ห่างจากถนนพ หลโยธินและเกษตร-นวมินทร์ 2กม. มีที่จอดรถเยอะ อยู่ติดปากซอยถนนลาดปลาเค้า75 ใกล้ม.เกษตร,ม.ศรีประทุม,ม.เกริก,คาร์ฟูร์,เซลทรัลรามอินทรา,ทางด่วนรามอินทรา,ถนนวงแหวนตะวันออก - ไปสนามบินสุวรรณภูมิสดวก
4นอน, 4น้ำ, 1 โถงที่ชั้นล่าง 80 ตารางเมตร แอร์ 3ตัว มีที่จอดรถเยอะ ราคา 2.98ล้าน โทร. 089-4826749

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement