พิษวิกฤติซับไพร์มของสหรัฐที่รุนแรงและกระจายวงไปทั่วโลกตลอด3ปีที่ผ่านมา เริ่มเบาบาง เกิดการเปลี่ยนไม้ผลัดจากวัวบ้า 2552 ไปสู่เสืออ่อนล้า 255
อาจเป็นความหวัง แต่ยังต้องระมัดระวังสำหรับผู้บริโภคและนักลงทุนทั่วโลก
เพราะบรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญตลาดโลก เห็นตรงกันว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีใหม่นี้ จะเป็นบวกไม่มากนักไม่น่าจะเกิน 3% และเหนือระดับ 1% เล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจสำคัญอย่างสหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่น ยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่มากในระดับใกล้เคียงกับเศรษฐกิจโลก มีเพียงเอเชียเท่านั้นที่มีแนวโน้มสดใส เพราะคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่คือยังสามารถขยายตัวได้มากกว่า 4%
@ความผันผวนยังสูง
อย่างไรก็ตาม แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ได้เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจการลงทุนปี 2553 ระบุว่าปีใหม่นี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหุ้น แต่เตือนนักลงทุนระวังความผันผวน เช่นปลายปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันและทองคำยังคงปรับลง หลังจากทองคำเคยปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดไว้ใกล้ระดับ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สวนทางกับดอลลาร์สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ช่วงปลายปี
ทั้งดอลลาร์ ราคาน้ำมันและทองคำ บ่งชี้อนาคตไม่มีความชัดเจนและยากจะคาดเดา รอนักลงทุนให้ต้องปรับกลยุทธ์ตลอดเวลา และการลงทุนกับสินทรัพย์โดยรวมในตลาดผันผวนมากเป็นพิเศษ ล้วนเป็นสิ่งเตือนใจผู้ลงทุนกับผู้บริโภคว่าการบริหารเงินและการลงทุนยังมีความเสี่ยงรออยู่มาก และแนวโน้มข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง
@ศก.ฟื้นแต่ต้องใช้เวลา
จากความผันผวนไม่ชัดเจน และแนวโน้มข้างหน้าความไม่แน่นอนยังสูง ทำให้ข้อมูลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญการลงทุนทั่วสหรัฐ ที่ได้ให้ไว้กับซีเอ็นเอ็นมันนี่เรื่อง "การทำเงินในปี 2553" ซึ่งแยกดูหลายส่วน ตั้งแต่เศรษฐกิจกับการฟื้นตัว, การลงทุน, การออมพร้อมแนวโน้มสินเชื่อและตลาดบ้าน สามารถเป็นแหล่งข้อมูล ช่วยนักลงทุนไทยในประเทศต่างๆ ทั่วโลก นำมาวิเคราะห์และประเมิน หาช่องทำเงินปรับตัวอยู่ไกลความเสี่ยงได้ดีขึ้น
เริ่มจาก ไดแอน สวอนค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเมซิโรว ไฟแนนเชี่ยล เชื่อว่าระยะแรกนับจากหลุดพ้นภาวะถดถอย ผู้คนไม่สามารถใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัว
ส่วนมาร์ค ซานดิ จากมูดี้ส์ อีโคโนมี ดอท คอม มองว่าการผิดนัดชำระหนี้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์มีมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ธนาคารล้มมากขึ้น ที่สำคัญสินเชื่อยังคงเข้าถึงได้ยากลำบาก ทั้งๆ ที่สินเชื่อเป็นส่วนสำคัญหล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ปีเสือนี้ธนาคารกลางสหรัฐควรมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ มากกว่ารัฐบาลหรือสภาคองเกรสของสหรัฐ สวอนค์เชื่อว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ เพื่อให้สินเชื่อไหลเวียน และพยายามทุกอย่างไม่ให้เกิดการถดถอยซ้ำอีก
การหวาดกลัวขาดดุลบัญชีในหมู่นักลงทุน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับขึ้นแรง ตลาดบ้านจะได้ผลกระทบ เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านทั่วไปเคลื่อนไหวตามพันธบัตรอายุ 10 ปี และดอกเบี้ยสินเชื่อของบริษัทเอกชนต้องแบกภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งผลลบต่อความสามารถทำกำไร
นโยบายลดภาษีนิติบุคคลจะหมดอายุปีนี้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล เพิ่มแรงกดดันสภาคองเกรสต้องปล่อยเอกชนล้ม ในกรณีการลดหย่อนภาษีสิ้นสุดลงก่อนเศรษฐกิจสหรัฐมีเสถียรภาพ ผู้เชี่ยวชาญบางรายเกรงว่าความถดถอยจะเกิดขึ้นอีกในปี 2554
@รีเทิร์นหุ้นสหรัฐต่ำ 6%
ทางด้านการลงทุน ทอม ฟอเรสเตอร์ ผู้จัดการของฟอเรสเตอร์ แวลู ฟันด์ ชี้ว่าบริษัทเอกชนต้องแสดงให้เห็นว่ามีกำไรโตต่อเนื่อง หนุนภาพรวมตลาดยังคงให้กำไรนักลงทุนปีใหม่นี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้จ่ายผู้บริโภคชะลอตัว บริษัทสหรัฐต้องพึ่งการส่งออกมากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดกำไร แต่กรณีเศรษฐกิจต่างประเทศหยุดชะงักหรือเสียศูนย์ ย่อมส่งผลต่อกำไรและราคาหุ้นบริษัท
โดยนักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนอยู่ในดัชนีเอส แอนด์ พี500 จะเพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเศรษฐกิจถดถอยหนักสุด เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น และดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่อง ทำให้สินค้าสหรัฐในต่างประเทศถูกลงสนับสนุนการส่งออก
สอดรับกับ แซม สโตวาลล์ หัวหน้านักวางแผนการลงทุนฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของเอส แอนด์ พี มองว่าแม้ค่าพี/อีต่ำเป็นประวัติการณ์ หุ้นยังมีโอกาสปรับสูงขึ้นอีกปานกลาง แต่ขอให้ทำใจจะไม่ได้เห็นกำไรเป็นตัวเลขสองหลัก และในอนาคตต้องคุ้นเคยกับรีเทิร์นใกล้ๆ 6% ต่อปี
อย่าวางใจระยะสั้น เส้นทางไปให้ถึงรีเทิร์นต่ำกว่า 6% ยังไม่ราบรื่นเพราะมีความเสี่ยงรออยู่ นักลงทุนจะถูกกดดันหนักให้หาทางอื่นที่ทำเงินได้ดีกว่า เงินกู้ราคาถูกเข้าไปลงทุนในตลาดบอนด์แล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดกันว่ารีเทิร์นที่จะได้ จากทั้งตราสารคุณภาพสูงและตราสารได้เรทติ้งไม่น่าลงทุนที่ออกในปี 2553 นั้น จะเป็นตัวเลขหลักเดียวและต่ำกว่า 6% ยิ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลอย่างดีที่สุดได้แค่ 2-3%
@แนะถือตราสารกับหุ้นคุณภาพ
เดวิด สไปกา หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของเวสต์วูด โฮลดิ้งส์ ชี้ว่าช่วงการฟื้นตัว หุ้นให้ผลประกอบการดีที่สุดจะเป็นบริษัทคุณภาพสูง มีเงินสดอยู่มาก ทำกำไรเติบโตต่อเนื่อง และคงส่วนแบ่งตลาดไว้ได้
ขณะที่เดวิด คอสติน หัวหน้านักวางแผนลงทุนของโกลด์แมน แซคส์ มองตลาดโลกปีหน้าการใช้จ่ายภาคธุรกิจจะฟื้นตัวดีกว่าการใช้จ่ายผู้บริโภค นักลงทุนควรมองหุ้นพลังงาน เทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะขยายตัวสดใสเพราะรายได้ที่ทำได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งจะมาจากตลาดต่างประเทศ
ส่วนตราสารหนี้ให้เล่นช่วงสั้นเน้นคุณภาพ เพื่อป้องกันตัวเองจากความเสี่ยง 2 ทาง คือปัญหาผิดนัดชำระหนี้และดอกเบี้ยปรับขึ้น ยึดลงทุนตราสารได้เรทติ้งสูง อายุไถ่ถอน 5 ปีหรือน้อยกว่า ที่สำคัญอย่าจำกัดการลงทุนในหุ้น เพราะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นจึงสมเหตุสมผล ที่จะมองหาการลงทุนนอกบ้าน
@สินเชื่อยังตึง-คนยังออม
คนทั่วโลก ในปีเสือ เหมือนคนอเมริกันส่วนใหญ่ ที่หันกลับมาออมเงินมากขึ้น เห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้ในสหรัฐผู้คนเพิ่มอัตราการออมจาก 0.2% เมื่อต้นปี 2551 เป็น 3.7% เมื่อเร็วๆ นี้ แต่การออมไม่ได้ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำตลอดปีที่แล้ว และต้นปีใหม่นี้ไม่มีแว่วว่าจะดีขึ้น
ริชาร์ด แบร์ริ่งตัน นักวิเคราะห์ภาคธนาคารของมันนี่เรต ดอท คอม เชื่อว่าเฟดกำลังชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไว้ เพราะเกรงว่าจะทำให้การฟื้นตัวสะดุด แต่ดอกเบี้ยต่ำจะส่งผลดีต่อบรรดาผู้กู้หากได้สินเชื่อในปีนี้ ธนาคารหลายแห่งมีแนวโน้มปีใหม่นี้จะไม่ปล่อยสินเชื่อง่ายๆ หรือไม่ปล่อยให้ได้อย่างปีที่ผ่านมา
สิ่งน่าเป็นห่วงปีเสือนี้ อยู่ที่ธนาคารพยายามเลี่ยงขาดทุนซับไพร์ม และอาจเตรียมรับมือการผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหม่ หากภาวะเศรษฐกิจยังย่ำแย่อีก ความล้มเหลวเกิดกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัวอีกครั้ง
เกรก แมคไบรด์ จากแบงก์เรต ดอท คอม เตือนว่าหากดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าลงมาก ต้นทุนการนำเข้าจะเพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อจะปรับขึ้นเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่
@ฉลาดออม รอดบ.ขึ้น
ขอให้ผู้ออมฉลาดที่จะเคลื่อนไหว อัตราผลตอบแทนจากเงินออมอาจต่ำตอนนี้ แต่ผลตอบแทนอาจเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะแบร์ริงตันแนะนำว่าเมื่อตลาดปล่อยกู้เริ่มฟื้น ธนาคารจะเต็มใจจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากมากขึ้น ดังนั้นอย่ายึดติดกับดอกเบี้ยตั๋วเงินฝาก (ซีดี) ระยะยาว และเสี่ยงกับการสูญโอกาสที่ดีกว่าในอนาคตอันใกล้
สร้างสภาพคล่องมากขึ้น ด้วยการเก็บรักษาเงินไว้ในแหล่งที่ดีกว่า อาจเข้าไปซื้อกองทุนรวมลงทุนในตลาดเงิน ซึ่งสร้างสภาพคล่องให้ผู้ลงทุนได้มาก หรืออาจหาสถาบันการเงินให้อัตราดอกเบี้ยดีที่สุด
@ลดก่อหนี้-เร่งคืนให้หมด
อยู่ให้ห่างจากหนี้ทุกประเภท เป็นคำเตือนจากแมคไบรด์ที่ชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยมีแต่จะปรับขึ้นช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ดังนั้นการชำระคืนหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเรื่องสมควรทำ
ส่วนเคอร์ติส อาร์โนลด์ จากเครดิตเรทติ้งส์ ดอท คอม เตือนผู้บริโภคว่า อย่าวางใจหรือพึ่งพาข้อเสนอรับโอนมูลหนี้จะช่วยคุณได้ เพราะการประหยัดดอกเบี้ยต้องชำระคืนหนี้บัตรเครดิตจะสูญเปล่าและไม่คุ้ม หากรู้ว่าค่าธรรมเนียมการโอนหนี้ของธนาคารหลายแห่งในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐนั้นไม่ต่ำกว่า5% ถือเป็นการจ่ายแพง
@ราคาบ้านต่ำสุดครึ่งหลังปีนี้
หลังจากราคาบ้านตกต่ำซบเซามานานกว่า 3 ปี ในที่สุดผู้คนเริ่มมองเห็นการยุติของภาวะฟองสบู่แตก เมื่อยอดขายบ้านเริ่มสูงขึ้น สินค้าคงคลังมีน้อยลง และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่ามูลค่าบ้านทั่วไปในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐ จะตกต่ำสุดช่วงครึ่งหลังปี 2553 แต่ก่อนถึงจุดต่ำสุดราคายังตกลงอีก 5-10%
จากช่วงครึ่งหลังปีนี้ ราคาบ้านส่วนใหญ่ควรทรงตัวไปจนถึงปี 2555 ซึ่งไมค์ ลาร์สัน นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์จากไวส์ รีเสิร์ช ฟันธงปีนี้ราคาบ้านอาจลดลงอีกเล็กน้อย แต่ความเสียหายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมาบรรเทาเบาบางลง
และข่าวดีที่ดียิ่งกว่าสำหรับผู้คิดจะซื้อบ้าน เพราะสมาคมผู้ประกอบการสร้างบ้านแห่งชาติของสหรัฐย้ำว่าปีนี้เทียบช่วงปีอื่นๆ ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เหมาะสมที่สุดที่จะซื้อบ้านแล้ว ในเมื่อราคาบ้านตกลงกว่า 30% นับจากระดับสูงสุดในปี 2549
ลาร์สันแนะนำผู้คิดอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีเงินพอที่จะซื้อเป็นเงินสด อย่ารอนานเกินไป เพื่อให้ราคาบ้านทั่วไปในตลาดดิ่งลงกว่านี้ เพราะอำนาจต่อรองจะค่อยๆ หมดไป หากสถานการณ์ตลาดบ้านดีขึ้น แต่ต้องแน่ใจว่าได้ติดตามดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านอย่างใกล้ชิด และให้รอบคอบกับการใช้บริการเงินกู้ ด้วยการยึดดอกเบี้ยต่ำและคงที่ไว้
@ระวัง ดบ.กู้ซื้อบ้านขึ้น
ผู้ซื้อบ้านต้องรอบคอบกับการขอสินเชื่อ เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปีนี้จะยังอยู่ระดับต่ำนานอีก 2-3 เดือน แต่เมื่อใดที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นและออกอาการคึกคัก เงินเฟ้อก่อตัวให้เห็นอีกในช่วงครึ่งหลังของปี ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านอาจสูงขึ้น 5.25-6.5%
โจชัว ชาปิโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอ็มเอฟาร์ บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของสหรัฐ เตือนว่าตัวเลขการเลิกจ้างที่สูง ทำให้การผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อบ้านควรจะเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีรายได้สูงจะได้รับผลกระทบหนักขึ้นในปีนี้ และเมื่อเร็วๆ นี้ตัวเลขการยึดบ้านที่จดจำนองไว้ที่ระดับ 30% ล้วนอยู่ในกลุ่มบ้านมีราคาสูง ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มเกือบ 2 เท่าของปี 2549
