"ผมคิดว่า คนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่มีความรู้เรื่องการวางแผนการเงินมากนัก พอชีวิตไม่มีการวางแผน ไม่รู้สถานะการเงินของตัวเอง มันก็เลยเกิดปัญหา"
เป็นหนึ่งใน "ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น" จริงๆ สำหรับ "ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ" กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส ผู้ซึ่งเชื่อมั่นต่อการลงทุนในทองคำ ถอดแบบมาจาก "คุณหมอกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ" เจ้าของห้างทองแม่ทองสุขผู้เป็นพ่อ
เขาบอกว่า ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ การลงทุนอย่างหนึ่งที่จะช่วยได้คือการลงทุนในทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ แล้วทองคำก็มีผลตอบแทนดีในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี เนื่องจากทองคำ ถือว่าเป็น "หลุมหลบภัย" ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน หรือเกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของโลก ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกทองคำว่าเป็น Safe Heaven
"มีหลายคนบอกว่าราคาทองคำมัน ขึ้นเอาๆ ตลอด แต่จริงๆ แล้ว ผมอยากให้มองในอีกแง่ว่า ราคาทองคำมันไม่ได้ ขึ้น แต่มูลค่าเงินเรา มีค่าน้อยลงต่างหาก เช่นแต่ก่อนเงิน 100 บาทเคยซื้อ ก๋วยเตี๋ยวได้ 5 ชาม แต่เดี๋ยวนี้ อาจจะได้เหลือ 3 ชาม กินแล้วก็อาจจะไม่อิ่มด้วย เพราะว่ามูลค่าเงินเรามันน้อยลง แพ้เงินเฟ้อ ดังนั้น การลงทุนในทอง เป็นการรักษามูลค่าของเงินเรา ไว้ไม่ให้ลดลง"
เขาเล่าถึงการลงทุนว่า ส่วนใหญ่จะชอบเน้นลงทุนพวกคอมมอดิตี้ส์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นลงทุนในทองคำแท่ง หรือโกลด์ ฟิวเจอร์ส (Gold Futures) นอกจากนี้ ก็เริ่มมีการกระจายไปซื้อกองทุนบ้าง แต่เป็นพวกกองทุนประหยัดภาษีเช่นกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ช่วยให้ลดภาษี
"โดยส่วนตัวผมยังเป็นคนชอบลงทุนอะไรแบบยากๆ ที่ต้องหลายสเต็ป ก็เลยชอบลงทุนพวกตราสารอนุพันธ์ (Derivative Instrument) ที่เป็น Futures กับ Option ที่ชอบเพราะเป็นการลงทุนที่ต้องมีความรู้เฉพาะ แล้วทำให้เราต้องคิดหลายอย่างก่อนเข้าไปลงทุน แต่ก่อนตอนอยู่อเมริกาเคยไปเปิดพอร์ต กับเพื่อน เพื่อซื้อขายพวก Option เคยลงทุนได้ผลตอบแทน 100-200% แต่พอลงทุนมากๆ แล้ว เลยกลายเป็นโลภ ไม่มีความพอดี ก็เกือบเจ๊งไปเหมือนกัน แต่วันนี้ก็ยังชอบการลงทุนพวกนี้อยู่ เพราะว่ามันท้าทายความสามารถ ว่าเราจะเข้าใจตลาดพวกตราสารอนุพันธ์ได้มากน้อยแค่ไหน"
ณัฐพงศ์เล่าให้ฟังว่าเคย"ลงทุนแบบเกินตัว"ใช้ Leverage มากไปจนเกือบเจ๊งไปเหมือนกัน นอกจากนี้ ยัง "ลงทุนแบบนั่งเทียน" แถมใช้ Leverage อีกก็เลยเสี่ยงเป็น 2 เท่า ไม่ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบซะก่อน แต่พอเราผิดพลาดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ จากความผิดที่เราได้ทำไปประสบการณ์ที่ผิดพลาดจะเป็นบทเรียนที่ดีกว่าอะไรทั้งหมด เราต้องมาดูว่าจะทำยังไงถึงจะได้ไม่ทำผิดซ้ำแบบนี้อีกแล้ว ต้องขวนขวายหาความรู้อีกเพื่อให้เข้าใจ ทุกคนต้องมีเรื่องผิดพลาดทางการเงินหมด แต่สำคัญที่สุดคือผิดแล้วเราจะเศร้าใจกับมันหรือ เอามาเป็นบทเรียน เพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น
เขายังพูดถึงวิถีการจัดสรรเงินทองว่า ปกติเป็น คนไม่ค่อยใช้จ่ายมากเท่าไร จะเก็บเงินจากรายได้มาซะส่วนใหญ่ เพราะส่วนมากจะทำงานเยอะ เลยยังไม่ค่อยมีเวลาใช้เงิน เก็บได้อย่าเดียว ซึ่งเงินที่เก็บออมได้ก็อาจจะมีการออมซัก 20% ที่เหลือก็อาจนำไปลงทุน อีก 80% ส่วนเรื่องการใช้จ่าย เขาชอบแกะรอยค่าใช้จ่าย แล้วลองแบ่งออกมาดูว่า เดือนนี้เราใช้จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง แล้วจัดตามหมวดหมู่ เช่นใช้จ่ายกับการกินไปเท่าไร เที่ยวเท่าไร การเก็บค่าใช้จ่ายแล้ว แบ่งออกเป็นชนิดๆ ทำแบบนี้จะบอกให้เรารู้ได้ดีที่สุดว่าเรามีสุขภาพการเงินเป็นอย่างไร
"ผมคิดว่า คนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่มีความรู้เรื่องการวางแผนการเงินมากนัก พอชีวิตไม่มีการวางแผน คนก็ไม่รู้สถานะการเงินของตัวเองตอนนี้ว่าเราเป็นยังไง มันก็เลยเกิดปัญหา ผู้คนในปัจจุบันที่มักใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เกินตัวกันเยอะจนเป็นหนี้เป็นสินกัน ดังนั้นการวางแผนทางการเงินจึงสำคัญมากครับ เพราะมันจะทำให้เรารู้ว่าตอนนี้เรามีสถานะยังไงและต้องทำอย่างไรจึงจะไปถึงที่หมายได้ อยากให้เปรียบง่ายๆ เหมือนเรานั่งเรืออยู่กลางทะเล แล้วไม่รู้ว่าตัวเราอยู่ที่ไหน มองไปก็เห็นแต่น้ำทะเล ไม่มีเกาะอะไรเลย ติดอยู่โดยที่ไม่รู้ว่ากระแสน้ำมันจะพาเราไปที่ไหน ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ มันก็หาทางออกจากทะเลไม่ได้ ขึ้นฝั่งก็ไม่ถูกเพราะเรายังไม่รู้เลยว่าเราอยู่ตรงไหนในแผนที่ ก็ติดอยู่ในวังวนของกระแสน้ำทะเลตลอดชีวิต แต่ถ้าเมื่อไรเราเริ่มเอาแผนที่มาศึกษาวิธีการอ่านแผนที่ และหาจุดยืนของตัวเองได้ ไม่นานเราก็สามารถหาทางขึ้นฝั่งได้ "
เขายังบอกว่า คนเราถ้าไม่ได้วางแผนทางการเงิน ชีวิตก็เดินไปอย่างเรื่อยเปื่อย โดนกระแสต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้าทำให้เราไม่มีจุดยืนของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรอยากได้อะไร พอเราไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ก็จะถูกกระแสต่างๆ พัดไปพัดมาไปเรื่อยๆ ติดอยู่ในวังวน แต่ถ้าเรามีการวางแผน มีเป้าหมายว่าชีวิตเราต้องการอะไรแล้วต้องทำยังไงถึงจะไปให้ถึงตรงนั้น เราก็จะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย มีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน ไม่ได้เป็นทาสของกระแสต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้า เพราะเรามีเส้นชัยที่เราต้องไปให้ถึง รับประกันได้เลยว่าการใช้ชีวิตแบบมีเป้าหมายสนุก กว่าการใช้ชีวิตแบบไปวันๆ เยอะ
ชายหนุ่มผู้ชื่นชอบทองคำให้ทัศนะถึงคำว่าพอเพียง ว่าคือความพอดีหรือการไม่โลภมากจนเกินไป เขาว่าบางสิ่งบางอย่าง มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ควรจะอยู่กลางๆ จริงๆ แล้วคอนเซปต์ความพอเพียง มีหลายคนเข้าใจผิด ว่าพอเพียง คือการ อยู่เฉยๆ แบบ เดิมๆ มีเท่าไรก็พอใจแล้วไม่ต้องทำอะไรมาก ปล่อยๆ มันไปเรื่อยๆ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะสิ่งที่สำคัญคือ ความพอเพียงจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาด้วย พัฒนาอย่างพอเพียง คือพัฒนาโดยมองระยะยาว เป็นหลัก ไม่ใช้พัฒนาแล้ว หวังผลเพียงแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น
คอนเซปต์นี้ก็สามารถมาใช้กับการบริหารได้โดยคิดหลัก การโตของบริษัทแบบมีหลักการ และมีการสร้างรากฐานให้ดีก่อนแล้วจึงขยายกิ่งก้าน ค่อยๆ เติบโตแต่มั่นคง
Tags : ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ • ทอง
