ผ่านปี ปีฉลู ไปแบบไม่ค่อยจะ ฉลุย เท่าไรนัก ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเพิ่งผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วกำลังค่อยๆ ตั้งลำขยับปรับตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อเนื่องถึงปีใหม่ “ปีขาล” ปีนี้ ที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าน่าจะดีกว่าปีก่อนส่วนจะดีได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่นั้น ยังมีประเด็นให้ต้องตามดูกันต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี
หลังจากฤทธิ์ยาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อัดฉีดเข้าไปจะเริ่มหมดฤทธิ์ลงอีกครั้ง ต้องดูว่าเศรษฐกิจจะหายป่วยได้จริงหรือเปล่า
แต่การลงทุนใน “ปีเสือ” ปีนี้ คงไม่ง่ายเหมือน “ปีวัว” ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนก็ตาม เรียกว่า เป็นปีที่นักลงทุนจะต้องใช้ฝีมือและทำการบ้านกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “รายย่อย” หรือ “นักลงทุนสถาบัน” ก็ตาม
ทิศทางการลงทุนในปีเสือปีนี้ นักลงทุนจะ “ขานรับ” อย่างไรดี Fundamentals สัปดาห์นี้ มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงกองทุนรวมมานำเสนอ
แม้ว่าปี 2553 จะยังเป็นปีที่สร้างความกังวลให้นักลงทุน ว่าจะพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวก ได้จริงหรือไม่ แต่ ล่าสุดทาง “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)” คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ปี 2552 ตามภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 2.8 - 3.2% เทียบกับที่หดตัว 1.1% ในปี 2552 ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยให้ปรับตัวดีขึ้นทั้งในแง่ของปริมาณและราคา
รวมทั้งการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่องภายใต้ “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ที่คาดว่ามีความคืบหน้ามากขึ้นตามลำดับและส่งผลให้การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
“ส่วนการลงทุนภาคเอกชนภาครัฐได้เข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาการลงทุนภาคเอกชน และรักษาความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำอย่างช้าๆ เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิตยังอยู่ในระดับสูงและความต้องการภายในประเทศยังมีความเปราะบาง ในขณะที่ภาคธุรกิจส่วนหนึ่งรอดูความชัดเจนของแนวโน้มสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก่อนตัดสินใจลงทุน”
นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคการผลิต การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบาลจะส่งผลให้สถานการณ์การจ้างงานและระดับรายได้ของครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนภาคอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่รายได้ของครัวเรือนภาคเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์และราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก ประกอบกับการดำเนินนโยบายการประกันรายได้เกษตรกร ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุปสงค์ในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้น
“คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยทั้งปีจะอยู่ในช่วง 3.0 - 4.0% เทียบกับที่คาดว่าจะหดตัว 3.0% ในปี 2552 โดยที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 2.5 - 3.5% มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์จะขยายตัว 10.0% มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทขยายตัว 4.2% และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)”
@ ตลาดหุ้นยังมีอัพไซด์ 15-20%
“มนรัฐ ผดุงสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ มองว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 2553 นี้ยังมีอัพไซด์ให้กับนักลงทุนประมาณ 15-20% โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจะขึ้นไปถึงระดับ “750-800 จุด” แต่จะไม่ใช่ตลาดที่ขึ้นขาเดียวเหมือนปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งให้ผลตอบแทนประมาณ 50% โดยภาพของตลาดหุ้นมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นในช่วงต้นปีเมื่อนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้งหลังจากที่หยุดยาวไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งเป็นเทศกาลหยุดยาวในช่วงปลายปีของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปีตลาดน่าจะไซด์เวย์ไม่ไปไหนมากนักซึ่งถือเป็นปกติของตลาดหุ้นไทยก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีอีกครั้งหนึ่ง
“นี่คือภาพของตลาดหุ้นในปี 2553 ที่จะต่างออกไปจากในปี 2552 ซึ่งนักลงทุนจะต้องทำการบ้านมากขึ้น “การเลือกหุ้น (Stock Selection)” ที่จะลงทุนจะมีความสำคัญมากขึ้นในปีนี้ ต่างกับปี 2552 ที่แค่ลงทุนตามดัชนีไปก็สามารถได้ผลตอบแทนที่ดีได้เพราะหุ้นขึ้นทั้งกระดานแต่ในปีนี้จะต่างกันออกไป”
มนรัฐ ยังบอกอีกว่า ปีนี้คงต้องเน้นหุ้นที่เน้นการเติบโตภายในประเทศเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ก่อสร้างและค้าปลีกในปีนี้ถือว่าน่าสนใจรวมถึงหุ้นในกลุ่ม ปตท.ที่ราคายังไม่แพงแม้ว่าจะมีกรณีของมาบตาพุดกดดันอยู่ก็ตาม นอกจากนี้คงต้องกลับมามองหุ้นในกลุ่มยานยนต์ หรือกลุ่มที่เกี่ยวกับการบินอีกครั้ง หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวว่าแนวโน้มของกำไรของบริษัทที่น่าสนใจในกลุ่มเหล่านี้จะกลับมาด้วยหรือไม่ซึ่งคงต้องกลับเข้ามามองดูอีกครั้ง ในขณะที่หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เองหากดอกเบี้ยปรับขึ้นในปีนี้ความน่าสนใจในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คงลดน้อยลงไป
“ประเด็นสำคัญคือนักลงทุนต้องทำการบ้านมากขึ้นในปีนี้ และต้องมีวินัยในการขายเมื่อราคาปรับขึ้นมาเต็มมูลค่าแล้วซึ่งบ่อยครั้งนักลงทุนไทยอาจจะยังไม่คุ้นชินในจุดเหล่านี้ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากในการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับตัวเอง”
@ หุ้นกู้เอกชนยังน่าสนใจ
“ธีรพันธุ์ จิตตาลาน” กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย มองว่า การลงทุนในตราสารหนี้ปี 2553 นี้ นักลงทุนที่กล้าจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่านักลงทุนที่ค่อนข้างระมัดระวัง ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเอเชียเศรษฐกิจยังดีเป็นอันดับ 1 ของโลกที่จะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนดังนั้นโอกาสที่ไทยจะขึ้นดอกเบี้ยจึงมีน้อยอาจจะขึ้นมาเพื่อสกัดเงินเฟ้อเท่านั้นเองซึ่งโดยภาพรวมของเงินเฟ้อในปีนี้แม้จะปรับขึ้นมาแต่ก็ยังไม่ใช่ปัญหาที่น่าเป็นกังวลมากนัก ดังนั้นในแง่ของผลตอบแทนสุทธิของนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ยังน่าจะสูงกว่าเงินเฟ้อแต่ก็ไม่ได้มากนัก หากนักลงทุนไม่เชื่อว่าดอกเบี้ยจะขึ้นแรงการลงทุนในตราสารหนี้โดยล็อกอายุการลงทุนไว้ “ไม่เกิน 2 ปี” ได้ น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น
ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเองยังจะทรงตัวระดับต่ำต่อไปจากสภาพคล่องที่ยังล้นระบบธนาคารอยู่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว อีกทั้งมีกรณีมาบตาพุดการขยายตัวของสินเชื่อแบงก์คงยังไม่เห็นมากนัก นี่จะเป็นปัจจัยที่กดให้อัตราดอกเบี้ยแบงก์ยังคงทรงตัวในระดับต่ำต่อไป
“จากดอกเบี้ยแบงก์ที่ยังทรงตัวในระดับต่ำจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้มีเงินฝากในธนาคารต้องมองหาทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หนึ่งในนั้นก็คือตลาดหุ้นกู้ซึ่งหลังจากที่เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้วกำลังฟื้นตัวเช่นนี้ ในปี 2553 นี้ ถ้าลงทุนในหุ้นกู้จะเป็นโอกาสที่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล แม้ว่าผลตอบแทนจะลดลงจากปีที่ผ่านมาก็ตามเพราะความเสี่ยงในระบบที่ลดลงทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลแคบลง เราอาจไม่เห็นผลตอบแทนของหุ้นกู้ในระดับ 6-7% แต่ผลตอบแทนในระดับ 4-5% ยังเห็นได้ในปีนี้ และนักลงทุนจะกล้ารับความเสี่ยงในเรื่องเครดิตมากขึ้นด้วย”
ธีรพันธุ์ ยังบอกอีกว่า กองทุนตราสารตลาดเงินผลตอบแทนน่าจะปรับตัวดีขึ้นแต่เต็มที่ก็ไม่เกิน 0.50% เพราะตลาดตราสารหนี้เองมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะขึ้นดอกเบี้ยเต็มที่ประมาณ 0.50% เท่านั้น เป็นการปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ เช่นเดียวกับ “กองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้” ที่แม้ว่าแนวโน้มผลตอบแทนจะปรับตัวลดลงเช่นกันแต่ส่วนต่างของผลตอบแทนที่ได้รับจากการไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้เมื่อปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนหมดแล้วก็ยังสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศไทยเกือบ 1.0% จะเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยได้เช่นกัน นอกจากนี้การที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเองนั้นอาจจะทำให้ประเทศเกาหลีใต้มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มซึ่งอาจจะทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนระหว่างเกาหลีใต้กับไทยมีโอกาสขยับกว้างขึ้นได้เช่นเดียวกัน
@ การลงทุนทางเลือกไม่มีไม่ได้
“ดร.ศุภกร สุนทรกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี บอกว่า การลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ยังมีความน่าสนใจที่จะผสมเข้าไปในพอร์ตการลงทุนของตัวเองเพราะสินทรัพย์บางประเภทยังมีความน่าสนใจค่อนข้างมาก โดยในปีนี้แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะ “สินค้าเกษตร” เพราะในปีที่ผ่านมาราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มนี้ยังไม่ไปไหนเลยเมื่อเทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นโลหะเกี่ยวกับการก่อสร้างและโลหะมีค่าซึ่งราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาวสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทสินค้าเกษตรถือว่าน่าสนใจมากเพราะปัจจุบันราคายังไม่ได้ขยับขึ้นไปไหนเลย
สำหรับทองคำเองนั้นโอกาสในขาขึ้น (upside) ในปีนี้จะมีน้อยลงความน่าสนใจจะสู้น้ำมันไม่ได้แม้ว่าในระยะยาวจะยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่โดยปกติราคาทองคำจะเป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้ว การลงทุนทองคำโดยหวังผลตอบแทนที่หวือหวามากอาจจะไม่เหมาะนักแต่ยังคงน้ำหนักการลงทุนในระดับเป็นกลาง (Neutron) ในทองคำอยู่ โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาราคาทองคำที่ปรับขึ้นมามากก็เป็นราคาทองคำในสกุลดอลลาร์เท่านั้น แต่ถ้ามองราคาทองคำในสกุลเงินอื่น เช่น ยูโร เยน หรือบาทก็ตามราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาในสัดส่วนที่น้อยกว่า แต่ในระยะยาวยังคงเป็นขาขึ้นจากทิศทางดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะยาว แม้ราคาทองคำจะมีการปรับฐานแต่ก็จะไม่รุนแรง
“ในขณะที่แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในน้ำมันขึ้นมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและคาดว่าราคาน้ำมันในปีนี้น่าจะเฉลี่ยอยู่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ด้วยพื้นฐานราคาน้ำมันเองอยู่ประมาณ 65-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 75-76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถ้ามองเป้าหมายราคาเฉลี่ยน้ำมันในปีนี้ประมาณ 83-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว การลงทุนในน้ำมันโดยคาดหวังผลตอบแทนในระดับ 10% ยังพอไหว ซึ่งภาพรวมของสินค้าโภคภัณฑ์โดยปกติจะให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่เกิดภาวะเงินเฟ้อซึ่งคาดว่าเงินเฟ้อจะเริ่มกลับมาในปีกลางปีนี้แม้จะเป็นระดับที่ไม่สูงมากก็ตาม”
นอกจากนี้กองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความน่าสนใจโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝาก กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเฉลี่ย 7-8% ในขณะที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ (REIT) นั้น ราคาได้ปรับตัวลงมามากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและยังปรับตัวขึ้นไปไม่ถึง 50% จากระดับที่เคยตกลงมา โดยภาพรวมของการลงทุนทางเลือกเหล่านี้ยังมีความน่าสนใจทองคำเองแม้จะขึ้นมามากแต่ยังไปได้ในระยะยาว น้ำมันยังคงไปได้ สินค้าเกษตรมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะอุตสาหกรรมที่ราคาปรับขึ้นมามากแล้ว
“อย่างไรก็ตามการผสมการลงทุนทางเลือกเข้าไว้ในพอร์ตคงขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนด้วย แต่โดยเฉลี่ยสามารถลงทุนได้ประมาณ 10% ของพอร์ตการลงทุนปกติ ส่วนจะมีมากหรือน้อยกว่านี้ได้ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ”
@ จัดพอร์ตรับมือปีเสือ
“ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.อยุธยา มองว่า ทิศทางเศรษฐกิจถึงแม้ว่าปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและปัญหาที่มาบตาพุด อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่ ปัญหาเงินเฟ้อที่อาจจะสูงขึ้นและการยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในอนาคต ว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ บลจ.อยุธยา ยังคงเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก เนื่องจากมีมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงมีความจำเป็นต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หนี้สินภาครัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลให้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเสี่ยงต่อปรับตัวลดลง รวมถึงการอุปโภคบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนที่อาจฟื้นตัวไม่ทันที่จะชดเชยกับบทบาทของภาครัฐ ในกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจปรับตัวลดลง
“ส่วนแนวโน้มการลงทุนในตราสารทุน บลจ.อยุธยา ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนตราสารทุนในระยะกลางถึงยาวสำหรับผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง และยอมรับความผันผวนของการลงทุนในตราสารทุนได้ แรงเทขายทำกำไร หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสดีในการลงทุนกองทุนตราสารทุนแบบทยอยซื้อสะสม โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนในตราสารทุน”
ทั้งนี้ แนวโน้มการลงทุนในทองคำ บลจ.อยุธยายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในทองคำในระยะกลางถึงยาว โดยค่าเงินดอลลาร์ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จากสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ จะยังคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำไปอีกระยะหนึ่ง กอปรกับความต้องการทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อนำมาทดแทนเงินสกุลดอลลาร์จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นได้
ประภาส ยังบอกอีกว่า จากมุมมองดังกล่าว บลจ.อยุธยาแนะนำ “นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย” ให้ลงทุนในตราสารหนี้ 80% หุ้น 10% และทองคำ 10% ซึ่งในกรณีพื้นฐานจะให้ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 3.46% กรณีดีสุดให้ผลตอบแทน 13.50% และในกรณีแย่สุดให้ผลตอบแทนติดลบ 6.57% ส่วน “นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง” แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ 50% หุ้น 40% และทองคำ 10% ซึ่งในกรณีพื้นฐานจะให้ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 6.61% กรณีดีสุดให้ผลตอบแทน 25.86% และในกรณีแย่สุดให้ผลตอบแทนติดลบ 12.63%
ทั้งนี้ “นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง” แนะนำให้ลงทุนในหุ้น 60% ทองคำ 10% และตราสารหนี้ 30% ซึ่งในกรณีพื้นฐานจะให้ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 8.71% กรณีดีสุดให้ผลตอบแทน 34.10% และในกรณีแย่สุดให้ผลตอบแทนติดลบ 16.67%
มุมมองและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงตลาดทุนเหล่านี้ คงจะช่วยให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตรับปีขาลให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้ไม่มากก็น้อย
Tags : ธีรพันธุ์ จิตตาลาน • การลงทุนปี 2553
