หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมากับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ไม่ต่างอะไรกับพอร์ตการลงทุนและสินเชื่อของธนาคารออมสิน..
ที่ “ดร.ธัชพล กาญจนกูล” รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มบริหารการเงิน ต้องดูแลรับผิดชอบมูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านบาท ถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญยิ่ง ด้วยคุณวุฒิและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานบนเส้นทางสายตลาดเงินตลาดทุนได้สร้างผลงานอันโดดเด่นในการบริหารพอร์ตการลงทุนดังกล่าวให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกำไรธนาคารออมสินอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน แต่วันนี้เขาจะมาเผยมุมมองในการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวให้ฟังกัน
ดร.ธัชพล บอกว่า การบริหารพอร์ตลงทุนส่วนตัวพยายามใช้หลักการเดียวกันกับการบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับธนาคารออมสิน คือจะมีการจัดทำ Asset Allocation ว่าเงินควรจะไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนบ้างซึ่งในแง่มุมของการลงทุนจะพยายามลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยมากที่สุดแล้วค่อยเพิ่มระดับไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มมากขึ้น
อย่างพอร์ตลงทุน 100 ส่วน จะจัดสรรให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยเช่นพันธบัตรรัฐบาล เงินฝากธนาคาร หรือเงินสดในสัดส่วนที่สูงในพอร์ตประมาณ 80% ส่วนที่เหลือจะเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนทางเลือกโดยไปลงทุนในหุ้นของบริษัทที่อยู่นอกตลาดที่เรียกว่า “Private Equity”
โดยลงทุนในหุ้นประมาณ 10-12% อีก 5% อสังหาริมทรัพย์ ส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจะลงแค่ 5% เท่านั้น นี่คือหลักในการลงทุนที่บริหารพอร์ตให้ธนาคาร ซึ่งหลักการนี้ได้นำมาใช้ในการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวเช่นเดียวกัน
“ด้วยภารกิจที่ทำอยู่ตรงนี้ทำให้หลายคนอาจจะมองว่าผมเล่นหุ้นเยอะ แต่ผมไม่เล่นเพราะไม่มีเวลาให้ ตรงจุดนี้ผมดูแลเรื่องการลงทุนให้แบงก์เป็นเรื่องของการลงทุน แต่เล่นหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเท่านั้นเอง เป็นสินทรัพย์ประเภทความเสี่ยงสูงในการลงทุน แต่ผมเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า การดูพอร์ตลงทุนกับเล่นหุ้นมันคนละเรื่องกัน
โดยส่วนตัวไม่ชอบเล่นหุ้นและการลงทุนส่วนใหญ่ของผมก็ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประมาณ 60% ใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 20-30% และอื่นๆ อีก 10% เช่นเงินสำรองฉุกเฉินเป็นเงินสำรองไว้ ในส่วนของเงินออมเราใช้หลักกระจายความเสี่ยงทั้งในเรื่องของสถาบัน ทั้งในรูปของสินทรัพย์ด้วย เช่น เงินฝาก หรือพันธบัตรรัฐบาลๆ ความมั่นคงสูงมากคือนอนตายตาหลับไม่เจ๊งแน่นอน ส่วนตัวไม่ชอบเล่นหุ้นแต่ชอบบริหารพอร์ต”
ดร.ธัชพล ยังบอกอีกว่า การลงทุนส่วนตัวจะยึดหลักความปลอดภัย (Conservative) และมีความยืดหยุ่น (Flexibility) จะเงินลงทุนส่วนตัวหรือเงินที่บริหารให้แบงก์ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ใช้หลักเดียวกันคือปลอดภัย ส่วนตัวชอบแบบ Conservative ฝากเงินไปซื้อพันธบัตรไป หุ้นมีน้อยมากซื้อลงทุนระยะยาวรับปันผลไปเรื่อยๆ ในระยะยาวราคาก็ขึ้นถ้าฉุกเฉินจริงๆ ขายตรงนี้ไปเราก็ยังมีกำไร หลักที่ใช้บริหารพอร์ตคือ “Strategic Asset Allocation” ใช้เรื่องการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor : VI) และใช้หลักกระจายการลงทุน ซึ่งนำมาใช้ในชีวิตจริง ทั้งออมทั้งลงทุนรวมกันประมาณ 70% ผิดกันที่สินทรัพย์ที่ลงทุนที่อาจจะเป็นเงินฝากบ้าง พันธบัตรรัฐบาลบ้าง หน่วยลงทุนบ้าง โดยในส่วนของหุ้นจะมีไม่เกิน 10% ของการลงทุนทั้งหมด
“แม้จะลงทุนแบบ Conservative แต่ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงก็คุ้ม อย่างพันธบัตรรัฐบาลที่ออกมาก็ซื้อลงทุนยาวทุกที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6% ไปลงทุนในหุ้นเฉลี่ยทั้งปีขึ้นๆ ลงๆ ไม่รู้จะถึง 6% หรือเปล่า ไปลงผิดตัวขาดทุนอาจจะได้ไม่เท่านี้ ลงถูกตัวอาจจะได้มากกว่านี้เหมือนเป็นการเสี่ยงดวงเอาตลอดเวลา เราถึงมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นตรงนี้ไม่ถึง 10% แล้วยังเน้นเลือกหุ้นปันผลอีก ส่วนราคาถือเป็นอัพไซด์เกนคือว่ามันมีแต่ขาขึ้น เพราะของดีเวลาตลาดไม่ดีมันก็ลงไปไม่นาน แต่ถ้าของไม่ดียังไงมันก็ไม่ขึ้นยกเว้นมีคนมาปั่นราคาเท่านั้นเอง”
แต่ถ้าเป็นการบริหารพอร์ตหุ้นของธนาคารออมสินจะพิจารณาจากหลายปัจจัยมากซึ่งพยายามจะค้นหาโมเดลที่ใช่ เช่น 1) ดูจากปัจจัยพื้นฐาน 2) ดูจากสัญญาณทางเทคนิคเพื่อดูโมเมนตัมของราคา 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้า-ออกจากต่างประเทศหรือสถาบันใหญ่ ซึ่งบางครั้งเข้ามาทีเดียวแม้จะเป็นหุ้นที่พื้นฐานไม่ดีแต่เงินไหลเข้ามาราคาก็ขึ้นแล้ว
4) ดู Earning Yield Gap ซึ่งตัวนี้จะเป็นตัววัดผลตอบแทนของหุ้นกับผลตอบแทนของตราสารหนี้ ถ้าผลตอบแทนของหุ้นเกินระดับนี้แล้ว คนจะคิดแล้วว่าเข้าตลาดหุ้นดีกว่าเสี่ยงยังไงก็เอา แต่ถ้ากลับกันผลตอบแทนหุ้นเริ่มต่ำ เราออกเลยเหมือนกัน ถ้าลงทุนในหุ้นเป็นไปตาม 4 อย่างนี้ โอกาสผิดพลาดจะน้อยมากและที่ผ่านมาก็สามารถสร้างผลตอบแทนในหุ้นเป็นที่น่าพอใจแสดงว่าการลงทุนสไตล์นี้น่าจะมาถูกทางแล้ว
ส่วนเป้าหมายการลงทุนของ ดร.ธัชพล คือการพยายามสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเองมากกว่าการสร้างกำไรสูงสุด เพราะการหวังกำไรสูงสุดก็ตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน และที่สำคัญการลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตามต้องสามารถประเมินความเสี่ยงได้ถ้าประเมินความเสี่ยงไม่ได้ก็ห้ามลงทุน
Tags : ดร.ธัชพล กาญจนกูล

ความคิดเห็นที่ 1
ผีบุญ , 1 พฤษภาคม 2553 15:31
???