ผลวิจัย"เบบี้บูมเมอร์ รีไทร์เมนท์"บ่งชี้ประชากรกลุ่มใหญ่สุด80ล้านคนสหรัฐที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่2ใกล้วัยเกษียณแต่ยังออมไม่พออาจถึงวิกฤต
ขณะที่คนไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า อาจเผชิญปัญหาวิกฤติผู้สูงอายุเช่นกัน เพราะประชากรอายุกว่า 60 ปี จะเพิ่ม 2 เท่าจาก 9.3% ในปี 2543 เป็น 18% ในปี 2563 ขณะที่โครงสร้างประชากร 30 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมผู้สูงอายุ มีวัยทำงานน้อยลง
แนวโน้มน่าวิตกข้างต้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ "เอ็มดีอาร์ที" สมาคมที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพเก่าแก่ที่สุดในโลกอายุกว่า 80 ปี อาสาถ่ายทอดข้อมูลกับประสบการณ์ผ่าน Fundamentals ฉบับนี้ หวังกระตุ้นคนไทยเปลี่ยนทัศนคติจากการพึ่งพาลูกหลาน หันมาตื่นตัวสนใจวางแผนเร่งออมบริหารเงินเพื่อเกษียณอย่างมีความสุข
มิลเลี่ยน ดอลลาร์ ราว เทเบิล (Million Dollar Round Table:MDRT) หรือ เอ็มดีอาร์ที สมาคมที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพเก่าแก่ที่สุดในโลกอายุกว่า 80 ปีในสหรัฐ ได้สำรวจและศึกษาประชากรกลุ่มที่เรียกว่าเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งเป็นคนอเมริกันที่เกิดช่วงปี 2499-2507 มาตั้งแต่ปี 2549 และนำเสนอข้อมูลโดยใช้ชื่อการสำรวจครั้งนั้นว่า "เบบีบูมเมอร์ รีไทร์เมนท์"
งานสำรวจและศึกษาของเอ็มดีอาร์ที ยิ่งเป็นที่รับรู้และตื่นตัวในหมู่คนอเมริกัน หลัง อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ร่วมกับประธานของเอ็มดีอาร์ที เชิญนักการเงินทั่วโลกร่วมสัมมนารับรู้ผลสำรวจของเอ็มดีอาร์ที ที่กำลังบอกคนทั่วโลกว่ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์ อาจก่อวิกฤติให้กับโลกได้
วิกฤติข้างต้นจะมีความรุนแรงยิ่งกว่าโรคซาร์ส ยิ่งกว่าสึนามิ ยิ่งกว่าแผ่นดินไหวญี่ปุ่น ยิ่งกว่าไข้หวัดนกหรือไข้หวัด 2009 มารวมกัน เพราะปริมาณเงินหรือดีมานด์ที่จะหายไปจากโลกนี้ อันเนื่องมาจากคนกลุ่มนี้จะไม่มีเงินแล้ว
เบบี้บูมเมอร์คนแรกเริ่มเกษียณแล้วในปี 2549 จำนวนอีกไม่น้อยทยอยเกษียณ คนกลุ่มนี้ไม่น้อยกว่า 80 ล้านคน ถือเป็นกลุ่มใหญ่สุดของโลกกลุ่มหนึ่ง และเป็นดีมานด์หลักของหลายอุตสาหกรรมใช้ต้นทุนผลิตสินค้าต่ำหรือโลว์คอส รองรับตลาดแมสอย่างเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งเปรียบได้กับพลังสำคัญ เป็นกลไกหลักช่วยอุตสาหกรรมต่างๆ และการเงินทั่วโลกขยายตัวได้
"สิ่งที่อเมริกาตระหนักตอนนี้ คือให้กลุ่มคนเริ่มเกษียณ ต้องบริหารเงินหรือคนกำลังเกษียณอีก 5-10 ปีต้องทำงานและวางแผนการเงินควบคู่กันไป สนับสนุนคนกลุ่มนี้หางานพาร์ทไทม์ ซึ่งญี่ปุ่นทำได้สำเร็จดึงคนกลุ่มนี้กลับมาทำงานได้แม้ตำแหน่งไม่ค่อยดี และกลุ่มคนที่จะเกษียณอีก 10 ปีข้างหน้า ยังมีเวลาพอเตรียมเงินได้มาก จะช่วยลดวิกฤติกับปัญหานี้ได้มาก" เดิมพัน อยู่วิทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัทแพลทตินัม คอนซัลติ้ง และเป็นสมาชิกและประธานของเอ็มดีอาร์ทีในไทย ให้ข้อมูล
Oไทยอาจเกิดวิกฤติผู้สูงวัย
จากข้อมูลเบบี้บูมเมอร์สหรัฐ อาจจุดวิกฤติโลกในอนาคต ทำให้ไทยต้องหันมามองแนวโน้มคนวัยเกษียณในประเทศบ้าง ด้วยการดูผลศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี เรื่องสัดส่วนประชากรไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
เอดีบีชี้ว่าคนไทยอายุเกิน 60 ปี จะเพิ่มขึ้นจาก 9.3% ในปี 2543 เป็น 18% ในปี 2563 ส่งผลให้สัดส่วนคนวัยทำงานต่อจำนวนผู้สูงอายุจะลดลง จาก 6 ต่อ 1 เป็น 3 ต่อ 1 ภายในปี 2563 หรืออีกไม่เกิน 13 ปีข้างหน้า และในปี 2583 หรืออีกประมาณ 33 ปี สัดส่วนจะลดลงเป็น 2 คน ต่อ 1 คน
จากข้อมูลเอดีบีสรุปได้ว่าโครงสร้างประชากรของไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” และอีก 20 ปีข้างหน้า ไทยอาจเผชิญวิกฤติผู้สูงอายุได้ ซึ่งหมายความว่าอีกไม่นานประชากรวัยทำงานจะเริ่มมีภาระในการเลี้ยงดูคนสูงอายุในสังคมมากขึ้น
และแม้ไทยจะมีระบบประกันสังคม หรือระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนมีเงินออมมากเพียงพอ สำหรับการใช้จ่ายในบั้นปลายของชีวิต จึงจำเป็นคนไทยทั่วไปขณะนี้ ต้องเตรียมพร้อม ตั้งแต่หนุ่มสาวหรือในวัยกลางคน เพื่อสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุขและไม่ขัดสน
Oหนุนคนไทยวางแผนการเงิน
แอน มารี ลี ประธานร่วมเอ็มดีอาร์ทีประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเดินทางมาประชุมและพบปะสมาชิกในไทยรวมทั้งเดิมพัน ได้ให้ภาพรวมของคนเอเชียซึ่งรวมถึงคนไทยว่าในกรณีเลวร้าย หากคนเอเชียไม่วางแผนหรือไม่เตรียมตัวไว้เพียงพอ ย่อมเกิดผลกระทบครั้งใหญ่
เพราะสาธารณสุขดีขึ้น ทำให้คนเอเชียต้องจัดการกับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งเกี่ยวกับความสามารถทางการเงินต้องเปลี่ยนไปตามภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน ส่งผลกระทบต่อประชากรวัยทำงาน ยิ่งเปอร์เซ็นต์ประชากรสูงวัยที่ไม่มีหรือไม่สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองมีมาก ภาระรัฐต้องจัดการเรื่องนี้ยิ่งมากขึ้น และเป็นภาระต่อเนื่องให้คนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า
"ถ้าประชาชนเข้ามามีส่วนรับผิดชอบด้วยการคิดวางแผนให้ตัวเอง ไม่ใช่แค่พึ่งพาลูกหลานตัวเอง ไม่ใช่พึ่งแค่สวัสดิการสังคมและรัฐบาล แต่วางแผนเลือกโปรดักท์บริหารเงินของตนเอง ด้วยหนทางนี้จะช่วยลดภาระการเงินตัวเองในอนาคต และมีความสุขแม้วัยมากขึ้นแต่ยังรู้สึกภูมิใจสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้" แอน มารี ลี แนะนำ
ประธานร่วมเอ็มดีอาร์ทีเตือนว่า การไม่ตื่นตัวหรือวางแผนการเงินไม่เพียงพอ ผู้สูงวัยต้องถูกบีบให้ใช้ชีวิตด้วยต้นทุนต่ำลง และใครจะเป็นคนช่วยเหลือผู้สูงวัยเหล่านี้เมื่ออายุย่างเข้าเลข6 พวกเขาอาจต้องพึ่งพารัฐบาล ซึ่งกลายเป็นภาระรับผิดชอบหนักมากมายมหาศาลของภาครัฐ
ค่านิยมเป็นอุปสรรค
แอน มารี ลี ชี้ว่าการยึดติดวัฒนธรรมค่านิยมตามแบบเอเชีย ที่คนสูงวัยผู้เป็นพ่อและแม่ยังพึ่งพาลูกหลานคอยดูแล อย่างจีนจะมีลูกสัก10 คน ร่วมกับแบ่งรับต้นทุนต้องเลี้ยงดูผู้ใหญ่ แต่อนาคตย่อมมีภาระเมื่อลูกหลานก็มีเหลน ที่ต้องเลี้ยงดูไปพร้อมกับการเตรียมการเพื่อวัยเกษียณของตัวเอง ซึ่งถือเป็นผลกระทบอย่างมากมายที่จะเกิดขึ้นตามมา และเป็นต้นทุนสูงมาก
"วิถีชีวิตแบบเก่า ที่ผู้สูงวัยต้องพึ่งพาลูกหลานตัวเอง เป็นต้นทุนการเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งปกติจะต้องหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวของตัวเองอยู่แล้ว แต่ต้องรับภาระมากขึ้นในการดูแลผู้สูงวัยที่มีอายุยืนยาวขึ้น แต่การปรับคนเอเชียที่กำลังกลายเป็นผู้สูงวัยให้เปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ ให้มองบวกกับอนาคต มีพลังมีบทบาทคล่องตัว ดูแลตัวเองได้สามารถทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องเกษียณตัวเองเมื่ออายุเข้าเลข 5 หรือ 6 นั้น ถือเป็นเส้นทางอีกยาวไกลต้องไปให้ถึง" แอน มารี ลี ให้ความเห็น
Oชูสิงคโปร์ตื่นตัวแก้ปัญหา
แอน มารี ลี ซึ่งพกพาประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพของพรูเดนเชี่ยลในสิงคโปร์ มานำเสนอด้วยนั้น ให้ข้อมูลเปรียบเทียบการตื่นตัวของสิงคโปร์กับไทยว่า รัฐบาลไทยอาจล่าช้ากว่าเพราะไม่ดำเนินการอย่างจริงจังในการกระตุ้นคนรุ่นใหม่หรือแก้ปัญหาผู้สูงวัยที่ไม่วางแผนหรือเตรียมพร้อมทางการเงินอย่างสิงคโปร์ ที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ หลังรับข้อมูลและเรียนรู้ถึงปัญหาวัยเกษียณทั้งในสหรัฐและยุโรป
โดยขณะนี้ประมาณ 70% ของคนสิงคโปร์ตื่นตัวรับข้อมูล แม้ต้องใช้เวลาอีกนานอาจถึงทศวรรษหน้า เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายให้มีประชากรรับรู้ข้อมูลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ 10 ปีที่ผ่านมาถือเป็นการพัฒนาที่ดี ในการทำให้คนสิงคโปร์ตระหนักว่าการวางแผนการเงินสำคัญ
"คิดว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่ดิฉันเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมการเงิน และรับรู้ว่ารัฐบาลได้เร่งดำเนินการอย่างมาก ในการให้ความรู้กับคนสิงคโปร์เรื่องการวางแผนการเงิน"
Oเน้นให้ความรู้คนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ แอน มารี ลี เล่ารัฐบาลสิงคโปร์พยายามเปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่ ให้คิดถึงเวลาที่พวกเขาอายุมากขึ้น และอยากเกษียณตัวเองแบบไม่คิดเชิงอนุรักษนิยม ที่ว่าการเป็นสูงวัยไม่สามารถทำอะไรที่คล่องตัวได้
ที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ทำไปค่อนข้างมากแล้วและทำต่อเนื่อง เช่น ช่วยครอบครัวมีบุตรโดยให้เงินช่วยเหลือ ช่วยเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก ลดหย่อนภาษีจูงใจคนทุกรุ่นมีวินัยออมเพื่อเกษียณ ช่วยคู่สมรสไม่มีบุตรหรือผู้สูงวัยมีอายุยืนยาวสามารถจับกลุ่มขอใช้บริการสถานสงเคราะห์ดูแลผู้สูงวัยได้ หรือกระตุ้นบริษัทต่างๆ รับผู้สูงวัยทำงานมีรายได้ กรณีมีอายุขัยยาวนานขึ้น
"สิงคโปร์ให้ความรู้ประชาชนผ่านบทความในสื่อสิ่งพิมพ์ เน้นถึงความจำเป็นต้องมีแผนการเงิน ผลกระทบหากไม่เตรียมการที่ดีเพื่อวัยเกษียณ หรือให้ตัวอย่างชีวิตมีความสุขของกลุ่มคนที่มีการวางแผนที่ดี และมีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับอนาคตทางการเงิน รัฐทำงานกับบอร์ดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนกลาง (Central Provident Fund: CPF) ร่วมกับสมาคมวางแผนการเงินจัดสัมมนาให้ความรู้คนทั่วไปสม่ำเสมอ"
ขณะที่ธนาคารหรือบริษัทบริการการเงิน หรือแม้แต่กลุ่มองค์กรไม่แสวงผลกำไร จัดสัมมนาสาธารณะให้ความรู้ถึงผลเสียของสังคม ที่เพิกเฉยละเลยความจำเป็นต้องมีการวางแผน และต้องทำอย่างไรในการบริหารเงิน
ตอนนี้ยังให้ความรู้แก่นักเรียนตามสถานศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะระดับประถมหรือมัธยม มีการจัดเวิร์คชอปและสัมมนา สอนให้เด็กรู้ความสำคัญของการบริหารเงิน ทำงบการเงินและให้รู้ว่าใช้อย่างไรเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ ทุกอย่างที่สอนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยปรับทัศนคติคนรุ่นใหม่ควบคู่กันไป
Oรัฐจูงใจคนให้ออม
แอน มารี ลี กล่าวว่าเป็นเวลาหลายปีแล้ว คนสิงคโปร์ที่มีงานทำสามารถสมัครซีพีเอฟ โดยมีส่วนร่วมในการส่งเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งให้กองทุน และนายจ้างส่งเงินสมทบ กองทุนนี้ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับวัยเกษียณ รัฐบาลเป็นผู้บริหารซีพีเอฟเอง ผู้ส่งเงินจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เพื่อการเกษียณ เพื่อความจำเป็นทางการแพทย์ และใช้เป็นทุนสำหรับที่อยู่อาศัย
แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา วิกฤติกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เพิ่มทางเลือกบริหารกองทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีแก่ประชาชน และเพื่อไล่ให้ทันกับเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นตลอดเวลา จึงออกนโยบายเปิดทางผู้ถือหน่วย สามารถลงทุนได้หลากหลาย จากรูปแบบการลงทุนที่รัฐบาลเลือกให้ และรัฐบาลยังคงมีอำนาจอนุมัติในชั้นสุดท้าย เพราะเกรงว่าการเปิดเสรี อาจก่อความเสี่ยงให้ผู้ลงทุนเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณได้
"ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทุนกระตุ้นให้คนสิงคโปร์รับผิดชอบตัวเองด้วย อนุญาตให้ใช้เงินจากกองทุนเพื่อการลงทุนส่วนบุคคลได้ และสิ่งที่รัฐทำคือนำเสนอโปรดักท์ที่เชื่อว่าความเสี่ยงต่ำ สามารถเข้าไปลงทุนโดยใช้เงินจากกองทุนนี้สำหรับการเกษียณได้ โดยรัฐบาลและบอร์ดของกองทุนเป็นผู้อนุมัติขั้นสุดท้าย เพราะบอร์ดจะช่วยบริหารความเสี่ยง เพราะกลัวว่าคนสิงคโปร์หวังแต่ผลตอบแทนสูง โดยไม่รู้ทันถึงความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย"
บอร์ดซีพีเอฟยังใช้ข้อบังคับ เรียกว่า "การถอนเงินลงทุนขั้นต่ำ" (Minimum sum scheme) จะกำหนดว่าให้ถอนเงินก่อนกำหนดได้เท่าไหร่ต้องดูอายุและค่าจ้างที่ได้แต่ละเดือน ซึ่งเงินที่ให้นำออกไปลงทุนจะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำสุดที่ให้กับรายได้ขณะนั้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ถือหน่วยจะรอบคอบค่อยๆ ถอนเงินออกมาเพียงพอตลอดชีวิตที่เหลืออยู่
"เพราะวัยเกษียณเมื่อถอนเงินออกมาใช้ อาจเกิดปัญหาไม่รู้ว่าจะบริหารเงินอย่างไร พอเกษียณแล้วคุณอาจใช้เงินที่เก็บมาหมดไปภายในปีเดียวก็ได้ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ และช่วยผู้กำลังเกษียณบริหารเงินให้เกิดประสิทธิภาพ จึงมีข้อบังคับให้สามารถถอนเงินออกมาได้ตามเพดานขั้นต่ำที่กำหนด ค่อยๆ ถอนไม่ใช่ถอนออกมาทีเดียวทั้งหมด"
กรณีคนมีรายได้สูง รัฐบาลลดหย่อนภาษีเงินออมเพื่อเกษียณ กระตุ้นให้คนออมเงินเหลือเก็บจากรายได้ที่มาก เรียกว่า "แผนเติมเต็มเพื่อการเกษียณ" (Supplementary retirement scheme) ด้วยการนำเงินส่วนหนึ่งประมาณ 30%ของรายได้ ไปฝากเปิดบัญชีจะได้รับการลดหย่อนภาษี และสามารถนำไปลงทุนในเครื่องมือการเงินที่รัฐอนุมัติได้
"ทุกปีคนสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงกลุ่มนี้ จะบังคับตัวเองให้ออมเพื่อการลงทุนในเกษียณ โดยได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินออมที่ฝากไว้ตามโครงการ ยิ่งสะสมมากเท่าไหร่การลดหย่อนภาษีจะได้มากขึ้นตามไปด้วย แต่หลักๆ คือรัฐบาลต้องการให้คนออมไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ และต้องออมให้ได้ถึงอายุ 62 ถ้าเอาเงินออกก่อนกำหนดจะถูกปรับคืนเงินลดหย่อนภาษีคิดตามเปอร์เซ็นต์กับจำนวนเงินที่ถอนมาใช้เร็วก่อนกำหนด" แอน มารี ลี สรุปให้ฟังในตอนท้าย
Tags : เบบี้บูมเมอร์ • เกษียณ • รีไทม์เม้นท์ • แอน มารี ลี

ความคิดเห็นที่ 3
คนไทย , 12 กุมภาพันธ์ 2553 23:28
AIA อยู่แค่เอเชียครับ
ที่เมกา เป็น AIG ซึ่งเป็นบริษัทแม่
แล้วที่ขาดทุนคือ การทำประกันใน CDS
ประกันความเสี่ยงในการลงทุน
ไม่เกี่ยวกับประกันชีวิต
คห1 คุณมั่วมากๆ
ความคิดเห็นที่ 2
P.P. , 21 ธันวาคม 2552 13:52
เสริมความรู้ หนทางก่อเกิดปัญญา
ไคว้คว้าหาโอกาส หนทางสู่การรอด
วิกฤตคือโอกาส (เหวยจี)
ความละโมบ คือหนทางสู่ความล้มเลว
ยิ่งให้ จะยิ่งได้ผลตอบแทน
ความคิดเห็นที่ 1
ฟฟฟ , 21 ธันวาคม 2552 09:03
สถาบันการออมก็ใช่ว่าจะมีจริยธรรมอะไรมากกมาย ดูอย่าง AIA ของอเมริกา นำเงินที่คนอดออมมาทั้งชีวิต นำไปลงทุนอย่างผิดๆ ทำให้ขาดทุนมหาศาล ถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาอุ้มป่านนี้คนอเมริกันเหล่านั้นก็สิ้นเนื้อประดาตัวไปหมดแล้วครับ