หลังจากมีบทเรียนราคาแพงจากการใช้เงินเกินตัวและฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น สมัยยังใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษ จนต้องลงมือปลดเปลื้องหนี้สินจากบัตรเครดิต
อย่างเหน็ดเหนื่อย ทำให้เอมี่ "มรกต กิตติสาระ" หันมาใช้เงินอย่างระมัดระวังและรอบคอบมากขึ้น
นักแสดงจากวิก 7 สีและมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2547 เล่าย้อนหลังให้ฟังถึงประสบการณ์การใช้เงินที่ผิดพลาดในอดีตว่า เธอเคยผ่านช่วงชีวิตที่ใช้เงินแบบไม่คิดมาแล้ว อยากได้นั่นอยากได้นี่ ทั้งที่ยังไม่มีรายได้ ใช้เงินเกินตัว จนในที่สุดก็เกิดปัญหาตามมาให้แก้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดพลาดทางการเงินที่จดจำไปอีกนาน
"ตอนยังอยู่อังกฤษใช้ชีวิตเหมือนนางเอกหนังเรื่อง Shoppaholic เลย เห็นอะไรก็ซื้อกระจัดกระจายไปหมด ซื้อแบบไม่คิด กิน เที่ยว สารพัด ตอนนั้นใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมของพ่อ ก็เลยรูดกระจาย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนเป็นหนี้ ตอนนั้นคิดว่าไม่ได้แล้ว เราต้องหยุดใช้ ไม่งั้นบานปลายแน่ ก็เลยหันไปทำงานพิเศษเพื่อจำเอาเงินมาปลดหนี้ และเริ่มควบคุมการใช้จ่าย ช่วงนั้นแทนที่จะซื้อของมือหนึ่งของแบรนด์เนม ก็เริ่มหันไปซื้อของมือสองมาลองใช้บ้าง ซึ่งก็ดี เป็นบทเรียนทำให้ไม่อยากเป็นหนี้ ตอนนั้นได้ข้อคิดว่า คนเราถ้ายังหาเงินเองไม่ได้ ก็อย่าริใช้เงินเกินตัว เรื่องบางเรื่อง กว่าจะรู้ตัว บางทีก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้ด้วยตัวเอง"
หลังจากมีบทเรียนราคาแพงแล้ว มรกตเล่าถึงการใช้จ่ายในปัจจุบันว่า ทุกวันนี้ซื้อของเยอะก็จริง แต่ก็เป็นของที่ใช้แล้วคุ้มค่า และเมื่อรู้ตัวเองว่าเป็นคนที่ชอบใช้เงิน ก็ต้องชอบหารายได้ด้วย นั่นทำให้ข้าวของที่ซื้อในปัจจุบันก็มักจะเป็นของที่สามารถแปลงสภาพเป็นการลงทุนได้ด้วย เช่นกระเป๋า รองเท้า นาฬิกาที่เป็นของแบรนด์เนม เราสามารถพัฒนาให้เป็นการลงทุนได้
"เช่นนาฬิกาบางยี่ห้อที่ซื้อรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น และเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาก็จะไม่มีตก เพชรก็มีบ้าง แต่ไม่มาก
พวกกระเป๋า รองเท้าบางแบรนด์ซื้อแล้วราคาไม่มีตก เช่น แอร์เมส ที่จริงทุกวันนี้มีวิธีซื้อขายของพวกนี้เยอะแยะ เช่นเข้าไปขายในอี-เบย์ หรือบางคนอาจจะมีชุมชนของตัวเองอยู่แล้ว ก็เอามาปล่อยขายได้
ส่วนพวกเสื้อผ้าอันไหนที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้แล้ว ก็รวบรวมไว้แล้วเอาไปขายตามตลาดนัดหรืองานแฟร์ ที่เดี๋ยวนี้มีเยอะและจัดบ่อยมาก ของพวกนี้สามารถสร้างรายได้ได้ โดยปกติเป็นคนที่ชอบหารายได้อยู่แล้ว เช่น เวลาใช้ของไประยะหนึ่งแล้ว ก็จะโละเอากระเป๋า รองเท้า ออกมาขายตลอด และตัวเองก็ชอบที่จะซื้อของมือสองมาใช้เหมือนกัน"
มรกตบอกว่า เพราะรู้ตัวว่าอาชีพนักแสดงอาจไม่ยั่งยืน ขณะเดียวกันรายได้แต่ละเดือนก็ไม่แน่นอน อีกทั้งทุกวันนี้ในแวดวงบันเทิงก็มีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นทุกวัน นั่นทำให้เธอต้องหมั่นหารายได้ และเก็บสะสม รวมถึงนำเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุน แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบพึ่งตัวเองเป็นหลัก เมื่อถึงเวลาลงทุนก็จะเน้นบริหารจัดการด้วยตัวเอง และบริหารจัดการเงินทองให้ลงตัวมากที่สุด ดูแลรายรับรายจ่ายไม่ให้ติดลบ เพราะถึงจะจ่ายมากแค่ไหน ต้องควบคุมให้รายได้มากกว่ารายจ่ายเสมอ
มรกตเล่าถึงการจัดการเงินทองของเธอ ว่าทุกวันนี้ เมื่อมีเงินจะแบ่งออกเป็นก้อนๆ โดย 50% จะเก็บไว้ฝากแบงก์ อีก 25% เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน เหลืออีก 25% กันเป็นเงินลงทุน
ในส่วนของการลงทุนนั้น โดยหลักๆ เป็นการซื้อทอง เธอเล่าให้ฟังว่าเริ่มซื้อทองแท่งตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นทองยังราคาไม่แพงมาก ยังลงทุนได้อยู่
"ที่จริงตอนแรกก็ไม่ได้ชอบท่องแท่งเท่าไหร่ แต่ตอนนั้นเพื่อนแนะนำให้ซื้อ ก็เลยทยอยซื้อเก็บมา ตั้งแต่ทองยังราคา 7,000 บาท ก็พบว่าผลตอบแทนดีและไม่เสี่ยงเท่าการลงทุนในหุ้น และไม่ผันผวนมากนัก หลักๆ ก็ซื้อทองของโกลเบล็กซ์"
การลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่มรกตเพิ่งเริ่มลงทุนได้ไม่นานคือหุ้น เธอเล่าว่าเพิ่งออกสตาร์ทตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะราคาหุ้นตกลงไปต่ำมาก ตอนนี้จึงได้ผลตอบแทนค่อนข้างน่าพอใจ
"นี่ก็เพื่อนชวนให้ลงทุนอีกเหมือนกัน เพื่อนๆ เล่นกัน ก็เลยเล่นตาม ทีแรกคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยาก พอเริ่มลงทุนก็รู้สึกว่า ไม่ยากอย่างที่คิด ที่ลงทุนอยู่ก็มีหุ้นเหล็ก แน่นอนว่า พอลงทุนในหุ้นเราก็ต้องติดตามสถานการณ์ตลอด เช้ามาต้องรู้แล้วว่า ตลาดหุ้นเป็นยังไง หุ้นที่เราลงทุนอยู่ราคาปิดเปิดเท่าไหร่ จะได้ตามสถานการณ์ทัน"
มรกต บอกว่าโดยมากเป็นการลงทุนระยะสั้น เพราะเธอไม่ค่อยชอบลงทุนระยะยาวเท่าไหร่ ไม่อยากเอาเงินเก็บไปจมอยู่ในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ก็มีความสุขกับการลงทุนและการทำกำไรระยะสั้น
"บางที กำไรไม่กี่บาทก็เอาแล้ว ไม่อยากรอให้ได้กำไรเยอะๆ แล้วถึงขาย แต่เป็นคนที่เล่นหุ้นประเภทได้กำไรแค่วันละ 5 พันบาทก็พอใจแล้ว เพราะไม่ได้เทรดเยอะอะไรเท่าไหร่ "
มรกต พูดทิ้งท้ายถึงเป้าหมายในชีวิตของเธอว่า อยากเป็นผู้หญิงเก่งที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองและประสบความสำเร็จมีคนยกย่อง กำลังสะสมประสบการณ์และเรียนรู้ รวมถึงดูว่าอะไรเหมาะกับเรา แต่เหนืออื่นใดคงจะต้องมีความพร้อมมากที่สุด
Tags : มรกต กิตติสาระ • บัตรเครดิต • หนี้

ความคิดเห็นที่ 1
คนหนึ่ง , 7 สิงหาคม 2553 11:14
หนูก็อยากเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีธุรกิจเป็นของตัวเองเหมือนกันค่ะ แต่หนูก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้ไหม แต่ก็จะพยายามค่ะ