กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 01:00

เฉลี่ยต้นทุน+จับจังหวะลงทุน..สูตรลงทุน มนรัฐ ผดุงสิทธิ์

“มนรัฐ ผดุงสิทธิ์”

“มนรัฐ ผดุงสิทธิ์”

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

จากผู้จัดการกองทุนหุ้นฝีมือฉกาจ หลานชาย “มารวย ผดุงสิทธิ์” ที่ฝากผลงานกองทุนหุ้นเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมมาแล้ว

ก่อนที่ย้ายค่ายก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารคนล่าสุดของ “บลจ.วรรณ” กับเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนกองทุนหุ้นของบริษัทให้กลับมาติดกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมให้ได้

วันนี้ มนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ จะมาเปิดมุมมองการลงทุนส่วนตัวของเขาให้ฟังกัน

มนรัฐ บอกว่า ตัวเองมีความสนใจการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมากโดยเฉพาะการลงทุนในที่ดินซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้ลงทุนจริง เชื่อว่าที่ดินน่าจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ทั้งร้านอาหารเพราะวันหนึ่งคนเราก็ต้องแก่ลงจะมานั่งทำงานแบบนี้ไปตลอดคงไม่ใช่ แต่ปัจจุบันมีการลงทุนในบ้านและคอนโดไว้ 3 ที่ ได้แก่ บางนา รามอินทรา และหัวหินซึ่งแท้จริงแล้วค่าของบ้านก็คือที่ดินนั่นเองซึ่งหากราคาดีขึ้นกว่าที่ซื้อไว้ก็พร้อมจะขายเช่นกัน ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นสัดส่วนใหญ่ของพอร์ตประมาณ 70% ในส่วนที่เป็นเงินเหลือเก็บหลังจากหักค่าผ่อนบ้านและเก็บให้ลูกแล้วจะนำมาลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นหลักทั้งกองทุนรวมตราสารตลาดเงิน กองทุนรวมผสม กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

“ในส่วนการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นจะเป็นตราสารหนี้ประมาณ 65% เป็นตราสารหนี้และอีก 35% เป็นหุ้น เพราะผลตอบแทนที่เราได้รับมาเกี่ยวข้องกับหุ้นอยู่แล้ว ถ้าเราเอาผลตอบแทนที่ได้รับมาไปลงทุนในหุ้นอีกค่อนข้างที่จะน่ากลัว ก็เลยอยากจะลงทุนในตราสารหนี้ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อให้มั่นใจ”

กองทุนที่เลือกลงทุนจะเน้นไปที่กองทุนประเภท “ACTIVE MANAGEMENT” ทั้งหมด โดยจะพิจารณาประกอบในหลายด้านทั้งความมั่นคงของตัวบริษัท มีแบรนด์เนมที่น่าเชื่อถือหรือไม่ มีทีมผู้บริหารรวมถึงผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถหรือไม่ เพราะส่วนตัวอยู่ในวงการพอจะทราบว่าผู้จัดการกองทุนคนนี้ผลงานเขาเป็นยังไงบ้างเชื่อถือได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ 1 แต่ต้องไม่เป็นที่โหล่ มีผลงานสม่ำเสมอและที่สำคัญต้องสร้างผลตอบแทนดีกว่าดัชนีเทียบวัด  (BENCHMARK) แล้วค่อยมาเลือกความสะดวกในการใช้บริการ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปควรจะพิจารณาเลือกกองทุนจากผลงานในอดีตที่มีความสม่ำเสมอต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสำคัญ

“เชื่อว่าตลาดไทยเป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่ว่าตลาดหุ้นหรือตราสารหนี้ ทำให้มีโอกาสที่ผู้จัดการกองทุนจะคิดต่างและสร้างผลงานได้ดีกว่าคนอื่นเลยเลือกกองทุนสไตล์ ACTIVE MANAGEMENT เพราะเชื่อว่าเขาน่าจะเอาชนะดัชนีเทียบวัดได้ เพราะไหนๆ เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการใกล้เคียงกันแล้ว เราเอาเงินไปจ้างคนที่ขยันมาทำงานให้เราไม่ดีกว่าหรือจะเลือกลักษณะนี้มากกว่า”

มนรัฐ ยังบอกอีกว่า สไตล์การลงทุนในหุ้นส่วนตัวจะผสมผสานระหว่าง "การเฉลี่ยต้นทุน" (DOLLAR COST AVERAGING : DCA) และ "การจับจังหวะลงทุน" (MARKET TIMING) เข้าด้วยกัน โดยอาศัยสถิติในอดีตช่วยในการตัดสินใจ เพราะ "การซื้อแล้วถือยาว" (BUY AND HOLD) เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ไม่ได้กับตลาดหุ้นไทยจากสถิติผลตอบแทนที่ได้ยังสู้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ไม่ได้เลย

จากสถิติ “หุ้นจะดีช่วงไตรมาสที่ 1 ไตรมาสมาสที่ 2-3 ไม่ดี ส่วนไตรมาสที่ 4 จะเริ่มกลับมาดีแล้ว” จากสถิติส่วนใหญ่พบว่าช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.น่าจะเป็นช่วงที่ซื้อหุ้นได้ถูกที่สุด แล้วไปสวิตชิ่งออกจากหุ้นกลับเข้ากองทุนตราสารตลาดเงินอีกครั้งในช่วงเดือนก.พ. โดยหลังจากนั้นเราก็จะซื้อเป็นปกติทุกเดือนอาจจะซื้อกองทุนตลาดเงินมากหน่อย แล้วเมื่อถึงช่วงจังหวะเดือนก.ย.-ต.ค.ค่อยโยกเงินในกองทุนตราสารตลาดเงินไปเข้าหุ้นอีกครั้งช่วงปลายปีผสมผสานไป แต่การเฉลี่ยต้นทุนก็ทำทุกครั้งที่มีเงินก็ซื้อ เพราะเป็นการลงทุนที่จะช่วยให้หลับได้สบายใจ

“การลงทุนมีเป้าหมายเพื่อเกษียณ จะได้มีเงินสักก้อนไว้ทำธุรกิจเล็กๆ ได้ เพราะคนจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้ทำงาน ถ้าอายุมากไปแล้วไม่ได้ทำงานผมว่ามันจะไม่มีค่าเลย ถ้าคิดจะเกษียณเร็วแล้วไปใช้เงินคิดว่าไม่มีประโยชน์แม้คุณจะเป็นคนรวยก็ตาม คุณค่าของคนจะมีประโยชน์คือการที่เราได้ทำงาน ทุกคนยังยกย่องเราว่ามีคุณค่าในการทำงาน การทำงานแม้ว่าจะเลยวัยเกษียณไปแล้วก็ยังดีถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำงานต่อไป”

มนรัฐฝากไว้ว่า “การศึกษา” และ “วินัยการลงทุน” เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยนำพานักลงทุนไปสู่ความสำเร็จในการลงทุนได้

Tags : มนรัฐ ผดุงสิทธิ์ บลจ.วรรณ

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement