กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 04:00

พัชร สมะลาภา..บริหารความเสี่ยง ก่อนบริหารผลตอบแทน

พัชร สมะลาภา  รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

“พัชร สมะลาภา” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย ถือเป็นคนหนุ่มร่ำรวยความสามารถอีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนมายาวนา

เคยร่วมงานกับสถาบันการเงินชั้นนำทั้งของไทยหรือระดับโลกอย่าง “DEUTSCHE MORGAN GRENFELL SECURITIES (UK) LTD.” หรือ “MERRILL LYNCH & CO. INC AUSTRALIA & THAILAND” ก่อนจะได้มาร่วมงานกับบริษัทจัดการกองทุนรวมชั้นนำของไทยอย่าง บลจ.กสิกรไทยในปัจจุบัน วันนี้เขาจะมาเผยแง่คิดและเปิดมุมมองในเรื่องการลงทุนส่วนตัวให้ได้ฟังกัน

พัชร บอกว่า การจัดพอร์ตของแต่ละคนคงแตกต่างกันออกไปตามความสามารถในการรับความเสี่ยงและเป้าหมายการเงินของแต่ละคน  ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่พอร์ตการลงทุนส่วนตัวนั้นถือว่าค่อนข้างเสี่ยง  เพราะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นค่อนข้างมากรวมทั้งยังมีการ LEVERAGE เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับการลงทุนด้วยโดยเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศที่มีการใช้ LEVERAGE ในการเพิ่มผลตอบแทนซึ่งในประเทศไทยยังไม่เปิดให้ทำ

เหตุผลเบื้องหลังมาจากเป้าหมายทางการเงินในตอนเริ่มต้น ที่คิดว่าตัวเองอยากจะได้เงินมาเป็นก้อนเท่าไร จากเป้าหมายก็คิดย้อนกลับมาว่าด้วยค่าใช้จ่ายแบบนี้ ไลฟ์สไตล์แบบนี้ มีครอบครัวแบบนี้อยากจะเก็บเงินสักเท่าไร แล้วค่อยกลับมาดูว่าเราจะทำยังไงเพื่อให้ได้เงินก้อนนั้นมา ซึ่งทำให้การลงทุนส่วนตัวต้องรับความเสี่ยงค่อนข้างมากเหมือนกัน

แต่ที่สามารถรับความเสี่ยงได้มากขนาดนี้เพราะเริ่มต้นลงทุนมาตั้งแต่ช่วง 10 กว่าปีก่อนซึ่งอายุยังไม่มากนักอีกทั้งตัวเองก็เติบโตมากับตลาดทุนได้ลงทุนผ่านตลาดทุนมาเรื่อยๆ ในตอนนั้นมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเกือบ 100% ตลอดเวลาและในบางช่วงที่ LEVERAGE ด้วยก็จะมากกว่า 100% แต่สไตล์การลงทุนแบบนี้ไม่แนะนำให้กับนักลงทุนทั่วไป

“ปัจจุบันด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นอีกทั้งมีครอบครัวแล้ว ยิ่งผ่านวิกฤติการเงินในปี 2008 มาก็เห็นว่าในช่วงลงก็หนักพอสมควร เพราะฉะนั้นเป็นการลงทุนที่ไม่ควรแนะนำเพราะเสี่ยงมากเกินไป จึงค่อยๆ ปรับลดความเสี่ยงลงมาเหลือการลงทุนในหุ้นประมาณ 30% อีก 70% โยกมาลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องพอสมควร ลงทุนในหุ้นใกล้ 100% มาตลอด มีบางช่วงเกิน 100% หลายคนที่ไม่เข้าใจการลงทุนในหุ้นอาจจะกลัวความผันผวนของหุ้น แต่เรารู้และเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนอยู่ว่ากำลังซื้ออะไรและมีการวัดประเมินผลอยู่ตลอดเวลา”

ปัจจุบันการลงทุนทั้งหมดทำผ่านกองทุนรวมและเป็นสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศทั้งที่อยู่ในหุ้นและตราสารหนี้ประมาณ 80% โดยส่วนหนึ่งมองเป็นเรื่องของการกระจายความเสี่ยงและเป็นความพยายามที่จะบอกกล่าวไปถึงนักลงทุนทั่วไปด้วยว่าจริงๆ “การที่เรารู้จักน้อยไม่ได้แปลว่าเสี่ยง” เพราะนักลงทุนทั่วไปอาจจะมองว่าอะไรที่อยู่ใกล้ตัวจะรู้สึกสบายใจกว่า เมื่อรู้สึกสบายใจกว่าจะรู้สึกว่าเสี่ยงน้อยกว่า แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะมีคนอีกไม่รู้กี่แสนคนที่ดูแลเรื่องพวกนี้ให้เราได้เพียงแค่เราเอาเงินของเราไปให้เขาช่วยดูแลการลงทุนให้เท่านั้นเอง

“ถ้าเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยตัวเองกับลงทุนผ่านกองทุนรวมแล้วพบว่ากองทุนรวมทำได้ดีกว่ามาก  แต่นักลงทุนไม่ค่อยจะเปรียบเทียบให้ยุติธรรมเท่าไร เพราะคนที่เล่นหุ้นเอง น้อยคนมากที่จะวัดว่าปีนี้ผลตอบแทนจากการเล่นหุ้นเองเท่าไรแล้ว ถ้าเทียบกับตลาดจริงหรือเทียบกับซื้อกองทุนทำได้ดีกว่าจริงหรือเปล่า

นี่ยังไม่นับรวมถึงต้นทุนในการลงทุน การกระจายความเสี่ยง รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสในการลงทุน จริงๆ อยากให้นักลงทุนที่ลงทุนเองทุกคนลองแทรคดูผลตอบแทนจากการลงทุนของตัวเองเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นไทยเหมือนที่กองทุนรวมทำแล้วมาดูว่าผลตอบแทนที่ตัวเองทำได้เมื่อเทียบกับที่กองทุนรวมทำได้เป็นอย่างไร คุ้มค่ามั้ยที่จะไปจ้างให้มืออาชีพเขาบริหารให้ อยากให้นักลงทุนลองทำดู”

พัชร ยังบอกอีกว่า สิ่งที่สำคัญในการลงทุนคือเรื่องของ “สภาพคล่อง” ที่จะต้องมีเพียงพอสำหรับนำไปใช้หรือพร้อมที่จะนำไปลงทุนเมื่อโอกาสมาถึง เพราะโอกาสการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนในระดับ 40-50% จะเดินเข้ามาในชีวิตเราเมื่อไรไม่มีใครทราบเรื่องของสภาพคล่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ก่อนจะลงทุนต้องจัดการกับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรารับได้ก่อนแล้วค่อยมาดูว่า ณ ระดับความเสี่ยงที่รับได้นั้นผลตอบแทนสูงสุดที่จะสามารถทำได้เป็นเท่าไร ซึ่งจริงๆ ต่างกันกับอีกแนวทางหนึ่งซึ่งอาจจะอยากได้ผลตอบแทนที่สูงแล้วไปเพิ่มความเสี่ยงเท่าไรก็ได้ให้กับพอร์ตการลงทุนเพื่อที่จะให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจฟังดูคล้ายๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไร

ที่สำคัญการลงทุนนั้นจะต้องวัดได้ตลอดเวลาต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เราลงทุนอยู่ทุกวันนี้เราสบายใจมั้ยกับความเสี่ยงระดับนี้แล้ว หรือมีวิธีอื่นมั้ยที่จะทำให้เราเพิ่มผลตอบแทนได้ด้วยบนความเสี่ยงที่เท่าเดิมโดยที่รักษาสภาพคล่องเอาไว้ได้ก็น่าจะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ซึ่งของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

“การบริหารความเสี่ยงแบบนี้จะทำให้เราบอกกับตัวเองได้ว่าหากเกิดวิกฤติเหมือนปี 2008 ขึ้นมาอีกจะมีผลกระทบกับชีวิตเรามากน้อยแค่ไหนไม่ใช่เกิดวิกฤติขึ้นมาแล้วถึงกับต้องฆ่าตัวตาย  แบบนั้นถือว่าเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสมเลย   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินหรือการนำเงินไปลงทุนธุรกิจส่วนตัวก็ตาม”

Tags : พัชร สมะลาภา บลจ.กสิกรไทย

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement