กระแสเชี่ยวกรากของทองคำ แม้ทุกเสียงจะประสานกันหนักแน่นว่าเป็น"วัฏจักรขาขึ้นของทอง"แต่ก็มีเสียงเตือนเล็ดลอดมาตามคลื่นกระแสตืนทองอยู่ตลอดเวลา
ว่า อย่าผลีผลามเข้าหาทองโดยประมาท เพราะคุณอาจจะกลายเป็น "แมลงเม่าบินเข้ากองทอง" โดยไม่รู้ตัว
ยิ่งเดี๋ยวนี้ ทองไม่ได้มีแค่ทองแท่ง ทองรูปพรรณ และกองทุนทองคำ แต่มีโกลด์ ฟิวเจอร์ส เข้ามาเป็นสีสันใหม่แห่งแวดวงตลาดทองคำด้วย ความเสี่ยงของทอง จึงไม่ได้อยู่ในระดับกลางระหว่างหุ้นและตราสารหนี้
รักจะลงทุนในทอง เชื่อมั่นว่ายังไงทองก็ขึ้นอยู่วันยังค่ำ หรือคิดกำลังจะหากำไรจากการเหวี่ยงตัวทั้งขาขึ้นและขาลงของทองในโกลด์ ฟิวเจอร์ส ลองมาฟังกูรูทองช่วยจัดพอร์ตให้ดีกว่า กว่าพวกเขามีข้อแนะนำและข้อคิดอย่างไร
ยิ่งเสียงคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะควบขยับไปถึง 1,500 หรือ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ดังมากขึ้นเท่าไหร่ กระแสตื่นทองก็แรงขึ้นเท่านั้น ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า ราคาที่เอ่ยอ้างถึงกันนั้นอีกซักกี่ปีจะไปถึงก็ตาม แต่นาทีนี้ ไม่ว่าคนมีเงินมากหรือน้อย ก็อยากมีทองเป็นสมบัติข้างกายกันแทบทั้งสิ้น
และไม่ว่าคุณจะชอบทองแท่ง ทองรูปพรรณ กองทุนทองคำ หรือโกลด์ ฟิวเจอร์ส กฎข้อหนึ่งของการลงทุนในทองคำคือ "ได้" กับ "เสีย" "กำไร" และ "ขาดทุน" มีเท่าๆ กัน ถ้าคุณยังรักการลงทุนระยะสั้น
Oทองบาทละ 2 หมื่นเห็นก่อนสิ้น 53
ก่อนจะไปลงมือจัดพอร์ต "นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ" กรรมการสมาคมทองคำ และประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทห้างทองแม่ทองสุก เล่าถึงสถานการณ์การลงทุนในทองคำช่วงปัจจุบัน ว่าราคาทองคำนับแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นประมาณ 18% โดยเขามองว่าราคาทองคำตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้จนถึงปีหน้า ยังมีแนวโน้มยังเป็นขาขึ้นต่อไป ซึ่งนักวิเคราะห์สำนักต่างๆ ก็พากันคาดการณ์ว่าราคาทองคำ จะปรับตัวขึ้นไป 1,200-2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะมองเงินดอลลาร์ยังอ่อนค่าไปจนถึงปีหน้า
"ทองคำบาทละ 2 หมื่น ผมว่าคนไทยได้เห็นก่อนสิ้นปี 53 แน่นอน หรือบางทีอาจจะไม่ถึงปลายปี แต่ถึงยังไงผมเชื่อว่าปีหน้าน่าจะเห็น ขณะนี้ราคาทองอยู่ที่บาทละ 16,000 ปีหน้าโอกาสที่จะสวิงไปซัก 18-20% ก็มี ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะเห็น 2 หมื่นทันที ตอนนี้พวกต่างประเทศก็คาดการณ์กันไปต่างๆ นานา เท่าที่ได้ยิน เสียงคาดการณ์สูงสุดอยู่ที่ 2 พันดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนาน แต่ถ้าไปถึงระดับนั้นจริง อนาคตเราอาจจะเห็นทองที่บาทละ 3 หมื่นได้ แต่ผมว่าอีกไกล นอกจากเกิดสถานการณ์หรือวิกฤติที่นอกเหนือการคาดเดาจริงๆ"
โดยภาพรวมเขายังมองว่า ทองคำยังเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุนสำหรับนักลงทุน กล่าวคือ ราคาของทองคำยังขยับไปข้างหน้าได้อีก และยังเป็นขาขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาแนะให้ระวังการแกว่งตัวหนักๆ ที่เกิดขึ้นประมาณปีละ 3 รอบ แต่หากลงทุนระยะกลางโอกาสที่ราคาทองยังปรับตัวขึ้นแน่
"สำหรับคนที่ถืออยู่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน คงได้ผลตอบแทนประมาณหนึ่งแล้ว แต่ปกติราคาทองคำมักจะมีการเหวี่ยงตัวขึ้นลงถึง 3 รอบ โดยขึ้น 20% และตกลง 30% ถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้นที่เล่นรอบเป็น ตอนนี้เขาอาจจะมีกำไรตั้งแต่ต้นปีมากถึง 30-40% ไปแล้ว ซึ่งปกติในช่วงที่ผ่านมาราคาทองมีการแกว่งตัว 1-2% ต่อวัน ถ้านักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงก็ยังเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ดังนั้นหากเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างทองกับหุ้น จะพบว่าหุ้นมีความเสี่ยงมากกว่า โดยสังเกตได้จากช่วงที่มีข่าวลือเข้ามาหุ้นมีความผันผวนระหว่างวัน 6-7% ขณะที่การลงทุนในทองมีความผันผวนระหว่างวันเพียง 1-2% เท่านั้น ดังนั้นจึงควรกระจายการลงทุนออกไป ซึ่งทองก็เป็นทางเลือกการลงทุนที่ดี"
"ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานการลงทุน บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ ให้ทัศนะถึงความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปัจจุบันว่า ราคาทองคำโลกยังแกว่งตัวผันผวน แต่ก็ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ราคาทองคำโลกยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจในการปรับขึ้นของราคาทองคำโลกรอบนี้สะดุดลงเล็กน้อย หลังกองทุน SPDR Gold Trust เพิ่งมีการขายทองออกมาเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนจำนวน 1.22 ตัน
"สำหรับนักลงทุนระยะกลางและยาว เรายังมองเป็นขาขึ้นตราบใดที่ราคาไม่หลุด 960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 15,300 บาท จึงแนะนำถือต่อไปจนกว่าจะมีสัญญาณขาย"
Oรับความเสี่ยงได้แค่ไหน-ดูเงินในหน้าตัก
นายแพทย์กฤชรัตน์ยังบอกว่า ก่อนจะเข้าไปลุยในตลาดทองคำ ไม่ว่าจะลงทุนในรูปแบบไหนก็ตาม ไม่ว่าเงินลงทุนของคุณจะมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนควรจะรู้ก่อนคือ ต้องรู้ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้ขนาดไหน เพราะแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน และตอนนี้การลงทุนในทองคำรูปแบบต่างๆ ก็มีความเสี่ยงไม่เท่ากัน
"ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง หรือกองทุนทองคำที่ บลจ.ไปลงทุนทองในต่างประเทศ แค่นี้ก็ไม่เหมือนกันแล้ว ความเสี่ยงไม่เท่ากัน หรือถ้าคุณ หวังผลตอบแทนระยะยาวคือ 6 เดือนขึ้นไป มีเงินเย็น ก็ซื้อทองแท่งไปเลย ไม่ต้องกลัวการแกว่งของราคา รับความเสี่ยงไม่มากนัก ไม่ต้องเสียเวลาดูอะไรมาก ส่วนคนที่จะลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ส ต้องชอบความเสี่ยง รับความเสี่ยงได้เยอะ โอกาสได้ผลตอบแทนสูง โอกาสทำกำไร มีตั้งแต่ 10-200%"
นอกจากนี้ นายแพทย์กฤชรัตน์บอกว่า นักลงทุนจะต้องรู้เงินทุนของตัว ว่าในหน้าตักมีเงินลงทุนเท่าไหร่ เงินร้อนหรือเย็น เงินมากหรือน้อย เช่นถ้าเงินน้อยอาจจะซื้อทองแท่งไม่ได้ ก็ต้องหันไปเลือกลงทุนในกองทุนทองคำแทน
Oจัดพอร์ตทองตามวงเงิน
ไม่ว่าจะเงินมากหรือน้อย คุณก็มีสิทธิรวยจากการลงทุนในทองคำได้ นายแพทย์กฤชรัตน์แนะนำคนที่มี "เงินลงทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท" ที่อยากลงทุนในทองคำว่า สำหรับคนเงินลงทุนน้อย ทางเลือกอาจจะน้อยลง เช่นถ้าเงินลงทุนหลักหมื่น จะซื้อทองแท่งก็ได้น้อย ฉะนั้น แนะว่าซื้อกองทุนทองคำจะเหมาะกว่า เงินน้อยกว่า 1 ล้านซื้อทองแท่งซื้อแท่งได้ประมาณ 50 บาท
"ต้องถามตัวเองก่อน แล้วตอบตัวเองให้ได้ว่าเราจะถือสั้นหรือถือยาว เงินลงทุนมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นพวกไม่มีเวลา หรือไม่อยากดูและติดตามอะไรเลย เงินลงทุนก็น้อย เช่นมีแค่ 3-5 หมื่น แบบนี้ซื้อกองทุนจะเหมาะกว่า แต่ถึงคุณจะซื้อกองทุนทองคำ มีมืออาชีพบริหารให้ ยังไงก็ต้องดูจังหวะเหมือนกัน ดูช่วงที่ราคาทองอ่อนตัว ไม่ใช่สะเปะสะปะลงทุน"
แต่ไม่ใช่ว่าคนเงินลงทุนไม่ถึง 1 ล้านบาทจะลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์สไม่ได้ นายแพทย์กฤชรัตน์บอกว่าลงทุนได้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะโกลด์ ฟิวเจอร์ส มีระดับความเสี่ยงพอกับหุ้น ฉะนั้น ต้องแน่ใจว่า ตัวเองเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ ใจกล้าอย่างเดียวไม่พอต้องมีความรู้ในการลงทุน มีเวลาเกาะติดสถานการณ์และจับจังหวะ เพราะโกลด์ ฟิวเจอร์สเป็นการลงทุนระยะสั้น ที่ต้องดูแลเหมือนเด็กอ่อน
"โกลด์ ฟิวเจอร์สรีเทิร์นมากกว่าหุ้น หุ้นอาจจะขึ้นแค่ 5% แต่โกลด์ ฟิวเจอร์สอาจจะทำกำไรได้ 40% ของเงินลงทุน ประเด็นคือใช้เงินลงทุนน้อยได้ แต่ข้อสำคัญคือโกลด์ ฟิวเจอร์สภาพคล่องดี ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ถ้าคุณเก่งจริง สามารถทำกำไรได้หลายรอบ แต่ควรจะเข้าใจการบริหารพอร์ตให้ถ่องแท้ ซึ่งถ้าคุณเทียบเฉพาะสินทรัพย์ประเภทหุ้นกับทอง ยังไงหุ้นก็มีความเสี่ยงมากกว่าทองถึง 3 เท่า เช่นช่วงนี้หุ้นขึ้นหรือตกเร็ว 7% ทองคำขึ้นลงต่อวัน 1-2% แรงสวิงน้อยกว่า "
สำหรับคนที่วง "เงินลงทุน 1-10 ล้านบาท" นายแพทย์กฤชรัตน์บอกว่าการบริหารพอร์ตจะง่ายขึ้น เพราะมีทางเล่นได้เยอะกว่า เช่นถ้าไม่อยากเสี่ยงมาก ก็ซื้อทองคำแท่ง หรือถ้าไม่อยากเสี่ยงมากแต่รับเสี่ยงปานกลาง เข้าใจธรรมชาติของทองคำพอสมควร จะลงทุนในทองคำแท่ง 80% และโกลด์ ฟิวเจอร์ส 20% ก็ได้ สูตรนี้ถือว่ามีความเสี่ยงไม่มาก และได้ผลตอบแทนพอสมควร
แต่ถ้าหากเข้าใจการลงทุนมากขึ้น ก็อาจจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในฟิวเจอร์สเป็น 30-50% ลดทองแท่งเหลือ 50% ก็ได้ หรือหากใครชอบลงทุนผาดโผนกว่านั้น เพราะรับความเสี่ยงได้เยอะ ก็อาจจะขยับสัดส่วนการลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์สเป็น 100% ไปเลยก็ได้ ทำแบบนี้ จับจังหวะดีๆ ก็อาจจะได้ผลตอบแทน 100%ต่อปี
ส่วนคนที่มี "เงินลงทุน 10 ล้านบาทขึ้นไป" นายแพทย์กฤชรัตน์แนะว่า เป็นกลุ่มที่สามารถเลือกลงทุนได้ทุกรูปแบบ เช่นถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเอาซะเลย ก็สามารถใช้เงินทั้งก้อนซื้อทองแท่งทั้งหมดก็ได้ เพราะทองคำถ้าเทียบกับดอกเบี้ย 1-2%ของธนาคาร ก็ยังให้ผลตอบแทนดีกว่า เพราะในรอบ 5 ปี ทองคำให้ผลตอบแทนต่ำสุดคือ 5% ปานกลาง 10% ส่วนปีนี้จนถึงปัจจุบันก็เฉลี่ยได้ 12% ฉะนั้น เฉลี่ย 5 ปีได้ประมาณ 8-20%
"ถ้าคุณไม่ชอบความเสี่ยงเลย และโจทย์คืออยากได้ผลตอบแทนซักปีละประมาณ 5-8%ต่อปี ซื้อทองคำแท่งเก็บไว้ทั้งหมด ไม่ต้องแบกความเสี่ยงเอาไว้เยอะๆ หรือบางคนคิดว่าอยากได้ผลตอบแทนมากกว่าหุ้นกู้ ก็ซื้อทองแท่งได้เหมือนกัน"
O"ถือยาว" ได้กำไรทุกคน
เขายังพูดถึงพฤติกรรมรวมๆ ของนักลงทุนในบ้านเราที่ลงทุนในทองคำ ว่าเป็นพวกลงทุนระยะสั้น และสั้นมาก โดยมากยังซื้อๆ ขายๆ ในระยะไม่เกินเดือน นั่นเป็นนิสัยของคนไทย
"ผมเห็นเวลาเข้าก็เข้ากันกระหน่ำ เวลาทองตก ก็ออกเร็วมาก นักลงทุนบ้านเราจึงเป็นพวกระยะสั้นกับสั้นมาก กลางไม่ค่อยมี ระยะสั้นอายุ 2-3 เดือน สั้นมากคือ 2 วันเล่นเช้าออกบ่าย เป็นพวกเดย์เทรด นั่นทำให้เกิดความผิดพลาดได้ เพราะซื้อขายผิดจังหวะ ผมไม่อยากเรียกว่าแมลงเม่า จริงอยู่การลงทุนทุกอย่างมีแมลงเม่า แต่กับการลงทุนในทองคำ แมลงเม่าอาจจะน้อยหน่อย
อย่างตลาดหุ้นอาจจะมีคนเข้ามาปั่น แล้วถูกรายใหญ่กลืน แต่ทองคำหารายใหญ่ปั่นไม่ได้ ดังนั้นแมลงเม่าในตลาดทองคือพวกนักลงทุนชอบความเสี่ยง เข้าออกเร็ว กะจังหวะการลงทุนที่ผิด ผมถึงอยากเตือนนักลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์ส เนื่องจากใช้มาร์จิน 10%ในการลงทุน ฉะนั้นต้องศึกษาให้ดีว่าการลงทุนเป็นอย่างไร บางคนบอกว่านี่คือการพนัน ที่จริงแล้วไม่ใช่"
นายแพทย์กฤชรัตน์บอกว่า หากอยากทำกำไรจากการลงทุนในทองคำ ไม่ได้มีสูตรเด็ดเคล็ดลับอะไร แค่"ถือยาว" เท่านี้คุณก็สามารถทำกำไรได้ไม่ยาก จากสถิติที่เฝ้ามองจากตลาดทอง เขาบอกว่า 90%ของผู้ที่ลงทุนในทองคำแท่งจะมีกำไร เพราะคนถือยาวจริงๆ ย่อมไม่ขาดทุน แต่เหนืออื่นใด เขาบอกว่าทองจะยังเป็นขวัญใจของนักลงทุนต่อไปเพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีโอกาสทำกำไรมากกว่าขาดทุน การซื้อขายทองคำแท่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า 8-20% แต่หากลงทุนในตลาดโกลด์ ฟิวเจอร์สอาจจะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสทำกำไรสูงเกือบ 100%หากเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าลงทุน
"ผมอยากแนะว่า นักลงทุนควรถือทองในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น นอกจากนี้ ควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยจัดสรรเงินลงทุนในการซื้อขายทองคำเพียง 10% ของวงเงินลงทุนทั้งหมด รวมทั้งเรียนรู้และติดตามความเคลื่อนไหวปัจจัยทางเศรษฐกิจมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพรวมภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐและของโลก"
นี่คือ ข้อแนะนำและคำเตือนจากกูรูทองถึงนักเล่นทอง ที่ไม่ว่าคุณจะเล่นทองแท่งหรือทองกระดาษ ฟังไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
Tags : นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริล • ทองคำ
