จากเด็กหนุ่มที่ "ติดเกม" ขั้นงอมแงม ตอนนี้เปลี่ยนมา "ติดทอง" อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
แม้จะเป็นผู้บริหารหนุ่มวัย 23 ปี แต่มุมมองเรื่องลงทุนของ "ภูพงษ์ สืบวงศ์ลี" กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอดี้เชฟ ก็ก้าวไกลไปเกินอายุ
"ติดเกมเสียเวลา เอาเวลามาติดทองดีกว่า "เขาเปรยสั้นๆ ก่อนจะเล่าว่าที่จริง เพิ่งกลับมาช่วยงานครอบครัวได้ไม่นาน หลังเรียนจบจากอเมริกาก็เริ่มงานในบอดี้เชฟช่วงเดือนก.ค.ปีที่ผ่านมา ด้วยตำแหน่งผู้จัดการด้านการเงินก่อน เพราะเรียนจบด้านไฟแนนซ์ จากนั้นก็เพิ่มหน้าที่และความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ
"พอคุณพ่อคุณแม่เห็นศักยภาพ ก็เลยเลื่อนตำแหน่งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ ดูบอดี้เชฟและบริษัทในเครือทั้งหมด ทั้งสปาที่พารากอน สปาที่เซ็นทรัลเวิลด์ มีบอดี้เชฟอินเตอร์ แบรนด์ปรานาลีที่ส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย บอดี้เชฟคาเฟ่ และแฟรนไชส์กาแฟเพื่อสุขภาพ วันหนึ่งผมเลยทำงานตั้งแต่ 10 โมงไปถึง 3-4 ทุ่ม ทีแรกตอนกลับมาตั้งใจจะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่า อยากไปทำรีสอร์ทที่เกาะพะงัน แต่ธุรกิจที่บ้านไม่มีใครช่วยก็เลยต้องมาดูทั้งหมด บอดี้เชฟเป็นเส้นเลือดหลักของครอบครัว จะทิ้งก็ไม่ได้ ถึงจะคลุกคลีธุรกิจความงามมาตั้งแต่เด็ก แต่กดดันบ้างในช่วงแรก เพราะพ่อแม่เขาสร้างพื้นฐานมาให้ดีแล้ว เราก็หาตลาดใหม่ ผมตั้งใจว่าอยากให้เราเป็นศูนย์รวมเพื่อสุขภาพ ทั้งผิวหน้าผิวพรรณ สุขภาพ รูปร่าง เส้นผม ที่จริงเรามีเกือบหมดแล้ว"
เมื่อถลำเข้ามารับผิดชอบเต็มตัวแล้ว ภูพงษ์ก็ลุยงานอย่างจริงจัง แต่ในแง่การลงทุนส่วนบุคคล เขาก็เดินหน้าลุยไปพร้อมๆ กัน หลังจากทำงานมาได้ปีกว่า ภูพงษ์บอกว่าเขามีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง จึงใช้เงินก้อนนี้ลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย
ภูพงษ์ บอกว่า สมการการเงินของเขาคือ "รายได้ลบเงินลงทุนลบเงินออม เหลือแล้วถึงเอาไว้ค่าใช้จ่าย"
เมื่อแจกแจงลงไปในรายละเอียด ทุกวันนี้จึงเป็นเงินส่วนที่ลงทุนประมาณ 50% เงินออม 30% เหลือไว้ใช้จ่ายแค่ 20%
ภูพงษ์เลือกแจกแจงส่วนที่เป็นเงินออม 30% ก่อนว่า มีทั้งส่วนที่เป็นเงินฝากประจำประมาณ 10% ที่เหลืออีก 20% เป็นเงินสะสมเพื่อซื้อทองคำแท่ง เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าถ้าดูแนวโน้ม 3 ปีที่ผ่านมา ราคาทองไต่มาเรื่อยๆ จากเดือน ต.ค.2549 อยู่ที่บาทละ 10,000-10,500 บาท วันนี้กระโดดขึ้นไปอยู่แถวๆ 15,000-16,000 ขึ้นมาไม่รู้กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้
"ผมซื้อทองคำแท่งเก็บไว้เรื่อยๆ ศึกษามาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ผมดูตลาดหุ้นและตลาดทองไปพร้อมๆ กัน ตอนกลับมาเงินยังไม่ค่อยมี จะลงทุนเยอะก็ไม่ได้ ก็ศึกษาไปเรื่อยๆ ผมเคยลงทุนในหุ้นครั้งแรกตอนอายุ 20 ในตลาดแนสแด็ก หุ้นตัวแรกในชีวิตผมคือหุ้นแอ๊ปเปิ้ล ซื้อเสร็จก็ขาดทุนเลย บาดเจ็บบ้างเพราะตอนนั้นไม่ได้ศึกษาแบบจริงจังเท่าไหร่ ก็เลยรู้ว่าคนจะลงทุนต้องดูอะไรอีกมากมาย
ไม่ใช่แค่ดูภาวะเศรษฐกิจโดยรวม พอเกิดซับไพร์มปี 2008 หุ้นตกทั้งกระดาน เงินลงทุนของผมจาก 5000 เหรียญ ลงมาเหลือ 3 พันเหรียญ เลิกเลย พอกลับมาเมืองไทย ด้วยความที่มีเพื่อนอยู่ที่ร้านแม่ทองสุก ก็เลยชวนให้เล่นทอง ตอนนั้นเลยลองลงทุนแบบโกลด์สปอต เป็นการซื้อขายบนกระดาษ เทรดระยะสั้น ซื้อเช้าขายเย็น เป็นเดย์เทรดไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นทองคำแท่งกะว่าจะเก็บระยะยาวไปเลย"
ภูพงษ์บอกว่าการลงทุนในทองคำแท่งระยะยาวอาจจะได้ผลตอบแทนสูง แถมทองคำยังเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี สำหรับเขา "ทองคำคือเซฟ เฮฟเว่น" เสมอ ภูพงษ์บอกว่าที่กันเงินส่วนหนึ่งฝากประจำเอาไว้ เผื่อว่าเกิดร้อนเงินขึ้นมา จะได้มีเงินกองหนึ่งที่สามารถเบิกถอนออกมาใช้ได้
เขาแจกแจงต่อถึงเงิน 50%ที่กันไว้ลงทุน ว่าในส่วนนี้แบ่งเงินเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกมีไว้ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า ส่วนที่สองหรือซื้อคอนโดมิเนียมไว้เพื่อเก็งกำไร และส่วนสุดท้ายคือลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์ส
"ในส่วนของคอนโดมิเนียมนั้น ปัจจุบันผมซื้อไว้ 2 แห่งแล้ว และค่อนข้างพอใจอย่างยิ่ง ผมจะซื้อสะสมไปเรื่อยๆ ตอนนี้มี 2 ห้อง ตั้งเป้าว่าอายุ 25 จะมี 10 ห้อง พออายุ 30 น่าจะมีซัก 50 ห้อง และพอ 40 ถึงเวลานั้นผมอาจจะเป็นผู้พัฒนาโครงการเองเลยก็ได้ ผมค่อนข้างสนุกและพอใจกับการลงทุนในคอนโดมิเนียมมาก เวลาจะลงทุนแต่ละครั้ง ผมใส่ใจและทุ่มเทในการศึกษามาก"
ภูพงษ์พูดถึงการลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์สว่าเขาสนุกกับการลงทุนประเภทนี้มาก "เสน่ห์ของมันคือความเร็ว"เขาว่า
แค่ราคาแกว่งนิดเดียวก็สามารถทำกำไรได้แล้ว และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลงของทอง ที่สำคัญภูพงษ์บอกว่าใช้เงินลงทุนไม่เยอะ แต่ก็ต้องเป็นคนที่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ เพราะเป็นการลงทุนที่ผันผวนสูง
"บังเอิญผมเป็นคนชอบความเสี่ยง ผู้ชายวัยอย่างผม คิดว่ายังรับความเสี่ยงได้อยู่ ผมศึกษามาแล้ว ว่าช่วงที่ทองจะขึ้น เป็นช่วงตรุษจีนกับช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี เพราะเป็นช่วงแต่งงานของอินเดีย เขาจะซื้อทองกันเยอะมาก โดยรวมๆ โกลด์ ฟิวเจอร์สสนุกกว่าหุ้น หุ้นมีหลายปัจจัยที่เราต้องดู แต่ทองมีแค่ 4 ปัจจัย ดอลลาร์ น้ำมัน หุ้น สถานการณ์โลก ทำให้เกาะติดเทรนด์ได้ง่ายกว่า ตื่นเช้ามาผมชอบอ่านข่าวเศรษฐกิจ 1 ชั่วโมงต้องดูสถานการณ์โลก ข่าวทอง น้ำมัน ดูความเคลื่อนไหว ผมชอบทุกอย่างที่ลงทุนอยู่ วันๆ ก็ใช้ชีวิตอยู่กับทอง งาน และคอนโด"
เขาเล่าถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายว่า คนมักจะคิดว่าเขาเกิดมาบนกองเงินกองทอง ที่จริงแล้วไม่ใช่ เขาเกิดมาตอนที่ครอบครัวมีฐานะปานกลางใช้ชีวิตธรรมดา กลับจากโรงเรียนเขาก็ต้องมานั่งซักผ้าเอง ตากเสร็จ ทำกับข้าวกินเอง
"แม่ปลูกฝังให้ผมดูแลตัวเองได้ ตอนเรียนอยู่เมืองนอกก็ไม่ได้แบมือขอเงินอย่างเดียว แม่ให้เงินจำนวนจำกัดมาก ผมก็ต้องทำงานเองด้วยการเสิร์ฟอาหารในร้านญี่ปุ่น ผมไม่ใช่คนใช้เงินฟุ่มเฟือย ถูกเลี้ยงให้ติดดินไม่เคยติดหรู ไม่เคยฟุ้งเฟ้อ ทำมาม่ากินเองประจำ ระวังเรื่องใช้จ่าย เพราะรู้ว่าถ้าเงินหมด จะขอไม่ได้ ต้องบริหารจัดการเอง "
ภูพงษ์บอกว่า ชีวิตทุกวันนี้มีเป้าที่ชัดเจน เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเขาคืออยากมีครอบครัวที่อบอุ่น มีความสุข ส่งเสียลูกให้เรียนได้โดยไม่ลำบาก ให้เขาเป็นคนดี ไม่ต้องการชีวิตที่หรูหรา ฟุ่มเฟือย
"ตอนนี้อาจจะอยู่ในวัยที่ทำงานเยอะ เพราะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้พร้อม เงินที่หมดไป ผมมักจะซื้อประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ เพราะรู้ว่าคนเราตายไป ก็เอาไปไม่ได้ ซื้อรถซื้อบ้านใหญ่โตก็เปล่าประโยชน์ เอาเงินไปท่องเที่ยวดีกว่า ประสบการณ์จะอยู่กับเราตลอดไป ใครก็ขโมยไปไม่ได้ ดังนั้น เงินที่ผมใช้จ่าย 20% ก็มักจะไม่ได้หมดไปกับเรื่องชอปปิ้ง แต่หมดไปกับการท่องเที่ยว กินอาหาร กอล์ฟ และเทคโนโลยีตามความจำเป็น"
ความสุขที่แท้จริงในมุมมองของชายหนุ่มวัย 23 ปีคนนี้ คือการมีครอบครัวที่อบอุ่น ใช้ชีวิตแบบไม่จำเป็นต้องเครียดเรื่องเงินและเรื่องงาน อยู่แบบพอมีพอกิน เท่านี้ก็น่าจะมีความสุขได้
Tags : ภูพงษ์ สืบวงศ์ลี • บอดี้เชฟ

ความคิดเห็นที่ 12
คนปากนำโพแท้ๆ , 14 ธันวาคม 2552 13:55
ความเห็น ๘ คนปากน้ำโพแท้หรือ ถ้าเป็นคนปากน้ำโพแท้จะไม่เขียนเช่นนี้ และจะรู้ว่า
คนในครอบครัวนี้เป็นคนดี เป็นที่เคารพของ
คนปากน้ำโพ กลัวความเห็นที่ ๘ จะเป็นคนต่างถิ่น แต่มาหากินขายก๋วยเตี๋ยวแล้วเที่ยว
ด่าหาเรื่องคนไปทั่วละมั่ง
ความคิดเห็นที่ 11
คนธรรมดา , 20 ตุลาคม 2552 15:31
ทำไม่ไม่นำตัวอย่างของคนที่สร้างความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพี่งพาพื้นฐานของครอบครัวบ้าง 1 ใน ล้านเด็กไทยจะมีโอกาสอย่างนี้บ้าง
ความคิดเห็นที่ 10
พ่อค้า , 19 ตุลาคม 2552 20:00
คุณแน่ใจหรือว่าคนทำธุรกิจตอนนี้รวย ส่วนใหญ่ทำงานใช้หนี้แบงค์
ความคิดเห็นที่ 9
เบื่อสหภาพ , 19 ตุลาคม 2552 16:03
น่าจะช่วยกันไปต่อว่าพนักงานการรถไฟ หรือพวกสหภาพต่างๆ เช่น สหภาพการรถไฟ สหภาพยาสูบ ที่ใหญ่โตเหลือเกิน หยุดงานประท้วงพวกบริหารและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในการทำให้ประเทศเราเจริญๆ กันดีกว่า หรือว่าตอนนี้พวกคุณไม่เดือดร้อนแค่หงุดหงิดคนรวย
ความคิดเห็นที่ 8
ปากน้ำโพโดยกำเนิด , 19 ตุลาคม 2552 05:06
คห.6 คนปากน้ำโพเกลียดตระ * ลสืบวงศ์ลีอย่างกับวรนุสน่ะ รู้ไหม
ความคิดเห็นที่ 7
f , 19 ตุลาคม 2552 04:25
สื่อก็มีพื้นที่ให้แต่พวกคนรวย
เด็กจนๆ บางคน ต่อยมวยส่งตัวเองเรียน
ไม่เคยไปทำข่าว
เด็กวัดเก่งๆ ก็เยอะ ไม่เคยเป็นข่าว
จะมีก็แต่ tpbs ที่พอจะมีพื้นที่ให้ชาวบ้านบ้าง
ความคิดเห็นที่ 6
คนปากน้ำโพ , 18 ตุลาคม 2552 22:07
สังคมไทยเดี๋ยวนี้ป่วยเป็นอะไรก็ไม่รู้ น่าจะมองโลกในแง่ดีบ้าง เห็นแต่จะ post ต่อว่ากล่าวหากันเป็นประเด็นการเมืองเดิมๆ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ควรรับฟัง หรือแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และให้โอกาสคนรุ่นใหม่แสดงออกบ้าง
ความคิดเห็นที่ 5
คนนครสวรรค์ , 18 ตุลาคม 2552 16:00
ไม่เอาตัวอย่างพ่อ * บ้างรึไง ติดทักษิณงอมแงม ยอมเลียไข่ทักษิณตลอด แม้ขายชาติก็ยอม
ความคิดเห็นที่ 4
พวกแสบ , 18 ตุลาคม 2552 14:15
ลูกพวกขายชาติก็แบบนี้แระ โกงเงินหลวงไปสบาย ๆ ไม่เคยเห็นคุณค่าของเงิน สักกวันก็ล่มจม เชื่อดิ ไปบูมธุรกิจสปา แล้วตั่งโรงสปา เอางบหลวงไปใช้ คนอื่นเจ๊งหมด
ความคิดเห็นที่ 3
นักเรียน , 18 ตุลาคม 2552 13:42
อิจฉาจังเลยครับ จบมาก็ได้ตำแหน่งบริหารแล้ว
ความคิดเห็นที่ 2
บรรลัยวิทย์ เก่งเลีย , 18 ตุลาคม 2552 11:31
ถ้าคนเงินเดือนสองหมื่น ใช้จ่าย 20%ก็เป็นสี่พันบาท แค่ค่าเดินทาง ค่าอาหารยังไม่พอเลย แต่ถ้าเงินเดือนสองแสน ใช้จ่าย20%คือสี่หมื่นก็เป็นไปได้ บทความนี้น่าจะเงินเดือนคนห้าหมื่นขึ้นไป
ความคิดเห็นที่ 1
= = , 18 ตุลาคม 2552 10:50
***แล้วทำไมที่บ้านผมเขาถึงไม่ให้โอกาสแบบบ้านคุณมักแฮะปวดหัวจังเซ็งอยู่กับบ้านเฉยๆมันเครียดอยู่เพราะโดนกดดันจากครอบครัวเอาใจช่วยเศรษฐกิจตั่งกะปีที่แล้วก็น่าจะเริ่มดีขึ้นแล้วนินาวางแนวแบบนี้ความผิดพลาดน่าจะน้อยมั้งครับเสริมวิจัยพันธ์ข้าวใส่ลงไปที่โกดัง2แห่งที่1ก็โคราชคอยเช็คและวิจัยข้าวที่รับซื้อมาจากภาคเกษตรว่าใช่ตรงตามมาตรฐานหรือเปล่าเจ้พร ได้งานเบาขึ้นบ้างเพราะได้หน่วยวิจัยพันธ์ข้าวมาช่วยรับรองมาตรฐานก่อนจะสีและส่งออกขายซึ่งสถานที่ตั่งแนบไว้ที่ไหนอีกที่1ที่เป็นสินค้าเกษตรจากภาคกลางอ่ะครับชัยนาทหรืออะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ใกล้ๆโลจิสและข้อมูลจากการเช็คสต็อกสินค้าส่วนใหญ่ก็จะส่งเข้ากรุงเทพเพื่อคอยต้อนรับแลติดต่อคอบบริการลูกค้าต่างประเทศด้านต่างๆส่วนสระบุรีก็อย่างที่บอกจะมีไปรษณีย์และการรถไฟที่รวมกันแต่ทำหน้าที่เหมือนเดิมจะได้งานที่ดีเยี่ยมมากกว่าเดิมจากการใกล้ชิดกันเพราะในอนาคตอาจจะมีห้องที่คอยเช็คและแสดงแผนภาพขนาดใหญ่ที่แสดงผลว่าแต่ล่ะหัวจักรและหรือสินค้าและวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ในเรื่องต่างๆไม่ว่าปูนหรือเหล็กหรือยางมะตอยมีเพียงพอที่จะขนถ่ายไปสู่รอบนอกเพื่อให้ผู้รับเหมาซึ่งประจำที่สถานีอยู่แล้วมารับช่วงไปทำอีกต่อซึ่งงานจะกระจายออกข้างของแนวโลจิสติกแล้วแต่ความขยันของ สส.อีกนั้นแหละครับข้อมูลการใช้วัตถุดิบก็มีอยู่แล้และข้อมูลค่าจ้างแรงงานที่จะกระจายอย่างทั่วถึงเพราะถ้าจ้างไม่ครบหรือไม่พอวัตถุดิบที่ถูกตีตรามาจากส่วนกลางก็จะเหลือเยอะมากทำให้งานไปเสร็จอยู่ดีและอีกอย่างส่วนต่างของวัตถุดิบก็อย่างที่บอกเขาจะส่งค่าส่วนเกินมาให้อยู่จำนวน1ซึ่งอย่างไงก็เหลือจะบริจาคเข้าชุมชนหรือวัดหรือโรงเรียนก็ไม่น่าจะมีผลกระทบเพราะไม่ได้เอาไปแอบขายแต่ได้ผลประโยชน์ตรงกับส่วนรวมโดยตรงอ่ะครับ กรรมนอกเรื่องอีกล่ะถ้ามีโอกาสแบบคุณก็คงดีจะสร้างร้านขายของตรงกันข้ามกับบ้านที่อยู่ตอนนี้ขายแข่งกับพ่อกับแม่เลยแต่อันนั้นได้แค่เพ้อเจ้อตอนนี้ต้องออกไปหางานสร้างอนาคตเอาทุนมาสร้างแข่งได้ก็จะดีเพราะอยู่ก็ทำอะไรไม่ได้ปวดหัวไปวันๆเซ็ง