กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 11 ตุลาคม 2552 04:00

วีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ผสมผสานการลงทุนเพื่อให้ได้ 8%ต่อปี

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ลงทุนในหุ้นค่อนข้างมาก หลายคนมองว่าเสี่ยง แต่ถ้าดูสถิติย้อนหลังสงครามโลกครั้งที่2หุ้นสหรัฐเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

สำหรับ “วีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูไนเต็ด เป็นทายาทสายตรงของ “กลุ่มว่องกุศลกิจ” ซึ่งถือหุ้นอยู่ 49% ใน “บลจ.ยูไนเต็ด” ร่วมกับ บมจ.หลักทรัพย์ยูไนเต็ดที่ถือหุ้นอยู่ 51% เพื่อประกอบธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลโดยเฉพาะ ในแง่ของธุรกิจอาจจะดูใหม่แต่ในแง่ของประสบการณ์ทำงานถือว่าเก่า เพราะเขาคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงตลาดทุนมามากกว่า 10 ปี วันนี้ภารกิจหลักคือการบริหารเงินให้กับคนอื่น มุมมองการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวของเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

วีระเจตน์ เล่าให้ฟังว่า เรื่องของการออมและการลงทุนนี้ถูกปลูกฝั่งจากครอบครัวมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแต่เริ่มมาเก็บออมและลงทุนอย่างจริงจังก็หลังจากที่มาทำงานใหม่ๆ ในช่วงนั้นก็มีการลงทุนโดยตรงในหุ้นเช่นเดียวกัน เพราะเรียนมาทางด้านนี้โดยตรงด้วย แม้จะไม่ได้เก็บสถิติที่เป็นตัวเลขเอาไว้แต่ก็กำไรต่อเนื่องทุกปีถือว่าประสบความสำเร็จในการลงทุนดีพอสมควร แต่ปัจจุบันการลงทุนในหุ้นทั้งหมดจะทำผ่านกองทุนรวมเพราะเชื่อมั่นในฝีมือของผู้จัดการกองทุนอีกทั้งไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อตัวเองมาทำธุรกิจในด้านนี้

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุน 50% อยู่ในหุ้นผ่านกองทุนรวมดัชนี SET50 อีก 20% ลงทุนในคอนโดมิเนียมให้เช่า และที่เหลืออีก 30% เป็นเงินฝากธนาคาร

“อาจจะดูว่ามีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นค่อนข้างมาก   ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเสี่ยง   แต่ถ้ากลับไปดูสถิติย้อนหลังสงครามโลกครั้งที่ของสหรัฐหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น   ในระยะสั้นอาจจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาบ้างก็ตาม แต่ในระยะยาวเหมือนกับเรากำลังลงทุนในบริษัทซึ่งต้องไปดูผลประกอบการของบริษัทถ้าบริษัทสามารถโตได้ 10% ต่อปี กำไรก็ต้องตามไป 10% ต่อปี ซึ่งมีบริษัทที่สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องให้เราเลือกลงทุนอยู่แต่ในส่วนของราคาหุ้นอาจจะมีความผันผวนขึ้นลงไปได้บ้างตามภาวะตลาดและปัจจัยที่เข้ามากระทบ”

วีระเจตน์ ยังบอกอีกว่า กองทุนหุ้นที่เลือกจะเป็นกองทุนดัชนีซึ่งเป็น Passive Fund ทั้งหมด โดยสไตล์การลงทุนจะเป็นการการมองตลาดเพื่อจับจังหวะลงทุนแทนโดยเลือกที่จะเพิ่มหรือลดน้ำหนักหุ้นโดยอาศัยจังหวะของตลาดในการเข้าไปลงทุนมากกว่า ไม่ได้ใช้การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน ซึ่งการลงทุนใน Passive Fund  ถ้ากะจังหวะการลงทุนถูกก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้เช่นเดียวกัน

แต่เราต้องมองภาพเศรษฐกิจระดับมหภาคให้ออก มองดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจต่างๆ ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะการลงทุน Passive Fund เหมือนการซื้อประเทศในภาพใหญ่ในประเทศในขณะนั้น เป็นการวิเคราะห์ในลักษณะ Top-down แบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องความอ่อนไหวในเรื่องของตัวหุ้นว่าดีหรือไม่ดีได้ในระดับหนึ่ง เพราะเวลาเราพูดถึงกำไรคือกำไรของทั้งประเทศ เพราะดัชนีSET50 คือทั้งประเทศ เราเอาเวลาที่จะไปคาดการณ์ว่ากำไรหุ้นดีหรือไม่ดี ไปมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจว่าดีหรือไม่ สุดท้ายกำไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนราคาเองเป็นการมองแบบ Top-down ในลักษณะของมุมมองของเหยี่ยวมากกว่า

“การลงทุนในกองทุนรวมเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนหากมองในระยะยาว แต่นักลงทุนไทยมักไม่เข้าใจ ลงทุนไป 1-2 ปี แล้วผลตอบแทนไม่บวก ไม่ดีใช่มั้ย ซึ่งจริงๆ นักลงทุนไม่ควรสนใจกับราคามากนักแต่ควรไปสนใจในตัวบริษัทที่ลงทุนมากกว่า ถ้ากำไรบริษัทดีสุดท้ายก็ต้องสะท้อนมาที่ราคาหุ้น อย่างกองทุนSET50 ซึ่งเน้นลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ 50 อันดับแรกของประเทศ ในแง่ของรายได้และกำไรก็จะมีความมั่นคงกว่าบริษัทที่เล็กลงไปอยากให้นักลงทุนมองในเรื่องนี้มากกว่า”

นอกจากนี้วีระเจตน์ยังมีการบริหารเงินในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผ่าน “Employee’s Choices” ด้วย ซึ่งปัจจุบัน บลจ.ยูไนเต็ดก็ให้คำปรึกษาเรื่องนี้ด้วยเช่นกันทำให้สมาชิกสามารถเลือกลงทุนในกองทุนตามนโยบายแต่ละประเภทได้ช่วยให้การบริหารเงินในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ดีขึ้นด้วย ซึ่ง เมื่อก่อนเงินของบริษัทไม่ใหญ่ก็ต้องไปร่วมแจมในกองทุนร่วม (Pooled Fund) กับบริษัทอื่นซึ่งเราไม่สามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราได้ แต่ตอนนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะบริหารเงินที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเราได้อย่างไร

สไตล์การลงทุนของวีระเจตน์เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและไม่มีความเสี่ยงผสมผสานกันไป โดยตั้งเป้าหมายของผลตอบแทนเอาไว้ไม่ต่ำกว่า 8% ต่อปี ก็ถือว่าเป็นระดับที่ตัวเองพอใจแล้ว

Tags : วีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11

***ผมไม่รู้ว่าภาคธุรกิจใหญ่ๆอย่าง CPหรือไทยเบฟหรืออื่นๆยุให้รัฐบาลออกกฎหมายลงโทษหรือรับผิดชอบของคนไทยเองหรือยังเพราะถ้าไทยจะทำเป็นสูญกลางเจ้านายค่ายใหญ่ๆดูแลลูกน้องในเครือทั้งหมดไม่ไหวหรอกและการเอาเปรียบกับประเทศเพื่อบ้านก็อาจจะมีซึ่งมันจะกระเทือนกับค่ายใหญ่โดยตรงถึงเจ้านายใหญ่ๆบอกว่าเรื่องน้อยๆแต่สำหรับประเทศใกล้ๆในอาเชียนที่รวมมือทำงานด้วยเขาถือเป็นเรื่องใหญ่อ่ะครับสร้างเครดิตเสียน้อยดีกว่าเสียมากนะครับเพราะมะเร็งส่วนใหญ่ก็เกิดจากการสะสมจากสิ่งเล็กๆที่ล่ะนิดจนยากเกินแก้ไขแต่ถ้าป้องกันไว้ก่อนก็จะเรียกความเชื่อมั่นจากเครือใหญ่ๆได้ทันทีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 10

***แต่อย่าลงทุนมากอ่ะดีครับเพราะหากไม่มีตลาดบริโภคที่ลงทุนไปก็เท่านั้นเองสูญอยู่ที่ภาคธุรกิจการติดต่อของธุรกิจคุณนั้นแหละครับว่าสำรวจแล้วอยู่ที่เท่าไหนอย่างไรเพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักไม่เอาฐานข้อมูลระบบเมื่อปีก่อนมาเทียบซึ่งผมเองชอบข้อมูลแบบนี้มากเพราะมันจะเหมือนและซ้ำๆกันทุกปีแตกต่างไม่มากซึ่งไม่มีโอกาสได้ทำได้แค่เชียร์ก็เชียร์อย่างเดียวล่ะครับงวดนี้

ความคิดเห็นที่ 9

***ไม่รู้ว่าเวลาหมุนไวแค่ไหนแต่อธิบายไว้เนินๆก็อาจจะดีแต่ดีกับไทยเบฟหรือค่ายเบียร์ก็เป็นได้และสต็อกโฮมที่น่าจะขอสร้างหรือขอความร่วมมืออีกที่1ก็ฟิลิปปินส์อ่ะครับแต่ต้องเลือกทำเลดีดีเพราะทั้งพายุและแผ่นดินไหวที่เกิดแต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการเก็บสินค้าเกษตรไว้ส่วน1ที่ถ้าสิงคโปรทำธุรกิจเดินเรือขนส่งจากเวียดนามไปอเมริกาตอนบนและอีกที่1ก็ฟิลิปปินส์ฟิลิปปินส์เด่นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ซึ่งพักฐานเกษตรที่นั้นส่วน1แล้วจะแยกฐานการค้าได้อีก3ทางสำหรับเกษตรให้เวียดนามได้เลยอ่ะครับเพราะถ้าเกิดเริ่มเสื่อมก็จะแปรรูปเป็นสินค้าอีกอย่างซึ่งคนไทยชอบมากก็เบียร์อีกนั้นแหละแต่คนไทยมักเอาเมาส่วนคนทางภูมิภาคหนาวเย็นเขากินพอประมาณให้ร่างกายอุ่นซึ่งพักฐานที่นั้นแล้วอาจส่งขึ้นบนถึงรัสเซียเพื่ออยากจะแลกกับเรือดำน้ำหรือเฮลิคอปเตอร์ที่ทนพายุได้แล้วรัสเซียตะวันออกก็ยังมีสถานที่1ที่เป็นเขตท่องเที่ยวก็อาจจะดีกับความสัมพันธ์ในอาเชียนก็ได้อ่ะครับแต่ไม่รู้ว่าเป็นแนวนี้หรือเปล่าเพราะในอาเชียนไม่นิยมอาวุธมั้งครับเพราะเดี๋ยวนี้มันยุคขีปนาวุธซึ่งก็รู้ๆกันอยู่สร้างอาวุธเยอะๆไว้ก็เท่านั้นเอาไวลงโทษคนในประเทศได้เท่านั้นเองแต่สมัยนี้น่ากลัวกว่าเพราะไม่รู้การเมืองและผู้นำแต่ละประเทศเขาเป็นแบบไหนเพราะคนซวยส่วนใหญ่ก็คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อยู่แล้วเลยสั่งซื้อส่วนที่ไม่ใช่อาวุธเข้ามาเพื่อไว้ป้องกันภัยธรรมชาติได้ไปในตัวเพราะหากมีออเดอร์สั่งซื้อก็สามารถล่องเรือตามกระแสน้ำขึ้นบนสู่รัสเซียได้เลยและถ้าหากกองทัพฟิลิปปิส์ต้องการอย่างเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ที่ทนพายุได้ก็นำรายได้จากการบริการสั่งซื้อมาก็อาจจะดีทั้งสองส่วนอันนี้ไม่รู้จิว่าแนวนี้หรือเปล่าเพราะการค้าผมก็เดาๆเอาแต่ถ้าแนวนี้ก็อาจจะดีมั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 8

***ที่ไม่มั่นใจก็คือแก้วทำมาจากทรายหรือเปล่านี่อ่ะจิครับเพราะถ้าใช่เอเชียกลางมีทั้งแรงงานและพลังงานที่ผลิตได้สบายอยู่แล้วซึ่งทรายก็ดักจากทะเลหรือไม่ก็ฝุ่นทรายแล้วใช้น้ำมันแปรรูปทราเหล่านั้นเป็นแก้วพร้อมแปรรูปขนใส่สินค้าเกษตรที่เอาไปแลกการเดินทางจะได้ไม่สูญเปล่าอ่ะครับน่าจะดีมั้งไม่รู้จิ

ความคิดเห็นที่ 7

***อธิบายเลยดีกว่าอย่างในเอเชียกลางที่เห็นๆก็มีแต่ทรายและทรายใช่ไหมครับที่ดีดีก็คงน้ำมันซึ่งผมไม่รู้วิธีการทำแก้วใสๆที่คิดคงจะทำมาจากทรายมั้งครับซึ่งถ้าหากคุณค้าขายอาหารแล้วได้ดุลมาจากเอเชียกลางและเรือขนส่งอาหารส่วนใหญ่ก็บรรทุกน้ำมันกลับไม่ได้แต่ถ้าเขามีที่คัดแยกดักเก็บทรายจากทะเลแล้วเอาทรายเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบที่พร้อมไว้ใช้ผลิตแก้วก็จะทำให้ขนใส่เรือกลับมาได้เลยพอมาในไทยก้แปรรูปเป็นแก้วผสมพลาสติกหรืออะไรที่สามารถตกไม่แตกและทนความร้อนหรือรวมทั้งไม่มีสารพิษและหรือบรรจุแนวสูญญากาสได้ก็จะเป็นสินค้าวัตถุดิบส่งออกได้อีกทางสำหรับเอเชียกลางและไทยก็เด่นเรื่องเกษตรผลไม้อยู่แล้วเคยเห็นในพาชนะวุ้นมะพร้าวในเซเว่นซึ่งเขาใช้แก้วบรรจุซึ่งถ้าตกไม่แตกและยังทำในรูปบบการถนอมอาหารแบบสูญญษกาสได้ก็จะเก็บสินค้าเกษตรได้นานแถมผู้บริโภคยังเชื่อมั่นในสินค้าเพราะมองเห็นผ่านว่าทั้งเงาะกระป๋องและลำไยหรืออื่นๆสะอาดใสเพิ่มยอดขายได้อีกหน่อยส่วนพาชนะกระป๋องจากเดิมก็อาจจะทำในรูปแบบที่ใหญ่กว่าเดิมไว้ใช้ขนในด้านมหภาคเพื่อขนแก้วเหล่านั้นไปใส่ในด้านมหภาคก็จะดีไปอีกแบบและก็ต้องเช็คก่อนว่ามีผลกระทบส่วนไหนก่อนหรือเปล่าเพื่อกันปัญหาด้านต่างๆรวมทั้งเครื่องกระป๋องอาจจะทำใหญ่กว่าเพราะต้องบรรจุเนื้อสัตว์ต่างๆไปขายเอเชียกลางเพื่อแลกกับวัตถุดิบต้นแบบแก้วนำมาเพื่อรอแปรรูปให้เหมาะกับสินค้าเกษตรไทยและเครื่องแก้วเหล่านี้สามารถมาบดหรือแปรรูปเป็นทรายได้ง่ายไปในตัวคือถึงจะทิ้งก็จะมีคนเก็บไปทำด้านต่างๆเองแน่นอนเพราะเก็ยเยอะๆบดทีก็เป็นทรายสร้างบ้านได้หลัง1เลยอ่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 6

***อธิบายเลยดีกว่าอย่างในเอเชียกลางที่เห็นๆก็มีแต่ทรายและทรายใช่ไหมครับที่ดีดีก็คงน้ำมันซึ่งผมไม่รู้วิธีการทำแก้วใสๆที่คิดคงจะทำมาจากทรายมั้งครับซึ่งถ้าหากคุณค้าขายอาหารแล้วได้ดุลมาจากเอเชียกลางและเรือขนส่งอาหารส่วนใหญ่ก็บรรทุกน้ำมันกลับไม่ได้แต่ถ้าเขามีที่คัดแยกดักเก็บทรายจากทะเลแล้วเอาทรายเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบที่พร้อมไว้ใช้ผลิตแก้วก็จะทำให้ขนใส่เรือกลับมาได้เลยพอมาในไทยก้แปรรูปเป็นแก้วผสมพลาสติกหรืออะไรที่สามารถตกไม่แตกและทนความร้อนหรือรวมทั้งไม่มีสารพิษและหรือบรรจุแนวสูญญากาสได้ก็จะเป็นสินค้าวัตถุดิบส่งออกได้อีกทางสำหรับเอเชียกลางและไทยก็เด่นเรื่องเกษตรผลไม้อยู่แล้วเคยเห็นในพาชนะวุ้นมะพร้าวในเซเว่นซึ่งเขาใช้แก้วบรรจุซึ่งถ้าตกไม่แตกและยังทำในรูปบบการถนอมอาหารแบบสูญญษกาสได้ก็จะเก็บสินค้าเกษตรได้นานแถมผู้บริโภคยังเชื่อมั่นในสินค้าเพราะมองเห็นผ่านว่าทั้งเงาะกระป๋องและลำไยหรืออื่นๆสะอาดใสเพิ่มยอดขายได้อีกหน่อยส่วนพาชนะกระป๋องจากเดิมก็อาจจะทำในรูปแบบที่ใหญ่กว่าเดิมไว้ใช้ขนในด้านมหภาคเพื่อขนแก้วเหล่านั้นไปใส่ในด้านมหภาคก็จะดีไปอีกแบบและก็ต้องเช็คก่อนว่ามีผลกระทบส่วนไหนก่อนหรือเปล่าเพื่อกันปัญหาด้านต่างๆรวมทั้งเครื่องกระป๋องอาจจะทำใหญ่กว่าเพราะต้องบรรจุเนื้อสัตว์ต่างๆไปขายเอเชียกลางเพื่อแลกกับวัตถุดิบต้นแบบแก้วนำมาเพื่อรอแปรรูปให้เหมาะกับสินค้าเกษตรไทยและเครื่องแก้วเหล่านี้สามารถมาบดหรือแปรรูปเป็นทรายได้ง่ายไปในตัวคือถึงจะทิ้งก็จะมีคนเก็บไปทำด้านต่างๆเองแน่นอนเพราะเก็ยเยอะๆบดทีก็เป็นทรายสร้างบ้านได้หลัง1เลยอ่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 5

***ลืมอธิบายธุรกิจแปลกในเอเชียกลางบางอย่างมั้งครับซึ่งไม่แน่ใจว่าวัตถุดิบมันเป็นอย่างที่คิดหรือเปล่าหลายคนชอบคิดว่าในเอเชียกลางมีแค่น้ำมันซึ่งผมมองว่าเขามีมากและดีกว่านั้นอีกแต่ขาดความรู้ว่าสิ่งที่นึกอ่ะใช่หรือเปล่าเดี๋ยวจะอธิบายธุรกิจแปลกๆที่อาจจะลงทุนในเอเชียกลางได้โดยที่ไม่ทับกับของเดิมเลยก็เป็นได้

ความคิดเห็นที่ 4

***ยกตัวอย่างถ้าสระบุรีเด่นเรื่องปูนและผลิตปูนและภาคเหนือมีวัตถุดิบอย่างหินและใต้มีทรายและต้องการทำงบประมาณทำแม่น้ำเจ้าพระยาตั่งแต่ต้นก็ขน3ส่วนนี้ไปทิ้งที่โลจิสติกแถวๆใกล้ที่จะทำและที่นั้นก็จะมีทั้งแรงงานที่รอทำและวัตถุดิบและการขนส่งก็จะแตกออกข้างเรื่อยๆแนวนี้อ่ะครับอยู่ที่ว่าบุคลากรด้านสถาปัตและวิศวะจะออกแบบโบกี้ที่สระบุรีอย่างไงเพราะต้องใช้หลายๆด้านในคราวเดียวซึ่งอาจจะทำแบบเดียวกับตู้คอนเทนเนอร์ก็ได้เพราะยกขึ้นยกลงใส่โลจิสติกไวดีหรือไม่ก็ทำรถบรรทุกแบบยกดัมตู้คอนเทนเนอร์ก็ได้อันนี้ไม่รู้จิว่าทำอย่างไงแต่ก็คงไม่ยากเกินความสามารถมั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 3

***พอดีว่างเลยอธิบายแนวนี้แต่ในโลกความเป็นจริงเป็นแนวไหนผมไม่รู้แต่ถ้าลงทุนแบบนี้ธุรกิจด้านอาหาร CPของไทยซึ่งตอนนี้ทิ้งไทยไปอยู่ยุโรบแล้วมั้งไม่รู้จิเห็นแตกสาขาเป็น CPFซะงั้นซึ่งเคยบอกไว้แล้วว่าด้านเกษตรเป็นเศรษฐกิจอันดับ1ในการกระตุ้นหลายๆส่วนในไทยแต่ไม่ใช่จะได้กำไรจากในไทยนะครับเพราะกระตุ้นแบบสมดุลจะได้กำไรที่เหมาะสมเพื่อขยายสาขาซึ่งการทำเศรษฐกิจแบบ อาหาร/แรงงาน/วัตถุ หมุนไปหมุนมาและเช็คยอดเงินดีดีในไทยก็จะไม่เสียหายและถ้าระบบเกิดด้อยในด้านไหนใน3อย่างนั้นก็จะทำให้ประเทศเดินไปได้ช้าซึ่งดูก็รู้ว่าด้อยด้านไหนวึ่งอันนี้อย่าคิดว่าเป็นการว่านะครับเพราะส่วนใหญ่ชอบดูผลจากผลงานด้านแรงงานเราด้อยไปหน่อยเพราะระบบการเรียนของเดิมก็รู้ๆกันอยู่ซึ่งใช้ตัวแปรแค่ด้านแกรแข่งขันด้านความตั่งใจคิดเป็น%เยอะมากกว่าด้านความคิดซึ่งทุกๆการเปลี่ยนยุคถ้าทำด้านที่ด้อยให้พัฒนากับการเปลี่ยนแปลงไม่ทันก็จะทำให้ล้าช้าอย่างธุรกิจโลจิสติกซึ่งโบกี้รถไฟที่เป็นตัวพ่วงยังเหมือนๆเดิมซึ่งถ้าทำให้บรรทุกได้หลายๆด้านไม่ว่าจะข้าว ข้าวโพดหรือรถไถหรืออื่นๆด้านมหภาคก็จะไร้ปัญหาเพราะจะลดการเสือมได้เยอะส่วนผลกระทบที่จะเกิดด้านรถบรรทุกที่ขนด้านเกษตรเดิมอาจจะคิดว่าจะไม่ค่อยมีงานทำถ้าลองดูดีดีจะมีงานประจำเพิ่มขึ้นเพราะว่าเส้นทางโลจิสติกใช้แนว4เส้นเท่านั้นในการขนส่งซึ่งคนวางแนวโลจิสแต่โบราณต้องยอมรับเลยว่าว่าแนวให้ลูกหลานได้อย่างสมบูรณ์แค่สร้างเพิ่มและต่อเท่านั้นเองส่วนที่บอกว่าด้านรถบรรทุกงานจะเพิ่มขึ้นและเป็นด้านประจำก็เพราะว่าจะตีแนวออกด้านข้างซึ่งด้านข้างมีทรัพยากรวัตถุหลายๆอย่างอย่างภาคกลางตอนล่างก็ขนด้านเกษตรเท่าที่ผลิตได้มาทิ้งที่โลจิสแล้วก็กลับไปขนมาอีกเพราะการจัดการสินค้าเสื่อมราคามีเหลือแค่ว่าผลิตได้เท่าไรและขนได้เท่าไรก็ขนมาและด้านบนทางเหนือก็เทือกเขาซึ่งแถวๆบ้านผมเขาเอาเขาเหล่านั้นมาทำหินเพื่อใช้ในการก่อสร้างด้านบนก็เช่นกันก็จะคอยขนส่งวัตถุดิบหนักหลายๆอย่างที่ในอีกพื้นที่ไม่มีมาทิ้งที่โลจิสแล้วก็กลับไปขนมาทิ้งเรื่อยๆโลจิสขนเท่าไรได้ก็ขนไปในอีกพื้นที่อีกพื้นที่ก็ให้รถรอรับแล้วก็นำไปใช้เท่านั้นเองการทำงานด้านมหภาคผมว่ามันง่ายกว่าขนาดกลางและขนาดเล็กเพราะต้องใช้เวลานานนับปีในการศึกษาข้อมูลกว่าจะทำได้ดีขึ้นซึ่งในส่วนมหภาคมันอยู่ที่การเมืองซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไงและคืออะไรแต่ถ้าด้านการลงทุนคิดว่าแนวนี้จะดีอ่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 2

***อื่มและถ้าหากเป็นประชาคมอาเชียนที่ร่วมมือกันก็จะดีกับค่ายเบียร์เพราะถ้าหากสิงคโปร์ผลิตเรือและคอยซ่อมบำรุงเรือรวมทั้งให้บริการเรือที่ผ่านไปมาก็อาจจะขายเรือให้มาเลเซียและอินโดซึ่งไว้ใช้ในการขนถ่ายสินค้าเกษตรด้านตะวันออกที่อาจจะร่วมกับญี่ปุ่นด้วยก็ได้ถ้าเวียดนามเปิดการค้าด้านเกษตรการไปทำธุรกิจด้านบริการด้านขนส่งที่จะส่งไปตามกระแสน้ำตอนบนขึ้นสู่อเมริกาตะวันตกตอนบนที่มีค่าย CP และไทยเบฟไว้คอยรับช่วงส่งต่อในเครืออาหารแล้วก็จะค้าขายด้านสต็อกโฮมที่นั้นได้อีกเพราะหากให้มาเลอินโดหรือญี่ปุ้นหรือแล้วแต่เศรษฐกิจว่าจะลงทุนด้านบริการขนส่งให้เวียดนามที่กำลังเปิดประเทศแต่ยังช้าอยู่เพราะขาดหลายๆอย่างแต่ถ้าทำแนวนี้ก็จะตัดปัญหาสินค้าเสื่อมราคาไปได้มหาศาลซึ่งก็รู้อยู่ในปีปี1จะมีการเสียหายสินค้าเกษตรด้านนี้อย่างมากเพราะในอาเชียนผลิตได้เยอะอยู่แล้วและต่างคนต่างผลิตเยอะหากระบายไม่ทันก็เสียหายกันเองแต่ถ้าหากมีข้อมูลแนวนี้ก็จะตัดปัญหาไปได้ในตัวและถ้าส่งไปที่อเมริกาตอนบนค่ายเบียร์จะได้ทำธุรกิจผลิตเบียร์ไปในตัวเพราะว่าคนเมืองหนาวส่วนใหญ่เขากินเบียร์ใช้รักษาความอบอุ่นในร่างกายและเป็นสารอาหารประเภท1ที่ใช้ในการดำรงค์ชีวิตในสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้ส่วนคนไทยมักเพี้ยนกินเอาเมาซึ่งอันนี้ต้องทำใจแต่ถ้าผลิตที่นั้นก็จะสามารถส่งขายขึ้นแคนาดาหรือคนอเมริกาได้ไปในตัวแถมยังช่วยกำหนดราคาสินค้าเกษตรรวมทั้งช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดได้อีกด้วยจากการเสือมราคาของสินค้าและยังเป็นรายได้ให้กับประเทศที่คอยบริการอย่างสิงคโปร์ที่แต่เดิมอยู่กับที่ก็มีเรือไปมาแต่ถ้าประชากรเพิ่มความต้องการก็สูงถ้าทำด้านบริการขนส่งไปด้วยด้านทะเลก็จะหนุนรายได้อีกทางซึ่งคนในพื้นที่คุ้นเคยกับการเดินเรืออยู่แล้วซึ่งก็อยู่ที่ว่าภาคธุรกิจเขาจะทำหรือเปล่าส่วนค่ายอาหารไทยก็ไปทำโกดังทิ้งไว้และคอยคำนวนการบริโภคและการผลิตดีดีปัญหาก็จะไม่เกิดและอีกอย่างก็จะได้นำเข้าสินค้าต่างๆจากอเมริกาในหลายๆด้านทั้งเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีอีกด้วยเพราะเรือที่ใช้ขนมีขนาดใหญ่ไปแล้วซื้ออะไรกลับมาก็ประหยัดต้นทุนขนส่งได้ไปในตัวแถมเสริมรายได้ในอาเชียนที่เดียวหลายประเทศอีกด้วยอ่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 1

***ด้านการลงทุนอันนี้ก่อนเลยก็ดีแต่มันก็ขึ้นอยู่กับผู้นำในประเทศนั้นๆว่าจะเปิดรับการลงทุนภาคบริการที่ไทยสามารถช่วยในการพัฒนาประเทศหรือเปล่าเพราะการลงทุนที่น่าจะเกิดก็ภาคการขนส่งด้านเรือออกทะเลสู่การค้าขายและด้านการคมนาคมที่บังคลาเทศเพื่อนำพลังงานเชื้อเพลิงมาให้พม่าด้านตะวันตกเพื่อเขาอยากจะใช้พัฒนารวมทั้งเหล็กที่ได้จากฎูฎานที่ผลิตเหล็กและผลิตไฟฟ้าเพื่อการค้าขายด้านเกษตรที่จะส่งต่อไปที่ด้านเรือที่จะขนส่งไปยุโรบหรือแอฟริกาหรือเอเชียกลางถ้ายุโรบก็มีสาขาที่ไว้ใช้ติดต่ออยู่แล้วก็ด้านสต็อกโฮมที่อยูที่ไหนสักแห่งในทะเลเมติเตอร์เลเนียนและเชื่อมต่อกับภาคการรถไฟที่เป็นการขนส่งด้านมหภาคและก็เชื่อมกับค่ายไทยเบพที่ไว้ผลิตเบียร์กันสินค้าเยอะเกินและหรือเสื่อมราคาเพื่อหาลูกค้าด้านเกษตรไม่ทันส่วนด้านแอฟริกาเป็นอย่างไงผมไม่รู้การเมืองแถบนั้นแต่ถ้าเป็นความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าเกษตรให้เพิ่มขึ้นก็อาจจะทำได้เพราะจากที่เคยดูในสารคดีโลกพื้นที่แถบนั้นถึงจะทำชลประทานได้ก็จะเต็มที่ได้2ครั้งซึ่งก็ยังดีเพราะจำนวนประชากรในทวีปแอฟริกามีมากเกินซึ่งหากทำตรงนี้ใช้ความร่วมมือก็จะช่วยบรรเทาปัญหาได้เยอะและการค้าด้านต่างๆก็จะส่งผลตามมาเองซึ่งถ้าจะทำอะไรก็ควรปรึกษาก่อนว่ามีผลกระทบด้านไหนบ้างและหากทำผลกระทบเป็นความร่วมมือที่ดีกว่าก็น่าจะทำเพราะส่วนใหญ่ผมมักจะสนใจผลกระทบมาก่อนเพื่อกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตเพราะการร่วมมือดีกว่าการแข่งขันผมคิดว่างั้นนะแต่ในสังคมปัจจุบันรู้สึกว่ายังอยู่ในการแข่งขันมากกว่าซึ่งทฤษฎีนี้ใช้ได้กับกิจการครั้งเดียวซึ่งถ้าหากดูจากประวัติที่ผ่านมาก็จะทราบว่าใช่อย่างที่บอกไหม

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement