สิ่งที่หลายคนยังไม่แน่ใจคือศก.ฟื้นตัวหรือยัง แต่หลายคนแน่ใจว่าผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว แล้วคุณล่ะเตรียมตัวปรับแผนการลงทุน ปี 2553 หรือ ยัง
หลังจากที่เราได้ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งย่ำแย่ที่สุดในรอบ 60 ปี ของประวัติศาสตร์การเงินโลกในปีที่ผ่านมา ซึ่งจากการที่รัฐบาลรวมถึงธนาคารกลางของทุกประเทศได้ทุ่มเทความพยายามในการออกมาตรการ ทั้งด้านการเงินและการคลัง มาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ทำให้ ณ วันนี้ เป็นที่ค่อนข้างแน่นอน ว่าผู้ลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองที่เห็นพ้องกันว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทุกภูมิภาคทั่วโลกในปีหน้า น่าจะปรับตัวดีกว่าปีนี้
"ธีรนาถ รุจิเมธาภาส" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ บอกว่า จากการสำรวจความเห็นชอบของนักวิเคราะห์ทั่วโลก เชื่อว่าจุดต่ำสุดของการถดถอยในครั้งนี้ อยู่ที่ไตรมาส 2 ของปี 2552 และจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป
"ดังนั้น ผู้ลงทุนควรเตรียมความพร้อม ที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ในสภาวการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนมาเป็นขาฟื้นตัวกันใหม่ เพราะจากสถิติที่ผ่านมา ราคาหุ้นมักจะถึงจุดต่ำสุดเป็นเวลาอย่างน้อย 5 เดือนก่อนที่เศรษฐกิจจะพ้นจากสภาวะการถดถอย ซึ่งจะเห็นได้ว่าหุ้นทั่วโลกได้ร่วงหล่นไปถึงจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคมของปีนี้ ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่มีต่อการฟื้นตัวในปีหน้า"
อย่างไรก็ดี ธีรนาถบอกว่าแม้ราคาหุ้นส่วนใหญ่มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วและแรงแล้วก็ตาม แต่ในมุมมองของ บลจ.ทิสโก้ก็มองว่า ราคาหุ้นทั่วโลกยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1.แม้ว่าหากประเมินจากค่า PE ของตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยจะเห็นว่าค่า PE ของหลายๆ ตลาดปรับตัวมาใกล้กับ PE เฉลี่ยในระยะยาว แต่หากผู้ลงทุนมองว่านักวิเคราะห์ยังมีโอกาสปรับประมาณการการเติบโตของกำไรเพิ่มได้อีก และหากเศรษฐกิจจริงเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ก็จะทำให้มูลค่าหุ้นโดยพิจารณาจากค่า PE ถูกลง และน่าสนใจมากขึ้น
2.ผู้ลงทุนที่ขายหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงออกไปในปีที่ผ่านมา ยังกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ไม่มากนัก โดยเฉพาะในอเมริกามีการประเมินเงินที่อยู่ในกองทุนประเภทตลาดเงิน ยังอยู่ในระดับที่สูงมากคือประมาณ 38% ของมูลค่าตลาดหุ้นโดยรวม
3.อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นยังอยู่ในระดับต่ำประมาณ 1% ต่อปี หรือต่ำกว่า ทำให้เมื่อตลาดคลายความกังวลและมีมุมมองที่เป็นบวกต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนก็น่าจะมีการโยกย้ายเงินลงทุนมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอีกครั้ง เพื่อผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้นนั่นเอง
"ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์" ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส ให้ทัศนะว่าหากใครติดตามข่าวการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าช่วงนี้การปรับตัวของหุ้นทั่วโลกแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะหุ้นอเมริกา จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ของไทยด้วย ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มีจุดปมเริ่มแรกจากซับไพร์มเมื่อ 2 ปีก่อนอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว และกำลังเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวกัน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มปรับตัวขึ้นก่อนที่ภาคเศรษฐกิจจริงจะเริ่มฟื้นตัว
“คาดว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดยแนวโน้มน่าจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งหลังของปี 2552 แต่อย่างไรตาม เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อนหน้าการเกิดวิกฤติ ในขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยน่าจะทรงอยู่ในระดับต่ำทั่วโลกเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโดยหลักด้านการลงทุนแล้ว การจัดสรรเงินกับช่องทางการลงทุนต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์เป็นประเด็นหลักที่จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องอาศัยมุมมองต่อแนวโน้มการลงทุนในช่องทางการลงทุนนั้น และจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมด้วย” ดร.วิน กล่าว
จากสมมติฐานที่กล่าวมาข้างต้น บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.แอสเซทพลัส จึงมีข้อแนะนำให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในทางเลือกต่างๆ ดังนี้
Oลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ธีรนาถบอกว่าไม่นับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย 12 ตลาดพร้อมกัน เช่น ตลาดหุ้นจีน อินเดีย ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น ในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างสะดวกโดยลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ส่งเงินลงทุนไปลงทุนใน Exchange Traded Fund ที่มีนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนตามการเคลื่อนไหวของดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan
ทั้งนี้ เพราะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิกนั้นจะขยายตัวสูงกว่าภูมิภาคอื่น และจากการที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลกในครั้งนี้
สำหรับการลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดร.วินมองว่า แนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจรูป V น่าจะเห็นได้ชัดสุดในกลุ่มประเทศเอเชีย เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น และ ฐานะทางการเงินที่ค่อนข้างมั่นคงเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทำให้ช่วงนี้ตลาดหุ้นในเอเชียมีการปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน
"ในส่วนเอเชียไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเงินโดยตรง เพียงแต่ได้รับผลกระทบจากกำลังการบริโภคที่หดหายไปจากระบบเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ยังมีสัดส่วนการบริโภคสูงกว่า ภาระหนี้สินน้อยกว่า ฐานะการเงินเข้มแข็งกว่า ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศที่ดีขึ้น และตัวเลขหนี้สินของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับหนี้สินของบริษัทจดทะเบียนของประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ในมุมมองผม เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียน่าจะเป็นกลุ่มแรกที่จะมีการฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้บริษัทในกลุ่มประเทศในเอเชียมีการฟื้นตัวได้เร็ว"
ดร.วินยังมองว่า การไหลกลับของเม็ดเงินลงทุนสู่ตลาดหุ้นในเอเชีย คาดว่าตลาดหุ้นฮ่องกง (Hang Seng Stock Exchange) จะเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากมีขนาดและหลักทรัพย์ที่ซื้อขายใกล้เคียงกับทางตะวันตกมากที่สุด มีความโปร่งใสสูง และเป็นที่รู้จักดีของนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นตลาดที่ได้รับผลดีจากการที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวด้วย ส่วนอีกตลาดที่น่าลงทุน คือ ตลาดหุ้นจีน เนื่องจาก เศรษฐกิจของประเทศจีนขับเคลื่อนจากการบริโภคภายในประเทศ อีกทั้งจีนเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองจำนวนมาก ทำให้มองว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนยังเติบโตได้อีกมาก
Oลงทุนในน้ำมันดิบ
เรื่องนี้ธีรนาถเคยแนะนำไปแล้ว ว่าการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวจากจุดสูงสุดในปีที่แล้วลงมากว่า 70% ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัว คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันในอนาคต ประกอบกับข้อจำกัดในการเพิ่มกำลังการผลิตจะทำให้ราคาน้ำมันดิบในปีหน้าเริ่มน่าจะมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีก ในสายตาของนักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ราคาน้ำมันดิบใน 1-2 ปีข้างหน้าอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 85-100 เหรียญได้ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างจริงจัง
ขณะที่ ดร.วินให้ความเห็นถึงราคาน้ำมัน ว่ามีการปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในไตรมาส 2 ตามแนวโน้มการปรับฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และ แนวโน้มการอ่อนตัวของดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แรงหนุนจาก liquidity flush ในส่วนของภาคการลงทุน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นในช่วงสั้นด้วยความรวดเร็ว
"สำหรับน้ำมันนั้น คาดว่าหากภาวะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น จะทำให้มีความต้องการบริโภคทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศในเอเชียหลักๆ เช่น ประเทศจีน ซึ่งมีประชากรจำนวนมาก มีสัดส่วนการบริโภคสูง การปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจจะทำมีการใช้รถ การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น มีการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคมากขึ้น ความต้องการน้ำมันซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตและการบริโภคย่อมสูงขึ้นไปด้วย และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ผู้ลงทุนเข้ามาลงทุนในน้ำมันมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นทางเลือกการลงทุนที่ช่วยป้องกันการสูญเสียความสามารถในการซื้อ"
Oลงทุนในสินค้าเกษตร
ธีรนาถยังบอกอีกว่า สินค้าเกษตรประเภทที่นอกจากจะนิยมนำมาบริโภคในชีวิตประจำวันค่อนข้างสูงแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนด้วย เช่น น้ำตาล ถั่วเหลือง ข้าวสาลี และข้าวโพด เป็นต้น เพราะหากราคาน้ำมันดิบเกิดปรับตัวสูงขึ้นดังที่กล่าวมา ราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปด้วยเช่นกัน
การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งน้ำมันและสินค้าเกษตรนั้น นอกจากการปรับตัวขึ้นลงของราคาไม่ค่อยเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการลงทุนในหุ้นแล้ว ยังมีข้อดีคือ หากคุณมีมุมมองว่าในปีหน้าเงินเฟ้อน่าจะเพิ่มสูงขึ้น ก็เท่ากับการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ของคุณ เป็นการป้องกันเงินเฟ้อไปในตัว เพราะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นก็มาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้ากลุ่มพลังงานและอาหารนั่นเอง
สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Soft Commodity ดร.วินบอกว่าราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้อีกมาก แม้จะปรับตัวขึ้นมาเยอะแล้วก็ตาม โดยมี 2 ปัจจัยทีมีผลต่อการปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยแรก คือ ตัวสินค้ามีความน่าลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เพราะคาดการณ์ว่าประชาชนมีความต้องการบริโภคมากขึ้น และมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น
ปัจจัยที่สอง คือ ภาวะโลกร้อน หรือ Global Warming ที่ทำให้พื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งเกิดปัญหาแห้งแล้ง โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย และอเมริกาใต้ ทำให้ผลผลิตลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น
"คำแนะนำของผมในด้านการลงทุนด้านนี้ แนะนำว่าผู้ลงทุนควรต้องมีความรู้ความเข้าใจกับสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละตัว เนื่องจากสินค้าเกษตร เป็นสินค้าที่มีระยะเวลาการผลิตเพื่อทดแทน ที่ค่อนข้างสั้น ทำให้มีอุปทานเข้ามาในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจัยที่มีผลกระทบกับราคาสินค้าประเภทนี้เป็นปัจจัยระยะสั้นมากกว่าระยะยาว และแตกต่างกันไปตามความหลากหลายของสินค้าแต่ละชนิด เช่น ข้าวโพด น้ำตาล ข้าวสาลี และฝ้าย เป็นต้น ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนด้านราคาสูง ดังนั้น ในการเลือกลงทุนจะต้องศึกษาให้ดีว่าจะลงทุนในสินค้าชนิดใด มีปัจจัยใดที่จะส่งผลกระทบกับสินค้าชนิดนั้น"
Oลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ
จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวในปีหน้า ทำให้นักลงทุนทั่วโลก หันกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งเราก็ได้เห็นการปรับตัวขาขึ้นของตลาดหุ้นในเอเชีย และการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ธีรนาถบอกว่าตลาดสหรัฐอเมริกานั้น ยังถือว่าปรับตัวน้อยนับแต่ต้นปีที่ผ่านมา กล่าวคือเพิ่มขึ้นเพียง 4-5% ซึ่งถือว่าปรับตัวขึ้นน้อยมาก ถ้าเทียบกับตลาดทั่วโลก แต่ก็มีการคาดกันว่าในปี 2553 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จะกลับมาเป็นบวกทั้งปี โดยน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วในแถบยุโรป จากการคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้ ก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุน ดังนั้น ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ลงทุนควรจับตามอง
"ก็ต้องถามใจตัวเองอีกครั้ง ว่าเรามองเศรษฐกิจในรอบ 6-12 เดือนข้างหน้าอย่างไร ถ้าปีนี้เป็นปีที่แย่และปีหน้าทุกอย่างเริ่มดีขึ้น เราอาจจะไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ให้หายไป เพราะจากประสบการณ์ในอดีต ที่มีวิกฤติ จะมีบทเรียนหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ นั่นคือ ทุกครั้งที่มีวิกฤติมักเป็นโอกาสในการลงทุนเสมอ" ธีรนาถ ให้ข้อคิดทิ้งท้าย
ดร.วินมองตลาดหุ้นสหรัฐว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ น่าจะมีโอกาสปรับฟื้นเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ จากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยจาก De-leveraging น่าจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่กลับมาเติบโตเท่าในช่วงก่อน โดยการฟื้นตัว จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันโดยรวมน่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นได้ไม่มากในปี 2553
แต่ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีการฟื้นตัวในระดับที่น้อยกว่าตลาดหุ้นเอเชีย แต่ข้อดีของหุ้นสหรัฐคือ ลักษณะของหุ้นมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นเอเชีย ดังนั้น ในจังหวะที่ตลาดปรับตัวขึ้นหุ้นสหรัฐจะปรับตัวน้อยกว่าตลาดหุ้นเอเชีย และมีหุ้นมีคุณค่าต่อการลงทุน เช่น หุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีธุรกิจอยู่ทั่วโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐมีความหลากหลายสูงมาก เนื่องจากมีหลายตลาด และมีหุ้นหลายตัวให้เลือก ดังนั้น ในการเลือกลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ จะต้องศึกษาข้อมูลให้ดี เนื่องจากในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง ความมั่นคงของบริษัทที่ลงทุน และภาระหนี้สินของบริษัท เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อแผนการดำเนินงานของบริษัท บริษัทที่มีภาระหนี้สินน้อยจะมีกลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่นกว่าบริษัทที่มีภาระหนี้สินสูง
"ผมมองว่าสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ค่อนข้างยากมาก วิธีที่เหมาะกับการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อยคือ การลงทุนในดัชนีหลักทรัพย์แทน เพราะกลุ่มหุ้นที่ประกอบอยู่ในดัชนีเป็นหุ้นบริษัทจดทะเบียนชั้นนำขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจกระจายอยู่เกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ก็จะส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ดีขึ้นเช่นเดียวกัน โดยกลุ่มดัชนีที่เป็นที่รู้จักและนิยมลงทุน เช่น S&P500"
Oลงทุนในทองคำ
สำหรับราคาทองคำ ดร.วินให้ทัศนะว่ามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นแต่ไม่มากนัก เนื่องจากราคาทองคำจะปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี การลงทุนในทองคำจะเป็นที่นิยม เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสียมูลค่าที่แท้จริง และมีความปลอดภัยในการถือครอง เพราะราคาทองคำจะได้รับประโยชน์จากความผันผวนและปัญหาด้านตลาดเงินและตลาดทุน
สำหรับในช่วงนี้ เศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว ส่งผลให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นในปีหน้า ราคาทองคำ จะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับหากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง จะมีปัจจัยหนุนทางด้านความต้องการจากการผลิตในส่วนของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Demand) จากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนในราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้อีก
นี่เป็น 5 ทางเลือกลงทุนที่เราจับมาวัดชีพจร ใครจะเริ่มลงมือปรับแผนการลงทุน ก็น่าจะลองพิจารณาทางเลือกเหล่านี้ด้วย ลดและเพิ่มน้ำหนักได้ตามความเสี่ยงที่คุณรับได้
Tags : ธีรนาถ รุจิเมธาภาส • ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ • ลงทุน • เศรษฐกิจ

ความคิดเห็นที่ 3
ณัฐ , 16 กันยายน 2552 11:00
รับปรึกษาธุรกิจ เขียนแผนธุรกิจ ราคาตกลงกันได้ สนใจติดต่อni.nat@windowslive.com ครับ
ความคิดเห็นที่ 2
= = , 15 กันยายน 2552 14:13
***เห็นในข่าวว่ากระทรวงพาณิตย์เขากังวลว่ามันสัมประหลังจะขาดตลาดในปีหน้าหรือครับพื้นที่ที่เหมาะและสามารถปลูกมันได้ก็ดินแดงและแห้งแล้งลองสำรวจดูครับว่าพื้นที่ไหนเหมาะก็คงหนีไม่พ้นภาคอีสานที่แห้งแล้งนั้นแหละปลูกได้และถ้าปลูกใกล้ๆป่ายูคาลิปตัสก็อาจจะเป็นพืชเกื้อหนุนกันก็ได้ยูคาดูดทั้งน้ำและแร่ธาตุแต่ก็จะคายไนโตรเจนหรือน้ำมันจากใบยูคาคืนให้จำนวนมากอยู่ส่วนมันสำปะหลังก็ต้องการเหล่านั้นแต่ข้อมูลอันนี้ไม่รู้ว่าใช่และสามารถเกื้อหนุนกันได้หรือเปล่าแต่หากเป็นนายทุนก็หาตอหรือต้นมันแล้วขนจากภากลางไปให้คนอีสานปลูกก็ยังได้เลยนิครับ แถมยังเป็นการช่วยให้มีรายได้เพิ่มอีกสำหรับพื้นที่แห้งแล้งอ่ะนะครับเพราะพืชชนิดนี้ไม่ได้ต้องการน้ำมากใช้น้ำครั้งเดียวแล้วที่เหลือก็จะเจริญเองเหมือนกับอ้อยอ่ะแหละครับแต่อ้อยต้องใช้แร่ธาตุดินที่สมบูรณ์พอตัวอยู่
ความคิดเห็นที่ 1
ryuken , 15 กันยายน 2552 13:43
อ่านจนจบ...ยังงงๆ เลยว่า
ลงทุนอะไรดีละครับ