กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 16 สิงหาคม 2552 00:35

ไขก๊อกเพิ่มความเสี่ยงให้พอร์ต ทวงคืนความมั่งคั่งรับศก.ฟื้น

“พิชา รัตนธรรม”

สัญญาณฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ถ้าคุณเชื่อว่าศก.โลกจะฟื้นตัวในปี 2010 ก็ถึงเวลาขยับเพิ่มลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้แล้ว

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกที่เกิดขึ้น ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2008 ที่ผ่านมา

มีการโยกเงินจาก “สินทรัพย์เสี่ยง” ในทุกตลาดกลับไปยัง “สินทรัพย์ไม่เสี่ยง” ที่มีความมั่นคงสูงเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะที่โยกกลับไปอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหรือกองทุนตราสารตลาดเงินของสหรัฐ กดดันให้ตลาดของสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวร่วงลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แต่หลังจากรัฐบาลทั่วโลกร่วมมือกันกอบกู้วิกฤติในครั้งนี้เอาไว้ผ่านมาตรการต่างๆ จนเริ่มเห็นสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น เมื่อนักลงทุนเริ่มคลายกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก “ความกลัว” เริ่มลดลง ในขณะที่ “ความกล้า” เพิ่มมากขึ้น เงินที่เคยไปแช่อยู่ในสินทรัพย์ไม่เสี่ยงผลตอบแทนน้อยนิด ย่อมไม่จูงใจเท่าตลาดของสินทรัพย์เสี่ยงที่มีโอกาสของผลตอบแทนที่ดีกว่า

ตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.2009 ที่ผ่านมา จึงเห็นปรากฏการณ์ขยับปรับตัวทะยานขึ้นของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างพร้อมเพรียงทั้งในส่วนของตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ หลังเงินที่เคยไปพักไว้ในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงเริ่มขยับกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ตามความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ใน ปี 2010

ดังนั้น ช่วงครึ่งหลังของปี 2009 จึงเป็นจังหวะของการขยับปรับพอร์ตรับความเสี่ยงเพิ่มอีกครั้ง

สำหรับวิกฤติโลกที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาทำให้ “สินทรัพย์เสี่ยง” ทั่วโลกปรับตัวลงไปมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นผลจากการที่มีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างมากในเวลาอันสั้นเพราะต้องนำเงินกลับไปแก้ไขปัญหา ถูกสถาบันการเงินเรียกเงินกลับบ้าง ถูกผู้ถือหน่วยแห่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนบ้าง ทำให้จำเป็นต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงที่มีอยู่ในทุกตลาดในทุกราคา

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นราคาน้ำมันทะยานขึ้นไป 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในครึ่งแรกของปี 2008 ก่อนที่จะดำดิ่งทิ้งตัวลงมาเหลือ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ในครึ่งหลังของปี 2008 เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับตลาดหุ้นจนส่งผลให้ราคาหุ้นทั่วโลกตกลงไปต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น

“ปี 2008 เศรษฐกิจโลกทำให้ทุกคนกลัวแล้ววิ่งเข้าหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมีความมั่นคงสูง แต่ในปีนี้จังหวะนี้สถานการณ์ได้กลับกันแล้ว เงินที่เคยไปพักในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงเพราะความกลัวกำลังจะโยกกลับมาสู่การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าอีกครั้ง

หลังจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ถ้าคุณเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในปี 2010 ก็ถึงเวลาขยับเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแล้วเช่นกัน”

@ ศก.โลกฟื้นถึงเวลารับความเสี่ยง

“พิชา รัตนธรรม” หัวหน้าธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ บอกว่า เศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสที่ 2 ปี 2552 ที่ผ่านมา และกำลังมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้จะเห็นได้จากตัวเลขคาดการณ์เติบโตของเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ ซึ่งในปี 2009 เป็นปีแห่งการติดลบแต่ในปี 2010 ตัวเลขการเติบโตจะกลับขึ้นมาเป็นบวกมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป

บนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวในปีหน้าการลงทุนที่ดีที่สุดในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวหรือเห็นจุดต่ำสุดไปแล้วก็คือ “การลงทุนในหุ้น” เพราะหุ้นเป็นดัชนีชี้นำ (Leading Indicator) เศรษฐกิจจริงโดยลาดหุ้นจะมีการปรับตัวขึ้นก่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงประมาณ “6 เดือน”

นั่นหมายความว่า หากเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกในปีหน้า นี่คือ จังหวะในการลงทุนในหุ้น

“ตอนนี้เป็นจังหวะของการ take risk เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับตัวเอง โดยนักลงทุนควรจะลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำลง แล้วโยกมาเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และในส่วนที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงนั้นหากนักลงทุนสามารถโฟกัสไปในภูมิภาคหรือประเทศที่มีการฟื้นตัวได้ดีก็จะเป็นตัวช่วยสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน”

พิชา แนะนำว่า โดยปกติของนักลงทุนทั่วโลกในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง 100% นั้น จะลงทุนในประเทศประมาณ 60% และลงทุนในต่างประเทศประมาณ 40% ซึ่งสินทรัพย์เสี่ยงในที่นี้รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำหรือน้ำมันด้วย อย่างไรก็ตามการลดสัดส่วนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำลงแล้วไปเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงนั้นคงไม่มีบทสรุปตายตัวว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไร

ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคน อย่างคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำอาจจะเริ่มขยับออกจากพันธบัตรรัฐบาลมาสู่หุ้นกู้เอกชนมากขึ้นเพื่อผลตอบแทน ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้พอสมควรก็จะเริ่มพิจารณาลดสัดส่วนของตราสารหนี้ลงแล้วมาเพิ่มน้ำหนักในหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นแต่ในสัดส่วนมากน้อยเท่าไรขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนเป็นสำคัญ

“ประเด็นคือเมื่อเรากำลังจะรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นผลตอบแทนที่ได้ก็ควรคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ในกรณีของตราสารหนี้การขยับจากพันธบัตรรัฐบาลมาสู่หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งขึ้นกับความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่ไปลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์นั้นการที่นักลงทุนจะขยับจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมาสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนั้น ผลตอบแทนที่ได้ก็ควรจะมากเพียงพอในการที่เราจะเข้าไปรับความเสี่ยงตรงนั้น ซึ่งโอกาสในการได้ผลตอบแทนไม่ควรจะต่ำกว่า 15-20% จึงจะน่าสนใจ ตรงนี้นักลงทุนต้องไปดูว่าหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะขยับไปลงทุนนั้นมีโอกาสในการทำกำไร (upside) มากน้อยเพียงใด คุ้มค่ากับการที่เราจะขยับไปรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ด้วย”

@ รอจังหวะหุ้นปรับฐานไตรมาสที่ 3 ปี 2552

แม้ช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจะเป็นจังหวะของการลงทุนในสินทรัพย์เพิ่ม

แต่ “ศุภมาศ พยัคฆพันธ์” นักวิเคราะห์กองทุนรวม บมจ.หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่า การปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือน มิ.ย.-ครึ่งแรกของเดือน ก.ค.2552 ส่วนใหญ่เกิดจากมุมมองต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งในสหรัฐและยุโรปที่ออกมาดีกว่าคาด

ดังนั้น การเข้าซื้อหุ้นในระยะดังกล่าวนี้ไม่น่าจะคุ้มกับความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาหุ้นทั่วโลกในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงมีความผันผวนจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากราคาน้ำมันในช่วงครึ่งหลังของเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาที่พุ่งขึ้นอย่างมากจากระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ในขณะที่สต็อกน้ำมันในสหรัฐยังบ่งชี้ถึงทิศทางของอุปสงค์โลกที่ลดลง โดยราคาน้ำมันที่คาดการณ์จากหลายฝ่ายในช่วงที่เหลือของปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 55-75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นการจะลงทุนในน้ำมันโดยรอจังหวะที่ราคาน้ำมันลงมาต่ำกว่าระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (55-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) จึงเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ระดับราคาน้ำมันในปี 2010 ไว้ที่ระดับ 85-95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ส่วนราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาขึ้นมาไม่เท่ากับราคาน้ำมัน  เหตุผลจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำทำให้ทองคำมีความน่าสนใจลงทุนลดลง อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเงินเฟ้อก็จะกลับมาดังนั้นความน่าสนใจของการลงทุนในทองคำจะมีเพิ่มขึ้นในปี 2010 ปัจจุบันราคาทองคำที่ 950 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อัพไซด์เหลือไม่มาก

แม้ว่าช่วงที่เหลือของปีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งอาจจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ได้ก็ตาม แต่แนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะรับที่ราคาต่ำกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลงมา (877-900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์)

“หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์จัดอยู่ในประเภทของสินทรัพย์เสี่ยงเหมือนกัน ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงในเวลาที่ไม่นานนัก ตลาดจึงน่าจะมีการปรับฐานได้ การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงควรจะรอการปรับฐานของราคาหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกก่อน

โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2552 นี้แนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารตลาดเงินเพิ่มขึ้นเพื่อรอจังหวะตลาดหุ้นปรับฐานก่อนเข้าลงทุนใหม่อีกครั้ง จากภาพรวมทางเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวติดลบในปีนี้

จึงมองว่า ยังมีบางภูมิภาคหรือบางประเทศที่มีเศรษฐกิจโดดเด่น เช่น จีน อินเดียและประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชีย เหมาะสำหรับเป็นทางเลือกในการลงทุนหุ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนของพอร์ตนอกเหนือจากการลงทุนในประเทศ โดยมองว่ากองทุนต่างประเทศที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดดเด่นในปีนี้และมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีในปีหน้าจะเป็นคำตอบของการลงทุนที่เหมาะสม”

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำแนะนำให้ลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงลงเหลือ 30% จากเดือนก่อนที่ 50% ให้เพิ่มตราสารหนี้เป็น 50% จากเดิม 35% และเพิ่มกองทุนรวมตลาดเงินเป็น 20% จากเดิม 15% ส่วนนักลงทุนที่ระดับความเสี่ยงปานกลางให้ลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงเหลือ 45% จากเดือนก่อนที่ 65% โดยให้เพิ่มตราสารหนี้เป็น 40% จากเดิม 25% และเพิ่มกองทุนตราสารตลาดเงินเป็น 15% จากเดิม 10%

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงให้ลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงเหลือ 60% จากเดือนก่อน 80% และเพิ่มตราสารหนี้จากเป็น 30% จากเดิม 15% และเพิ่มกองทุนตราสารตลาดเงินเป็น 10% จากเดิม 5% โดยแนะนำให้นักลงทุนจำกัดการลงทุนในต่างประเทศในสินทรัพย์เสี่ยงไว้ที่ประมาณ 15-20% ของพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด

@ เริ่มขยับจากพันธบัตร สู่ หุ้นกู้

“ประเสริฐ ขนมธรรมชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมาทำให้มุมมองต่อเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นดังจะเห็นได้จากประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2010 โดยรวมทุกคนมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในหลายประเทศ โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2009 ก็มีความหวังว่าจะดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก

ในส่วนของประเทศไทยเองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ได้มีการปรับลดลงมาอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี 2008 จากระดับ 3.38% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจไทยถูกกระทบค่อนข้างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาดังนั้น “ดอกเบี้ยระยะสั้น” ยังคงไม่ขึ้นจนกว่าเศรษฐกิจจะมีการฟื้นตัวก่อน ซึ่งอย่างน้อยเรามองว่าดอกเบี้ยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำจากนี้ไปอีกอย่างน้อย 12 เดือนข้างหน้า

ส่วน “ดอกเบี้ยระยะยาว” อัตราผลตอบแทนเริ่มขยับเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจากการคาดการณ์ต่อปริมาณพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมากที่รัฐจะออกมาในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เรามองว่าเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้จะเติบโต (-3) - (-5)% และจะฟื้นตัวมาเป็นบวกได้ในปี 2010 แต่ก็คงไม่แรงดังนั้นตัวเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยขึ้น และปริมาณซัพพลายของพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมากที่จะมีออกมานั้นจะทำให้ราคาพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลงเนื่องมาจากอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นดังนั้นนักลงทุนจะหาผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ค่อนข้างยาก

“อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนยังคงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในขณะที่ความเสี่ยงไม่มากนักจึงน่าจะเป็นก้าวแรกของนักลงทุนที่จะขยับออกมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง จากข้อมูลพบว่าปัจจุบัน (30 มิ.ย.2552) หุ้นกู้ที่มีเครดิตเรทติ้ง AAA อายุน้อยกว่า 3 ปี มีส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล (Spread) ประมาณ 0.41% จากช่วงปลายปี 2008 ที่เคยขึ้นไปสูงถึง 1.19% และเริ่มลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0.91% เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2552

แม้ Spread ของหุ้นกู้จะเริ่มลดลงแต่ก็ยังมีส่วนต่างอยู่มากพอสมควร โดยหุ้นกู้เรทติ้ง AA มี spread ประมาณ 0.55% หุ้นกู้เรทติ้ง A มี Spread ประมาณ 0.66% และหุ้นกู้เรทติ้ง BBB ยังมี Spread สูงถึง 1.22% ดังนั้นถ้านักลงทุนสามารถขยับออกมารับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วยการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนที่มีเรทติ้งดีในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) ช่วงอายุ 2-3 ปี ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจในการลงทุนทีเดียว”

ด้าน “ณสุ จันทร์สม” กรรมการผู้จัดการ บจ.หลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุนอีเอฟจี (ประเทศไทย) ที่มองว่า หลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแม้ว่ากว่าทุกอย่างจะเป็นปกติอาจจะต้องไปถึงปี 2012 ก็ตาม กว่าเงินเฟ้อจะเริ่มกลับมาอย่างมีนัยสำคัญก็คงช่วง “ปลายปี2010” เพราะฉะนั้นในช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยยังจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไป สำหรับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบันยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน โดยเฉพาะสหรัฐ ถ้าในเอเชียพันธบัตรรัฐที่ยังให้ผลตอบแทนที่ดีได้แก่เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เป็นต้น

 ช่วงวิกฤติเงินไหลเข้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหมด แต่ตอนนี้ภาพเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นทุกคนต้องขยับออกจากพันธบัตรรัฐบาลแล้วเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแล้วได้ผลตอบแทนไม่ถึง 1.0% เราจะเริ่มเห็นแนวโน้มว่ามูลค่าเพิ่มจะต้องขยับออกจากพันธบัตรรัฐบาล

“ที่ทุกคนหนีไปพันธบัตรรัฐบาลเพราะทุกคนกลัวว่าบริษัทจะล้มละลาย ซึ่งจากข้อมูลพบว่าตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ได้เคยปรับตัวขึ้นไปสูงและปรับตัวลงมาแล้ว เรามองว่าการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่เครดิตเรทติ้งดีๆ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่ค่อนข้างดี โดยช่วงที่ผ่านมาหุ้นกู้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างมาก ได้แก่กลุ่มบันเทิง ขนส่ง และยานยนต์ ส่วนหุ้นกู้ที่ปลอดภัยอยู่ในกลุ่มอุปโภคบริโภค สถาบันการเงิน พลังงาน ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งไม่มีปัญหาแต่คนกลัวไปเอง โอกาสที่หุ้นกู้เอกชนจะผิดนัดชำระหนี้มีน้อยลง

ในขณะที่ Credit Spread ที่เป็นผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่หุ้นกู้ให้เหนือผลตอบแทนของพันธบัตรยังสูงไม่กลับสู่ภาวะปกติ การลงทุนในหุ้นกู้ในระดับที่ลงทุนได้ยังมีโอกาสให้ลงทุนก่อนที่ Credit Spread ตรงนี้จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้”

@ สินค้าโภคภัณฑ์ ช่วยกระจายความเสี่ยง

“วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ” ที่ปรึกษา บจ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย บอกว่า ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวเป็นจังหวะที่ดีของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างไรก็ตามโดยปกติตลาดหุ้นจะมีความสัมพันธ์กันแม้ว่าจะอยู่คนละประเทศก็ตาม เช่น เมื่อคืนตลาดดาวโจนส์บวกวันนี้ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะบวกด้วยเช่นกัน เป็นต้น เพราะตลาดหุ้นมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างกันค่อนข้างสูงพอสมควรไม่ว่าจะตลาดไหนในโลก ตลาดที่มีความสัมพันธ์กันมากจะมีความสัมพันธ์กันถึง 90% ส่วนตลาดหุ้นที่ฉีกกันหน่อยก็ยังมีความสัมพันธ์กันประมาณ 50-60%

แต่สินค้าโภคภัณฑ์ความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นน้อยประมาณ 10-30% เท่านั้น ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี แต่นักลงทุนต้องตระหนักและเข้าใจว่าการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ใช่สินทรัพย์หลักของการลงทุน (Core Investment) เพราะสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูงและไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ โดยสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละประเภทเองก็จะเพอร์ฟอร์มคนละจังหวะคนละช่วงเวลาบางครั้งการลงทุนผิดจังหวะอาจจะได้ผลตอบแทนไม่ดีแต่ถ้าลงทุนเป็นและลงทุนถูกจังหวะก็สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้เช่นกัน

“แนะนำให้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในพอร์ตเป็นส่วนเสริมเหมือนน้ำจิ้ม ถ้าพอร์ต 100% ก็ควรจะลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ประมาณ 5-10% ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไรสามารถลงได้มากกว่านี้แต่อาจจะต้องจับจังหวะในการซื้อขายในลักษณะเทรดดิ้งบ้างก็จะสามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนในส่วนนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วง 12 เดือนข้างหน้าช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์จะต้องเป็นการลงทุนในลักษณะของการเทรดดิ้งมากกว่า”

ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2010 แล้ว ครึ่งหลังของปี 2009 นี้ ก็ถือเป็นจังหวะของการขยับรับความเสี่ยงเพิ่มเพื่อรอรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าอย่างแท้จริง

Tags : “พิชา รัตนธรรม”

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

คิดแบบนี้คิดเอาแต่ได้ เวลาขาดทุนมีใครมีช่วย เวลามีกำไรแล้วจะมาเก็บเงินภาษีไม่ถูกต้อง ถ้าเก็บภาษี 15 เวลาขาดทุนจากหุ้นรัฐก็ต้องช่วยเต็มจำนวน เอาไม่ พวกคนที่เขาเล่นหุ้นวาวามเสี่ยงในตัวอยู่แล้ว คนเล่นหุ้น

ความคิดเห็นที่ 1

หุ้นขึ้นก็ดีแล้ว รัฐบาลต้อง * ้เงินมาอุ้มเศรษฐกิจ เป็นแสน ๆ ล้าน หรือมากกว่านั้น ก็ถึงคราวที่ควรจะต้องเสียภาษีได้แล้ว ถ้ามีกำไรจากการซื้อขายหุ้น จะเอาเปรียบประชาชนไปถึงไหน ประชาชนคนอื่นเขาทำมาหากินมีรายได้ก็เสียภาษีทั้งนั้น ไม่มียกเว้น พวกนี้หากินกับการซื้อขายหุ้น มีรายได้ก็ต้องเสียภาษีเหมือนกับประเทศที่เจริญเขาทำกัน คนอื่นเขาขายหลักทรัพย์ที่ไม่อยู่ในตลาดเวลากำไรก็ยังเสียภาษีร้อยละ 15 เสียภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ กับเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ มันต่างกันราวฟ้ากับดิน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement