กรุงเทพธุรกิจ

  •  

การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล

วันที่ 19 มีนาคม 2552 05:00

เอเซียพลัส เพิ่มพอร์ตหุ้นขนาดกลาง-ปันผล

ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP

ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

"เอเซีย พลัส" เพิ่มพอร์ตลงทุนหุ้น หลังมองเศรษฐกิจถึงก้นบ่อ โดยเน้นลงทุนหุ้นขนาดกลางที่มีสภาพคล่อง-ปันผลสูง

ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP เปิดเผยว่า บริษัทได้เพิ่มพอร์ตลงทุนในหุ้นจากปลายปีที่แล้ว เพราะราคาหุ้นไทยปรับตัวลงมาต่ำกว่าปีที่แล้ว และบรรยากาศการลงทุนถึงจุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งกำลังรอเวลาฟื้นตามเศรษฐกิจ

ส่วนหุ้นที่เน้นลงทุน เป็นขนาดกลาง สภาพคล่องสูง และจ่ายเงินปันผลน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มอาหาร ค้าปลีก และสื่อสาร

"หุ้นไทยราคาถูก ตอนนี้ไม่มองการลงทุนสั้นๆ แต่จะมองเป็นแนวโน้มมากกว่า บล.เอเซีย พลัส เข้าไปดูพื้นฐานแล้ว พบว่ามีหุ้น 100 บริษัทที่มีคุณสมบัติเข้าไปลงทุน แต่ไม่ได้ลงทุนทั้งหมด โดยเลือกหุ้นที่น่าสนใจจริงๆ ซึ่งเน้นหุ้นขนาดกลาง ปันผลสูง ส่วนหุ้นใหญ่ TOP 10 แต่ยังไม่เข้าไปลงทุนในช่วงนี้"

ทั้งนี้พอร์ตลงทุนบริษัทมีมูลค่า 3,000 ล้านบาท จัดสรรเพื่อปล่อยมาร์จินโลนไม่เกิน 30% หรือไม่เกิน 900 ล้านบาท ปัจจุบันมีวงเงินปล่อยมาร์จินโลน 400 ล้านบาท และจัดสรรเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นไม่เกิน 40% ส่วนที่เหลือลงทุนตราสารหนี้และเงินฝาก

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวอีกว่า แนวโน้มผลประกอบการปีนี้จะดีกว่าปี 2551 ทั้งรายได้และกำไรสุทธิ เพราะทุกธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยวาณิชธนกิจปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ธุรกิจให้คำปรึกษาการเงินส่วนบุคคลเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน 

ส่วนธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์จะดีขึ้น โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง โดยประเมินมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปีนี้อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ที่ 16,000 ล้านบาทต่อวัน ส่วนจุดคุ้มทุนธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ของบริษัทอยู่ที่ 8,500 ล้านบาท

เขากล่าวอีกว่า แนวทางการดำเนินงานปีนี้ เน้นการบริหารงานที่ปฏิบัติมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ เน้นกระจายฐานรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพคน โดยจัดอบรมการลงทุนตามเหตุการณ์ให้ลูกค้า และพนักงาน และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบ เช่น ปรับปรุงหรือรวมสาขา ลดค่าใช้จ่ายให้ได้ 2-3% ตลอดเวลา 

"ปีนี้ท้าทายสำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ไม่น้อย และเพียงประคองตัวให้พ้นวิกฤติให้ได้ ซึ่ง ASP โชคดีที่เตรียมตัวปรับโครงสร้างรายได้ ปรับระบบการทำงาน และปรับบุคลากรมาก่อน 2-3 ปีที่แล้ว"

เขากล่าวว่า ปีนี้บริษัทวางเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาดระดับเดิมกว่า 5% เทียบจากสิ้นปีก่อนที่ 5.38% ซึ่ง 2 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 5.47% 

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายปี 2553 มีสัดส่วนรายได้จากนายหน้าธุรกิจค้าหลักทรัพย์เพียง 50% เทียบจากปี 2551 อยู่ที่ 68% พอร์ตลงทุนเป็น 20% จากปีก่อนที่ 8% งานวาณิชธนกิจ 10% จากปีก่อนที่ 5% และเป็นที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งเป็น 15% จากปีก่อนที่ 10%

ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า แนวโน้มของผลประกอบการกลุ่มหลักทรัพย์ไตรมาสแรก คาดจะมีผลขาดทุน 50% เพราะมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้จากที่ปรึกษาทางการเงินลดลง โดยเฉพาะธุรกิจไอพีโอ 

"แต่ละบริษัทจะขาดทุนมากน้อยขึ้นอยู่กับการบริหารงาน หากกระจายรายได้ไปธุรกิจอื่นๆ ทำให้ประคองตัวอยู่ได้ และโบรกเกอร์ที่ขาดทุนมาก จะเป็นบริษัทที่เน้นรับคำสั่งซื้อจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ ส่วนโบรกเกอร์ที่มีลูกค้ารายย่อยมากสุด ผลประกอบการออกมาไม่เลวร้ายนัก" นายสุกิจกล่าว

ปัจจุบันโบรกเกอร์หลายแห่ง มีกระแสเงินสดมาก ซึ่งสามารถนำมาลงทุนได้ยาว 2-3 ปี โดยทุนผ่านพอร์ตบริษัทได้ เพื่อสร้างรายได้เสริมทดแทนธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่หายไป รวมถึงตลาดอนุพันธ์ ซึ่งยังเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้กับโบรกเกอร์ได้แต่ต้องใช้เวลา

Tags : ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ พอร์ตหุ้น

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า