พิษเศรษฐกิจที่ป่วยไข้ถึงขั้นโคม่า ฉุดให้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกป่วยเรื้อรังจากปีก่อน ทุกคนรู้ดีว่าอาจ "ไม่หมู" และ "ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ"
ถ้าไม่นับเงินฝาก จะให้ใกล้ตัวที่สุดสำหรับนักลงทุน คงเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ จึงเป็นนั่นทำให้ความสนใจของนักลงทุนจึงพุ่งเป้าไปที่แนวโน้มของการลงทุนในตราสารทั้ง 2 ประเภทนี้
Oคาดหุ้นกู้เอกชนขายมากขึ้น กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต บอกว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลกจะนำมาซึ่งการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังครั้งใหญ่ จึงคาดว่าอัตราดอกเบี้ยในภาพรวมอยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่องในระยะ 1 ปีข้างหน้าและจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำหลังจากนั้น และจะเริ่มมีการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้เวลา 2-3 ปีจากนี้
สำหรับประเทศไทย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงอีก 0.5-0.75% เหลือ 2-2.25% ภายในกลางปี 2552 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของสถาบันการเงินจะมีแนวโน้มลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายและจากการชะลอตัวของสินเชื่อตามสภาพเศรษฐกิจ
ด้านตราสารหนี้ในตลาดคาดว่าจะมีหุ้นกู้เอกชนออกเสนอขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกู้ยืมจากตลาดต่างประเทศทำได้ยากขึ้นและมีต้นทุนสูง ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะลดการออกพันธบัตรลงเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบการเงินและเอื้อให้รัฐบาลสามารถออกพันธบัตรเพื่อทดแทนพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินมากนัก โดยรัฐบาลน่าจะมีการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 350,000 ล้านบาท
Oความสนใจลงทุนพันธบัตรเพิ่ม ด้านผู้ลงทุนบุญชัยคาดว่าจะสนใจลงทุนในพันธบัตรเพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาลง ประกอบกับการลงทุนในหุ้นยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก
นอกจากนี้ ความกังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของหุ้นกู้ภาคเอกชนจะมีอยู่มาก หุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า A จะเป็นที่น่าสนใจน้อยหรือต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงเพื่อชดเชยต่อความเสี่ยง
เขาบอกว่า ในปี 2008 ถือเป็นปีที่ยากสำหรับการบริหารกองทุนตราสารหนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็ว จะเห็นได้จากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในไตรมาส 2 และ 3 นำมาซึ่งการเข้มงวดด้านนโยบายการเงินโดยมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้ง แต่ในไตรมาสที่ 4 ภาวะเงินเฟ้อกลับลดลงอย่างรวดเร็วตามภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลกรวมทั้งปัญหาทางการเมืองภายในประเทศซึ่งนำมาสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมากอีกครั้ง
"การบริหารกองทุนตราสารหนี้ที่เป็น active funds ของ บลจ.ธนชาตกลับทำได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เนื่องจากผู้จัดการกองทุนได้ประเมินทิศทางดอกเบี้ยได้อย่างถูกต้องและปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันต่อเหตุการณ์ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบในช่วงที่ตลาดตราสารหนี้ได้รับผลกระทบในทางลบ
เช่น ในช่วงเดือน มี.ค.-ก.ย. เนื่องจากได้ลด duration ของตราสารหนี้ ไปล่วงหน้าแล้ว ในขณะที่ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีสัญญาณถดถอยลงอย่างมากและอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเปลี่ยนทิศเป็นขาลงในช่วงปลายไตรมาสที่ 3
บลจ.ธนชาต ก็คาดว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะต้องลดต่ำลงทั่วโลก จึงเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้โดยได้เพิ่ม duration ของตราสารหนี้ให้สูงขึ้นในกองทุนตราสารหนี้ที่เป็น Active funds ทุกกองทุนคือ กองทุนเปิดธีรสมบัติ (TSB) กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ (NFF) กองทุนเปิดธนสาร (TSARN) กองทุนเปิดธนชาตพันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ (NGRMF) และกองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (NFRMF) ซึ่งการปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ถูกจังหวะดังกล่าวทำให้ผลการดำเนินงานที่ในช่วงที่ผ่านมาของกองทุนตราสารหนี้ที่บริหารโดย บลจ.ธนชาตค่อนข้างโดดเด่น"
ปัจจุบัน บลจ.ธนชาต ยังคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศมีแนวโน้มลดลงต่อไปอีก แต่ไม่น่าจะลดลงอย่างรุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กองทุนเปิดที่บริหารในสไตล์ active fund หมายถึงผู้จัดการกองทุนอาจจะไม่ได้ถือตราสารที่มี Duration ยาวๆ เสมอไป ถ้าพิจารณาเห็นว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารปรับตัวลดลงรุนแรงเกินไปหรืออัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นขาขึ้น ก็อาจจะมีการขายทำกำไรให้กับกองทุนหรือลดการถือครองตราสารระยะยาวและเปลี่ยนไปลงทุนในตราสารระยะสั้นแทนตามจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ดังเช่นที่ได้ปรับการลงทุนในช่วงก่อนที่ภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้ผลตอบแทนในระยะยาวของกองทุนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและมีความผันผวนที่ไม่สูงเกินไป
Oตราสารหนี้ ตปท.สะท้อนความกังวลนักลงทุน สำหรับตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศ บุญชัยบอกว่าในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ธนาคารกลางของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ทั่วโลกได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปในทางเดียวกัน เช่นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นถึง ความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากวิกฤตการณ์ในระบบการเงิน และเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจการเงินนั้นยังคงอยู่ในระดับต่ำ และความรู้สึกของนักลงทุนยังคงอ่อนไหวต่อวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
สภาวะปัจจุบันของตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศ คือ ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนทำให้ผู้ลงทุนถอนการลงทุนในหุ้นและการลงทุนความเสี่ยงสูงในตลาดทั่วโลก เกิดการไหลออกของเงินลงทุนอย่างรุนแรงและหันไปลงทุนในตราสารระยะสั้นของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ เพราะเชื่อว่าเป็นตราสารของประเทศที่ปลอดภัยในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ จนผลตอบแทนของ Tresury bills อายุ 3 เดือนของสหรัฐติดลบก็ยังมีผู้ลงทุน ซึ่งหลายฝ่ายคิดกันว่าตราสารระยะสั้นของรัฐบาลสหรัฐแพงเกินไป หรือ overvalued การเทขายตราสารหนี้ในตลาดที่ผู้ลงทุนเห็นว่ามีความเสี่ยงมากกว่าประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
"เช่น ตลาดในประเทศกลุ่ม Emerging market ทำให้ตราสารหนี้ในตลาดของประเทศเหล่านี้มีราคาต่ำผิดปกติ และบางกรณีต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน เช่น ตราสารหนี้ที่รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาที่แข็งแรงและมีเสถียรภาพ ตราสารภาครัฐกลุ่มนี้ จึงมีผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศเห็นเป็นโอกาสในการลงทุน เพราะราคาถูกเนื่องจากการถูกเทขายเพื่อต้องการสภาพคล่อง ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของบางประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีความแข็งแรงและมั่นคงกว่าครั้งวิกฤติเศรษฐกิจในรอบก่อน เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่า อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดหลายประเทศเกินดุล อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ต่ำกว่า หรือมีทุนสำรองที่เข้มแข็งกว่าเดิมมาก"
โอกาสในการลงทุนอีกมุมหนึ่งที่ต่างประเทศพูดถึงกันมาก คือ ตราสารหนี้บริษัทเอกชนคุณภาพดี เนื่องจากผลของวิกฤติครั้งนี้ ทำให้การปล่อยกู้ของระบบสถาบันการเงินยังไม่เป็นปกติ เอกชนมีปัญหาในการกู้ยืมเงิน หุ้นกู้ของบริษัทต่างประเทศที่ออกระดมทุนใหม่ จำกัดอยู่เพียงผู้ออกหุ้นกู้ที่เป็นบริษัทคุณภาพดี และบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนโดยการออกขายหุ้นกู้ใหม่จำเป็นต้องเสนออัตราผลตอบแทนที่สูง และการเทขายหุ้นกู้เอกชนเหล่านี้เพื่อลดสัดส่วนหนี้สิน (deleverage) ของผู้ลงทุนเป็นการเพิ่ม supply ของตราสารหนี้บริษัทเอกชนเข้ามาในตลาดรองอย่างมาก
เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ตราสารหนี้เอกชนที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับดี ๆ (credit rating) ในตลาดรองของต่างประเทศ มีอัตราผลตอบแทนที่สูงเหนือกว่าพันธบัตรรัฐบาลอย่างมาก ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Lehman Corporate Index ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของตราสารหนี้เอกชน แสดงผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถึง 5.60% ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นภาวะเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม หากภาวะวิกฤติยังไม่ผ่านไปในสายตาผู้ลงทุน การพิจารณาเพียงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นกู้เอกชนนั้นอาจจะไม่เพียงพอในยามวิกฤติ จะต้องมีปัจจัย อื่น ๆ ชี้นำว่าเป็นเวลาที่เหมาะจะลงทุนด้วย เช่น บรรยากาศของตลาดเงินในต่างประเทศกลับมากล้าให้กู้ยืมกันตามปกติ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐต้นกำเนิดของปัญหา เริ่มปรับตัวนิ่งขึ้น จนธนาคารพาณิชย์ หรือ บริษัทประกัน หันมาสนใจตลาดหุ้นกู้เอกชนอีกครั้ง ตลาดหุ้นต่างประเทศผันผวนน้อยลง เพราะตลาดหุ้นที่ผันผวน จะทำให้ผู้ลงทุนลดการลงทุนในตราสารที่คิดว่าเสี่ยง รวมถึงหุ้นกู้เอกชนด้วย มีสัญญาณว่าผู้ลงทุนหันมาสนใจหุ้นกู้เอกชนมากขึ้น
เช่น ผู้ลงทุนที่เคยลงทุนในหุ้น รวมถึงสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นกู้เอกชนเหล่านี้ด้วย เพราะปัจจุบัน สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เคยมีบทบาทในการซื้อขายตราสารหนี้หลายแห่งต้องปิดตัวลงในช่วงวิกฤติ ทำให้สภาพคล่องของตราสารหนี้เอกชนหายไปบางส่วนด้วย จึงอาจต้องรอให้สถาบันการเงินที่เหลืออยู่และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เข้ามาทำหน้าที่แทน ถ้ากลไกกลับมาทำงานปกติ ผู้ลงทุนก็จะกล้าลงทุนในตราสารหนี้เอกชนเหล่านี้มากขึ้น เพราะไม่กังวลเรื่องสภาพคล่องในการซื้อขาย และหากปัจจัยเหล่านี้มาพร้อม ความสำเร็จในการลงทุนในตราสารประเภทนี้ในยุคนี้ คือ หาจังหวะเข้าลงทุนให้เหมาะและวิเคราะห์เครดิตของผู้ออกตราสารหนี้นั้นอย่างระมัดระวัง
O"ดอกเบี้ย&เงินเฟ้อ" ปัจจัยบวกตราสารหนี้ ตปท. บุญชัยยังมองว่าในปี 2009 ปัจจัยบวกต่อตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศ คือ อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะปรับตัวลดลง จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โอกาสในการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศในภาวะที่หลายๆ ประเทศยังมีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก จึงค่อนข้างน่าสนใจ และมีความได้เปรียบการลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ในประเทศไทย
เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการลงทุนมากกว่า เพราะประเทศต่างๆ มีระดับและความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจต่างกันไป ผู้จัดการกองทุนจึงมีทางเลือกและมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่จะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศที่อัตราผลตอบแทนยังไม่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจหรืออัตราดอกเบี้ยที่ควรจะเป็น และสามารถเลือกลงทุนหรือปรับ duration ให้เหมาะสมได้ก่อนที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศนั้นๆ รวมถึงการมองหาช่องทางและโอกาสจากอัตราแลกเปลี่ยนของหลากหลายสกุลเงินด้วย
และการที่ผู้ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศมักเป็นผู้ลงทุนระยะยาว ผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ จึงสามารถปรับduration ให้ยาวขึ้นได้มากกว่ากองทุนในประเทศไทย ที่ผู้ลงทุนบางส่วนยังกังวลกับความผันผวนขึ้นลงของมูลค่าหน่วยลงทุนด้วย อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วกองทุนตราสารหนี้ในต่างประเทศมีความผันผวนที่สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ในประเทศ จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งสามารถผันผวนได้ง่ายในระยะสั้น
Oการลงทุนยังถูกปกคลุมด้วยความเสี่ยง สำหรับแนวโน้มการลงทุนในตราสารทุนปี 2552 "ตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต มองว่าภาพรวม ของภาวะการลงทุนในประเทศและทั่วโลกยังถูกปกคลุมด้วยความเสี่ยงของภาคการเงินและภาวะเศรษฐกิจโลก ที่น่าจะหดตัวลงอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ซึ่งผลกระทบข้างต้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของปี 2552
โดยในเดือน พ.ย. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดการประเมินการเติบโตของ GDP ของเศรษฐกิจโลกในปี 2008 จาก 3.9% เหลือ 3.7% และสำหรับปี 2009 ลดลงจากเดิม 3.0% เหลือเพียง 2.2% และมีแนวโน้มจะต้องปรับลดประมาณการลงอีกค่อนข้างมาก
กลุ่มประเทศที่ IMF ปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจ ในปี 2009 มากที่สุด คือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมที่ระดับ 5.1% ลดจาก 6.1% ที่ประมาณไว้ก่อนหน้านี้ในเดือน ต.ค.
โดยกลุ่ม Commonwealth of Independent States (รัฐที่แยกตัวของจากรัสเซียเดิม) ยกเว้นรัสเซีย ถูกประเมินลดลงอย่างรุนแรง คือ จาก 6.2% เหลือ 1.6% ประเทศกำลังพัฒนาจะยังมีอัตราการเติบโตดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ในปี 2009 กว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลกจะตกอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่น สหรัฐคาดว่าจะหดตัว -0.7% สหราชอาณาจักรคาดว่าจะเป็นประเทศที่ได้รับผลลบมากที่สุดในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก โดย IMF ประเมินว่า สหราชอาณาจักรจะหดตัว -1.3% ในปี 2008
ส่วนจีน IMF คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าที่คดไว้เดิม จึงปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2009 จาก 9.3% เหลือ 8.5% อินเดียปรับลดจาก 6.9% เหลือ 6.3% และสำหรับประเทศไทยเองได้มีการคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตในระดับ 0.9-2% เท่านั้น
ปัจจัยที่ต้องกังวลคงจะไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ลุกลามจากภาคการเงินสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงอย่างชัดเจน ซึ่งได้ส่งผลมากต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก ก่อให้เกิดภาวะการเงินตึงตัว ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอันหนึ่งคือปัญหาทางการเงินของกลุ่ม Big Three ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐโดยเฉพาะบริษัท General Motors และ Chrysler ภาคธุรกิจอื่นๆ ที่อาจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากเท่าอุตสาหกรรมข้างต้น ต่างก็ประสบกับการชะลอตัวของ
ความต้องการสินค้าและบริการอย่างชัดเจน
สำหรับประเทศไทย จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงและความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลง จึงมีความเสี่ยงที่จะมีการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนลง โดยมีการคาดการณ์การเติบโตในปี 2552 ว่าจะลดลงประมาณ 5 - 22% เมื่อผนวกกับความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศที่อาจจะทำให้การผลักดันนโยบายเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจล่าช้าหรือน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้นตัวได้ล่าช้ากว่าภาวะเศรษฐกิจโลกก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวน่าจะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ใหญ่จึงนำมาซึ่งการพร้อมใจกันของรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน-การคลัง โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินจำนวนมาก การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังครั้งใหญ่ และจากการที่ระดับราคาสินค้าโดยทั่วไป
โดยเฉพาะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงมาก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ที่ปรับตัวลงต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นต้นทุนของธุรกิจและภาคครัวเรือนส่วนใหญ่ ปัจจัยข้างต้นนี้อาจที่จะช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกไม่ให้ถดถอยรุนแรงจนเกินไปและเป็นการช่วยเกื้อหนุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
Oกลยุทธ์ลงทุนเลือกหุ้นที่ไม่อ่อนไหวต่อ ศก. สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ตระกูลจิตรบอกว่า ผู้จัดการกองทุนของธนชาตจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวไม่มากนักต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม อาทิธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก เป็นธุรกิจที่มีความได้เปรียบในเชิงของต้นทุนการผลิตหรือสามารถบริหารต้นทุนได้ง่าย
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีกระแสเงินสดที่เข้มแข็งพอที่จะสามารถจ่ายเงินปันผล และประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเศรษฐกิจถดถอยนี้ไปได้ ซึ่งความเข้มแข็งทางการเงินอาจนำมาซึ่งโอกาสในการเข้าไปซื้อกิจการของคู่แข่งที่มีฐานะการเงินด้อยกว่าได้ บริษัทที่สนใจลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการผลิตที่ครบวงจร หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่จำเป็น เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากๆ และมีฐานะการเงินอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็งพอ เนื่องจากเมื่อยามเศรษฐกิจฟื้นตัว บริษัทเหล่านี้จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานกลับมาได้อย่างรวดเร็ว หรือหากเศรษฐกิจยังคงถดถอยต่อไปอีก บริษัทเหล่านี้ก็สามารถอยู่รอดได้ในภาวะที่ยากลำบากเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ คุณภาพของบริษัทที่ลงทุนจึงมีความสำคัญอย่างมากในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นปัจจุบัน
Oครึ่งแรกของปีผันผวนสูง สำหรับตลาดหุ้นในต่างประเทศ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่มากคาดว่าจะยังคงกดดันต่อภาวะการลงทุนทำให้ความผันผวนน่าจะอยู่ในระดับที่สูงโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2009 แต่คาดว่าความผันผวนของภาวะตลาดน่าจะเริ่มน้อยลงในครึ่งปีหลังของปี 2009 เมื่อผู้ลงทุนได้ Discount ข่าวในด้านลบไปมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลของวิกฤติเศรษฐกิจที่ถดถอยนี้น่าจะคงอยู่ตลอดทั้งปี 2009 และการฟื้นตัวจะใช้เวลาค่อนข้างนานแม้ว่าจะมีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในหลายๆประเทศแล้วก็ตาม
ในระยะสั้นนี้ตลาดต่างประเทศยังมีความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด การชะลอตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน ซึ่งอาจจะเป็นความหวังเดียวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า การถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ ญี่ปุ่นและยุโรป แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นฟูภาคการเงินของสหรัฐและยุโรปว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด แม้ว่าหุ้นในต่างประเทศที่มีคุณภาพได้มีราคาลดต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวอยู่มากและได้สะท้อนข่าวในด้านลบไปมากแล้ว แต่ก็จะมีผู้ลงทุนจำนวนมากที่ไม่ต้องการเข้าตลาดเป็นรายแรกเพราะความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูงเกินไปและต้องการรอจนกว่าตลาดจะนิ่งขึ้นและเห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนกว่านี้
ครึ่งปีหลังของปี 2009 คาดว่าแนวคิดการลงทุนที่น่าจะเหมาะสม คือ Value play โดยอาจจะเน้นหุ้น Large cap มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง มีลักษณะของ defensive ผสมผสานกับหุ้นที่ Undervalued มาก มีอัตราการจ่าย dividend ดี หรือเป็นธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ง่ายต่อสภาพเศรษฐกิจเป็นต้น
จับชีพจรทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนดูแล้ว อาจจะเหวี่ยงไหววูบวาบไปบ้าง แต่โลกแห่งการลงทุนไม่มีอะไรเลวร้ายจนเกินไป
Tags : หุ้น • ตราสารหนี้ • ปีวัว • บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ • ตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์
