กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 24 มกราคม 2555 01:00

'โฉลก สัมพันธารักษ์' นักเทคนิคคัลที่ 'เซียน' เรียก 'อาจารย์'

โฉลก สัมพันธารักษ์

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เปิดตัวเซียนเหนือเซียน 'โฉลก สัมพันธารักษ์' นักเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ รายแรกๆ ของเมืองไทย ผู้สร้างความมั่งคั่งด้วย 'เทคนิคัล' ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ไม่เคยเปิดตัวออกหน้าสื่อหรือโฆษณาครึกโครม แต่เว็บไซต์โฉลกดอทคอม (Chaloke.com) ก่อตั้งโดยกลุ่มลูกศิษย์ โฉลก สัมพันธารักษ์ หรือ ลุงโฉลก ได้ถูกนำไปบอกต่อกันบนโลกออนไลน์แบบเงียบๆ ถึงหลักสูตรการลงทุนที่เข้มข้นและยาวนานต่อเนื่องกว่า 8 เดือนต่อหนึ่งคอร์ส ที่แม้แต่บรรดาโบรกเกอร์บางแห่งต้องส่ง "เจ้าหน้าที่การตลาด" มาฝากตัวเป็น "ศิษย์" กับท่านอาจารย์ 

 ว่ากันว่ามีผู้จบหลักสูตรจากที่นี้แล้วนับหมื่นราย รวมถึง "หยง" ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ เซียนเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ ซึ่งบ่มเพาะวิชาเทคนิคและการวิเคราะห์จิตวิทยามวลชนมาจากลุงโฉลก จนพัฒนาตัวเองไปสู่วิทยากรสอนด้านการใช้เครื่องมือทางเทคนิคที่กำลังมาแรงในตอนนี้

 ประวัติชีวิตของเซียนเหนือเซียนท่านนี้ยังไม่เคยถูกนำออกมาเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน เหตุผลหนึ่งลุงโฉลกได้ “วางมือ” (ล้างมือในอ่างทองคำ) จากการเทรดไปแล้วเกือบ 20 ปี โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือในชีวิตหมดไปกับการทำบุญทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาผ่านมูลนิธิโฉลก แม้เจ้าตัวจะไม่เคยพูดถึงมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวให้ใครฟังมากนัก แต่ที่ได้ยินจากคนใกล้ชิดลุงโฉลกน่าจะรวยระดับ "เศรษฐีพันล้าน"   

 ทีมข่าว "ถนนนักลงทุน" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีนัดกับลุงโฉลก ชายแก่ผมขาว ณ สถานที่อบรมของชมรมฯท่ามลูกศิษย์กว่า 300 คน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ลุงให้สัมภาษณ์กับสื่อ วินาทีแรกที่เห็นแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือบุคคลระดับเศรษฐีคนหนึ่งเพราะลุงเดินมาทักทายด้วยเสื้อเชิร์ตสีขาวธรรมดาไม่มียี่ห้อ ปราศจากเครื่องประดับตกแต่งใดๆบนร่างกาย แต่ระหว่างการสนทนาทีมงานเห็นลุงฉีกยิ้มด้วยความสุขทุกครั้งที่ได้เล่าแนวคิดการลงทุนที่บ่มเพาะมานานกว่า "สามสิบปี"

 “ผมไม่เคยทำงานประจำ ไม่ชอบมีนายและไม่เคยเรียกใครว่านาย” ลุงเริ่มพูดถึงตัวเองให้ฟัง

 เซียนผู้เฒ่า เล่าว่าตั้งแต่จบการศึกษาปริญญาตรีสถาปัตย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว (ลองเดาอายุได้) ก็ตัดสินใจเดินทางไปทำงานกับพ่อที่ประเทศอังกฤษพร้อมกับเรียนต่อปริญญาโทด้านสถาปัตย์ต่อ งานที่ทำคือไปช่วยเปิดออฟฟิศที่ลอนดอน พอดีในตอนนั้นพ่อมีเพื่อนเป็นชาวญี่ปุ่นซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งมีเครือข่ายอย่างเช่น ธนาคารมิตซุยโฮ สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ลุงโฉลกได้เสนอตัวเป็นลูกศิษย์ขอเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ทำให้เขาเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่รู้จักกับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า

 “เมืองไทยตอนนั้นไม่รู้จักว่าอนุพันธ์คืออะไร เราซื้อขายที่ราคาสปอตหมด แต่สินค้าบางอย่างมันซื้อขายสปอตไม่ได้ เช่น พวกข้าว ยาง เพราะต้องใช้เวลาขนส่ง ถ้าเราไปใช้ราคาสปอตผู้ซื้อได้เปรียบเพราะราคาอาจจะสูงขึ้นก็ได้ ทำให้ผมตัดสินใจเรียนรู้เรื่องของฟิวเจอร์อย่างจริงจัง พอจบปริญญาโทก็ต่อปริญญาเอกทันทีแต่ตัดสินใจเลิกเรียนหันมาลงทุนดีกว่าถ้าเราเข้าใจมันอย่างดีก็พออยู่ได้”

 สาเหตุที่ไปเปิดออฟฟิศซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์ที่ลอนดอนเพราะอยู่ตรงกลางของโลก เวลาห่างจากประเทศไทย 6 ชั่วโมงและห่างจากนิวยอร์ค 6 ชั่วโมงสามารถเทรดเชื่อมกันได้ สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดตอนอยู่ที่อังกฤษคือการใช้กราฟแท่งเทียน (Candle stick) ซึ่งญี่ปุ่นเป็นคนคิดค้นขึ้นตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน (คิดค้นขึ้นราว ค.ศ.1750 โดยพ่อค้าข้าวชื่อ โชกิว ฮอนม่า)

 หลังจากนั้น ลุงโฉลกเดินทางกลับมาประเทศไทยถือเป็นนักลงทุนกลุ่มแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่เขาใช้เวลาไปกับการเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ซึ่งเปิดบัญชีไว้ที่อังกฤษ สังเวียนการต่อสู้ของลุงคือพวกเฮดจ์ฟันด์ (เสือหิว) ระดับโลกหากินอยู่ที่ Chicago Board of Trade และตลาดนิวยอร์ค สินค้าที่เทรดมีตั้งแต่พวกซอฟท์คอมมอดิตี้อย่าง ข้าว ถั่วเหลือง โกโก้ กาแฟ เนื้อหมู เนื้อวัว น้ำตาล ข้าวโพด กลุ่มโลหะมีค่าเช่น ทองคำ พาราเดียม แพลตินัม จนถึงสินค้าทางการเงินอย่างเช่น ดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาล ต่อมาก็เริ่มมีดัชนีตลาดหุ้นล่วงหน้าแต่ละประเทศให้เทรด เช่น ดาวโจนส์

 “สินค้าในตลาดล่วงหน้าที่เรามีอยู่ตอนนี้ผมเคยเทรดในต่างประเทศมาหมดแล้ว อย่างทองคำผมเล่นในตลาดโคเม็กซ์มาก่อน ซิลเวอร์ก็เคยเล่น ยางพาราก็ด้วย เสียดายที่ตอนนี้สัญญาซื้อขายต่อวันยังน้อยไปหน่อยทำให้ไม่คิดที่จะเข้ามาลงทุน แต่หลายปีก่อนผมแนะนำลูกศิษย์ให้ไปเทรดดัชนีหุ้นล่วงหน้าในกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้) ต่างได้ผลตอบแทนที่ดีมากกลับมา”

 นักเทคนิคมือฉมังผู้ล้างมือจากยุทธจักร บอกว่า เสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องของสัญญาล่วงหน้าเลยทั้งที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย ยังดีที่บางอุตสาหกรรมรู้จักการใช้ฟิวเจอร์แล้ว เช่น อุตสาหกรรมน้ำตาล ที่มีความสำคัญเพราะเวลาที่ตกลงซื้อขายสินค้ากันพอถึงเวลารับเงินราคามันไม่เท่าเดิมแล้วเพราะค่าเงินเปลี่ยนไป สมัยก่อนคนไทยไม่เคยคิดตอนที่ดอลลาร์ต่อบาทยังอยู่ที่ 20 บาท เวลาซื้อขายระหว่างประเทศจำนวนไม่มากจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง  แต่พอเงินมากขึ้นมันเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน พวกดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ถึงมีความสำคัญมากต่อนักธุรกิจ

  หลังจากลงทุนในประเทศไทยได้ระยะหนึ่ง ลุงโฉลกสังเกตุว่าคนไทยยังเล่นหุ้นเหมือนกับ "เล่นพนัน” จึงอยากจะให้ความรู้กับนักลงทุนโดยเฉพาะการใช้เครื่องมือทางเทคนิค แต่ติดอุปสรรคที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตอนนั้นไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เข้าถึงข้อมูลเพื่อมาทำชาร์ตราคาย้อนหลัง จนกระทั่งเริ่มเข้าไปให้ข้อมูลนักลงทุนในเว็บไซต์ SET50.Com เมื่อสิบกว่าปีก่อน พอมีคนสงสัยโพสต์ถามไว้ในเว็บบอร์ดก็เข้าไปตอบ เริ่มมีคนสนใจการใช้เทคนิคมากขึ้น จนสมาชิกกลุ่มหนึ่งมาช่วยให้ตั้งเว็บบอร์ดของตัวเอง จนเป็นที่มาของเว็บไซต์โฉลกดอทคอมในตอนนี้

 เนื้อหาที่สอนส่วนใหญ่เป็นการใช้เครื่องมือทางเทคนิคมาวิเคราะห์การลงทุน รวมถึงแนวคิดด้านการลงทุนซึ่งกลั่นมาจากประสบการณ์  คอร์สหนึ่งจะใช้เวลาในการเรียน 8 เดือนเพราะเนื้อหาเยอะมากและต้องมีการสอบวัดผลด้วย ถึงตอนนี้มีผู้ที่ผ่านการอบรมไปแล้วนับหมื่นคน หลายคนจบออกไปก็ประสบความสำเร็จและกลับมาเป็นวิทยากรให้ชมรม แต่ยังน่าเสียดายที่คนไทยยังเล่นหุ้นเหมือนการพนัน ส่วนหนึ่งเพราะไม่รู้จักกับคำว่า “พอเพียง” เน้นแต่จะเอากำไรเยอะๆ พอเริ่มมีกำไรก็เกิดความโลภ ความเสี่ยงเลยสูงตามเป้าหมาย

 บางครั้งชมรมก็จะมีคอร์สอบรมพิเศษ เช่น กลุ่มร้านทองมารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้การใช้ Option ในการซื้อทองคำเข้ามาเก็บในสต็อก ถ้าไม่ใช่เครื่องมือการเงินมาช่วยถ้าซื้อทองมาแล้วราคาลงก็ต้องขายออกไปเลยและเอากำไรแค่ค่ากำเหน็จ แต่ถ้าใช้วิธีไปซื้อ Put Option เพื่อตัดความเสี่ยงประกันราคาที่อาจจะตก แต่ถ้าราคามันขึ้นก็ยกเลิกออปชั่นแล้วไปขาย Call option เพื่อทำกำไรได้อีก  แบบนี้มีแต่กำไรอย่างเดียวไม่มีจน ตอนนี้ชมรมของเรากำลังจะมีสำนักงานของตัวเองแถวถนนสุรวงศ์ซึ่งจะมีห้องประชุมให้สมาชิกได้พบปะกัน กิจกรรมที่เราทำร่วมกันบ่อยๆคือรวมเงินไปซ่อมแซมวัด สร้างเมรุ สร้างโรงเรียน
 
 สำหรับแนวคิดการลงทุนที่ลุงโฉลกยึดมั่นเป็นพิเศษและเป็นหัวใจสำคัญของคอร์สอบรมคือการประยุกต์ใช้แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง ลุงเสริมว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงคือเศรษฐกิจแบบยากจนต้องทำนา ขุดบ่อ ซึ่งจริงแล้วไม่ใช่เลย

 “จริงแล้วความพอเพียงคือความมั่งมี แต่คนเข้าใจผิดเยอะ พอเพียงไม่ได้แปลว่าต้องจน ความจริงแปลว่าร่ำรวยในแบบที่พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป” 

 จากที่ได้พูดคุยกับลูกศิษย์ที่ทำงานโบรกเกอร์ต่างบอกว่านักลงทุน 90% มักจะขาดทุนซึ่งน่าเสียดายมาก การที่เราจะเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้นเราต้องมีแต้มต่อ (EDGE) มากกว่าคนอื่น ถ้าในชมรมของเราคำว่าแต้มต่อคือการเทรดโดยใช้ “ระบบ” ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าโอกาสขาดทุนแทบไม่มี หลักการก็คือต้องสร้างผลตอบแทนในระดับ 20% ต่อปีจะต้องไม่มากไปกว่านี้เพราะจะเกิดความโลภจนเสียระบบ ระดับผลตอบแทนดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับที่พอเพียงแล้ว นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้ Leverage มาขยายวอลุ่มให้สร้างผลตอบแทนมากขึ้นแต่ความเสี่ยงไม่เพิ่มขึ้น

 ตอนหน้าลุงโฉลกจะเจาะลึกแนวคิดการลงทุนโดยใช้ระบบเทรดและการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งผ่านการบ่มเพาะมานานกว่าสามสิบปี ผสมผสานกับการลงทุนโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง...ห้ามพลาดเด็ดขาด!!!
---------------------------------------------------
ใช้ Option สร้างความมั่งคั่ง 'สินค้าเกษตร'    (ไซด์บาร์)
-----------------------------------------------
 โฉลก สัมพันธารักษ์ กล่าวว่า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง Option สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับเกษตรกรได้จริงจึงตัดสินใจรวบรวมเงินก้อนหนึ่งไปซื้อที่ดิน 1,000 ไร่ ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เพื่อทำไร่มันสำปะหลังและข้าวโพดและว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรมาควบคุมการเพาะปลูก มีการใช้เทคนิคสมัยใหม่เช่นรถแทรคเตอร์ ระบบจีพีเอส ผลิตเอมไซน์เพิ่มผลผลิตเอง เทคนิคการปรับหน้าดิน ปลูกบ่อ ทำให้สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าคนอื่นสามเท่า โดยชมรมเป็นผู้ใช้เครื่องมือการเงินช่วย Fix ราคาพืชผล โดยใช้เทคนิคอย่าง Option

 เมื่อเก็บเกี่ยวจนได้ราคาที่พอใจ ก็จะไปซื้อ Put Option เพื่อประกันราคาไม่ให้ตกแต่ถ้าราคาขึ้นเราก็จะยกเลิกเพื่อไปขายที่แพงกว่า สมมุติว่าราคามันสำปะหลังอยู่ที่ 100 บาท เราขอกำไรที่พอเพียงคือ 20% ซึ่งในโลกนี้จะหาอะไรที่ทำกำไรได้ขนาดนี้น้อยมาก แค่นี้ก็สามารถล็อกผลกำไรที่พอใจได้แล้วโดยจ่ายเพียงแค่ค่าพรีเมี่ยมเท่านั้น แบบนี้ไม่มีความเสี่ยงใดๆ ยกเว้นทุจริตกันเอง

 เนื่องจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าประเทศไทยยังไม่มีการใช้ Option จึงต้องไปเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์คือ Financial Global ซึ่งเป็นนายหน้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ตอนนี้ติดปัญหาล้มละลายเงินของเราเลยไปจมอยู่บางส่วนยังดีที่ได้มีการกระจายไปยังโบรกเกอร์ที่สิงคโปร์บ้าง

 ที่ดินผืนนั้นเปิดโอกาสให้สมาชิกชมรมได้ร่วมหุ้นด้วยเพื่อเพิ่ม Economy of Scale ในขณะที่ต้นทุนดำเนินการเท่าเดิมเมื่อพื้นที่มากขึ้นกำไรเราก็มากขึ้น  เมื่อได้กำไรมาก็จะไปซื้อที่ดินรอบๆเพิ่มจนปัจจุบันที่ดินเพิ่มขึ้นเป็น 2,000ไร่แล้ว นอกจากนี้ยังได้กำไร Capital Gain จากราคาที่ดินซึ่งเพิ่มขึ้นจากไร่ละ 25,000 บาท ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60,000 บาทแล้ว ได้กำไรมหาศาล

 “เสียดายที่รัฐบาลไม่เคยรู้เรื่องนี้แค่จะขอกำหนดราคา Option กับต่างประเทศก็ทำไม่สะดวก ถ้ามีเราสามารถทำให้ราคาข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว ยางพารา เนื้อสัตว์ สามารถขายได้ราคาดีเกษตรกรจะไม่จน ผมอยากให้ชาติและคนไทยได้มีความมั่งคั่งด้วยเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการสอนผ่านการลงทุนในตลาดหุ้น ลูกศิษย์ผมที่เก่งๆ น่าจะมีหลักพันคนจากที่เปิดสอนมา 6 ปี ตอนนี้ผมพิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนี้ทำกำไรได้แน่นอนไม่เพ้อฝัน”

 

Tags : โฉลก สัมพันธารักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Vipabed012

    อ่านแล้วน่าสนใจมากค่ะ ทำอย่างไรเราจะทำให้เกษตรกรของเราพ้นจากความยากจนได้ ทั้งๆที่เราเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายตัว แต่อำนาจการกำหนดราคากลับเป็นของผู้ซื้อ ถ้าใช้วิธีที่คุณโฉลกบอกมาได้จะดีมากเลยนะคะ รอรัฐบาลคงไม่ work หรอกค่ะ เราต้องช่วยๆกัน ดิฉันสนใจอยากเรียนรู้ค่ะ เข้าคอร์สได้อย่างไรคะ มีค่าใช้จ่ายเท่าไรคะ

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement